ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 84 (เล่ม 74)

มีมาแล้ว พระราชามหาสุทัศนะได้เป็นกษัตริย์ พุทธาภิเษก. นัยว่าพระ-
ราชามหาสุทัศนะนั้น มีเมืองประเทศราช ๘๔,๐๐๐ อันมีเมืองกุสาวดีราชธานี
เป็นประมุข. มีปราสาท ๘๔,๐๐๐ มีธรรมปราสาทเป็นประมุข. มีเรือนยอด
๘๔,๐๐๐ มีเรือนยอดหมู่ใหญ่เป็นประมุข. ทั้งหมดเหล่านั้นเกิดด้วยอานิสงส์
แห่งบรรณศาลาหลังหนึ่งซึ่งพระองค์สร้างถวายแก่พระเถระนั้น. บัลลังก์
๘๔,๐๐๐ ช้าง ๑,๐๐๐ ม้า ๑,๐๐๐ รถ ๑,๐๐๐ เกิดด้วยอานิสงส์แห่งเดียง
และตั่งที่พระองค์ถวายแก่พระเถระนั้น. แก้วมณี ๘๔,๐๐๐ เกิดด้วยอานิสงส์
แห่งประทีปที่พระองค์ถวายแก่พระเถระ. สระโบกขรณี ๘๔,๐๐๐ เกิดด้วย
อานิสงส์ แห่งสระโบกขรณีสระหนึ่ง. สตรี ๘๔ ,๐๐๐ บุตร ๑,๐๐๐ และ
คฤหบดี ๑,๐๐๐ เกิดด้วยอานิสงส์แห่งการถวายเครื่องบริขารของบรรพชิต
อันสมควรแก่สมณบริโภคมีถลกบาตรเป็นต้น. แม้โคนม ๘๔,๐๐๐ เกิดด้วย
อานิสงส์แห่งการถวายเบญจโครส. คลังผ้า ๘๔,๐๐๐ เกิดด้วยอานิสงส์แห่ง
การถวายเครื่องนุ่งห่ม. หม้อหุงข้าว ๘ .... เกิดด้วยอานิสงส์แห่งการ
ถวายโภชนะ. พระโพธิสัตว์เป็นพระราชาธิราชประกอบด้วย รตนะ ๗ และ
ฤทธิ์ ๔ ทรงชนะครอบครองปฐพีมณฑลมีสาครเป็นที่สุดทั้งสิ้นโดยธรรม
ทรงสร้างโรงทานในที่หลายร้อยที่ตั้งมหาทาน. ทรงให้ราชบุรุษตีกลองป่าว-
ประกาศในพระนคร วันละ ๓ ครั้ง ว่า ผู้ใดปรารถนาสิ่งใด ผู้นั้นจงมาที่
โรงทานรับเอาสิ่งนั้นเถิด. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ตตฺถาหํ
ทวเส ติกฺขตฺตุํ, โฆสาเปมิ ตหึ ตหึ เราให้ประกาศทุก ๆ วัน วันละ
๓ ครั้ง.

84
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 85 (เล่ม 74)

ในบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ คือในพระนครนั้น. ปาฐะว่า ตทาหํ
ก็มี อธิบายว่า ในครั้งนั้น คือ ในครั้งที่เราเป็นพระราชามหาสุทัศนะ.
บทว่า ตหึ ตหึ คือในที่นั้น ๆ อธิบายว่า ทั้งภายในและภายนอกแห่ง
กำแพงนั้น ๆ. บทว่า โก กึ อิจฺฉติ ใครปรารถนาอะไร คือบรรดา
พราหมณ์เป็นต้น ผู้ใดปรารถนาอะไรในบรรดาไทยธรรม มีข้าวเป็นต้น.
บทว่า ปตฺเถติ เป็นไวพจน์ของบทว่า อิจฉติ นั้น. บทว่า กสฺส กึ ทิยฺยตู
ธนํ เราจะให้ทรัพย์อะไรแก่ใคร คือ ท่านกล่าว เพื่อแสดงความที่การโฆษณา
ทานเป็นไปแล้ว โดยปริยายหลายครั้ง. ด้วยบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
แสดง สรุปด้วยทานบารมี. จริงอยู่ทานบารมีของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย เว้น
จากการกำหนดไทยธรรมและปฎิคคาหก. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรง
แสดงสรรเสริญบุคคลผู้สมควรแก่ไทยธรรมนั้นด้วยการโฆษณาทาน จึงตรัส
พระดำรัสมีอาทิว่า โก ฉาตโก ใครหิว ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ฉาตโก คืออยาก. บทว่า ตสิโต คือ
กระหาย. พึงนำบทว่า อิจฺฉติ มาประกอบบทว่า โก มาลํ โก วิเลปนํ
ความว่า ใครต้องการดอกไม้ ใครต้องการร่มดังนี้. บทว่า นคฺโค ขาด-
แคลนผ้า อธิบายว่า มีความต้องการผ้า. บทว่า ปริทหิสฺสติ คือ นุ่งห่ม.
บทว่า โก ปเถ ฉตฺคมาเทติ ความว่า ใครเดินทางต้องการร่ม
เพื่อป้องกันฝน ลมและแดด ของตนในหนทาง อธิบายว่า มีความต้องการ
ด้วยร่ม. บทว่า โก ปาหนา มุทู สุภา ใครต้องการรองเท้าอันอ่อนงาม

85
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 86 (เล่ม 74)

คือ รองเท้า ชื่อว่า งาม เพราะน่าดู ชื่อว่า อ่อน เพราะมีสัมผัส สบาย
เพื่อป้องกันเท้าและนัยน์ตาของตน. บทว่า โก อาเทติ ความว่า ใครมี
ความต้องการรองเท้าเหล่านั้น. พึงนำบทว่า มชฺฌนฺติเก จ และเวลา
เที่ยงมาประกอบด้วย จ ศัพท์ในบทนี้ว่า สายญฺจ ปาโตจ ทั้งเวลาเย็น
เวลาเช้า และเวลาเที่ยง. ท่านกล่าวว่าให้ประกาศวันละ ๓ ครั้ง.
บทว่า น ตํ ทสสุ ฐาเนสุ โยชนาแก้ไว้ว่า ทานนั้นมิใช่เราตก
แต่งไว้ในที่ ๑๐ แห่ง. หรือมิใช่ ๑๐๐ แห่ง ที่แท้เราตกแต่งไว้ในที่หลาย
ร้อยแห่ง. บทว่า ยาจเภ ธนํ คือ เราตกแต่ง คือ เตรียมไว้สำหรับ ผู้ขอ
ทั้งหลาย. เพราะในนครยาว ๗ โยชน์ กว้าง ๗ โยชน์ ล้อมไปด้วยแนวต้น-
ตาล ๗ แถว. ณ แนวต้นตาลเหล่านั้น มีสระโบกขรณี ๘๔,๐๐๐ สระ เราตั้ง
มหาทานไว้ที่ฝั่งสระโบกขรณี เฉพาะสระหนึ่ง ๆ. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :-
ดูก่อนอานนท์ พระราชามหาสุทัศนะ
ทรงตั้งทานเห็นปานนี้ไว้ ณ ฝั่งสระโบกขรณี
เหล่านั้น คือ ตั้งข้าวไว้สำหรับผู้ต้องการข้าว
ตั้งน้ำไว้สำหรับผู้ต้องการน้ำ ตั้งผ้าไว้สำหรับผู้
ต้องการผ้า ตั้งยานไว้สำหรับผู้ต้องการยาน ตั้ง
ที่นอนไว้สำหรับผู้ต้องการที่นอน ตั้งสตรีไว้

86
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 87 (เล่ม 74)

สำหรับผู้ต้องการสตรี ตั้งเงินไว้สำหรับผู้ต้อง
การเงิน ตั้งทองไว้สำหรับผู้ต้องการทอง.
พึงทราบความในบทนั้นดังนี้ จริงอยู่มหาบุรุษปรารถนาแต่จะให้ทาน
จึงสร้างเครื่องประดับอันสมควรแก่สตรีและบุรุษ ตั้งสตรีไว้เพื่อให้รับใช้ใน
ที่นั้น และตั้งทานทั้งหมดนั้นไว้เพื่อบริจาค จึงให้ตีกลองป่าวร้องว่า พระ-
ราชามหาสุทัศนะพระราชทานทาน พวกท่านจงบริโภคทานนั้นตามสบาย-
เถิด. มหาชนไปยังฝั่งสระโบกขรณีอาบน้ำ นุ่งห่มผ้าเป็นต้นแล้ว เสวย
มหาสมบัติ ผู้ใดมีสมบัติเช่นนี้แล้ว ผู้นั้นก็ละไป ผู้ใดไม่มี ผู้นั้นก็ถือเอา
ไป. ผู้ใดนั่งบนยานช้างเป็นต้นก็ดี เที่ยวไปตามสบาย นอนบนที่นอนอัน
ประเสริฐก็ดี ก็เอาสมบัติไปเสวยความสุขกับสตรีบ้าง ประดับเครื่องประดับ
ล้วนแก้ว ๗ ประการก็เอาสมบัติไป ถือเอาสมบัติจากสำนักที่ได้เอาไป เมื่อ
ไม่ต้องการก็ละไป. พระราชามหาสุทัศนะทรงกระวีกระวาดบริจาคทานแม้
ทุก ๆ วัน. ในครั้งนั้นชาวชมพูทวีปไม่มีการงานอย่างอื่น. บริโภคทาน เสวย
สมบัติเที่ยวเตร่กันไป. ทานนั้นมิได้มีกำหนดแล. ผู้มีความต้องการจะมา
เมื่อใดทั้งกลางคืนทั้งกลางวัน ก็พระราชทานเมื่อนั้น. ด้วยประการฉะนี้
มหาบุรุษทรงทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้สนุกสนานรื่นเริง ยังมหาทานให้เป็นไป
ตลอดพระชนมายุ. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ทิวา วา
ยทิ วา รตฺตึ ยทิ เอติ วณิพฺพโก วณิพกจะมาในเวลากลางวันก็ตาม
หรือในเวลากลางคืนก็ตาม เป็นต้น.

87
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 88 (เล่ม 74)

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงทานตามกาลของมหาบุรุษนั้นด้วยบทนี้
ว่า ทิวา วา ยทิ วา รตฺตึ ยทิ เอติ. จริงอยู่กาลเวลาที่ผู้ขอเข้าไปเพื่อ
หวังลาภ ชื่อว่าเป็นกาลเวลาแห่งทานของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย. บทว่า
วณิพฺพโก คือผู้ขอ. ด้วยบทนี้ว่า ลทฺธา ยทิจฺฉกํ โภคํ ได้โภคะตาม
ความปรารถนา ท่านกล่าวถึงทานตามความชอบใจ. เพราะว่าผู้ขอคนใด
ปรารถนาไทยธรรมใด ๆ พระโพธิสัตว์ทรงให้ทานนั้น ๆ แก่ผู้ข้อคนนั้น
พระโพธิสัตว์มิได้ทรงคิดถึงความที่ไทยธรรมนั้นมีค่ามากหาได้ยากอันเป็น
การกีดขวางพระองค์เลย. ด้วยบทนี้ว่า ปูรหตฺโถว คจฺฉติ เต็มมือกลับไป
แสดงถึงทานตามความปรารถนา. เพราะว่าผู้ขอทั้งหลายปรารถนาเท่าใด
พระมหาสัตว์ทรงให้เท่านั้นไม่ลดหย่อน เพราะมีพระอัธยาศัยกว้างขวาง
และเพราะมีอำนาจมาก.
ด้วยบทว่า ยาวชีวิกํ ตลอดชีวิตนี้ แสดงถึงความไม่มีสิ้นสุดของ
ทาน. เพราะว่าตั้งแต่สมาทาน พระมหาสัตว์ทั้งหลายมิได้ทรงกำหนดกาล
เวลาในท่ามกลางจนกว่าจะบริบูรณ์. การไม่เข้าไปตัดรอนแม้ด้วยความตาย
จากการไม่เข้าที่สุดในระหว่าง ๆ เพราะไม่มีความเบื่อหน่ายในการสะสมโพธิ-
สมภาร. แม้อื่นจากนั้น เพราะการปฏิบัติอย่างนั้นท่านจึงกล่าวด้วยอำนาจ
แห่งความประพฤติของพระราชามหาสุทัศนะว่า ยาวชีวิกํ จนตลอดชีวิต
ดังนี้. บทว่า นปาหํ เทสฺ สํ ธนํ ทมฺมิ เราได้ให้ทรัพย์ที่น่าเกลียดก็
หามิได้ คือ ทรัพย์ของเรานี้น่าเกลียดไม่น่าพอใจก็หามิได้ เพราะเหตุนั้นเรา

88
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 89 (เล่ม 74)

เมื่อให้มหาทานเห็นปานนี้ จึงให้นำทรัพย์ออกจากเรือน. บทว่า นปิ นตฺถิ
นิจโย มยิ เราไม่มีการสะสมก็หามิได้ คือ การสะสมทรัพย์ การสงเคราะห์
ด้วยทรัพย์ในที่ใกล้ไม่มีแก่เราก็หามิได้. อธิบายว่า แม้การไม่สงเคราะห์
ดุจสมณะผู้ประพฤติขัดเกลากิเลสก็ไม่มี. มหาทานนี้ของพระมหาสัตว์นั้น
เป็นไปแล้วด้วยอัธยาศัยใด เพื่อแสดงถึงอัธยาศัยนั้นท่านจึงกล่าวไว้.
บัดนี้เพื่อแสดงความนั้นโดยอุปมาจึงกล่าวว่า ยถาปิ อาตุโร นาม
เหมือนคนไข้กระสับกระส่าย ดังนี้เป็นต้น.
บทนี้แสดงเนื้อความพร้อมด้วยการเปรียบเทียบโดยอุปมา เหมือน
บุรุษถูกโรคครอบงำกระสับกระส่าย ประสงค์จะให้ตนพ้นจากโรค ต้องการ
ให้หม้อผู้เยียวยาพอใจ คือยินดีด้วยทรัพย์มีเงินและทองเป็นต้น แล้วปฏิบัติ
ตามวิธี ก็พ้นจากโรคนั้นฉันใด แม้เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน ประสงค์จะ
เปลื้องสัตว์โลกทั้งสิ้น อันได้รับทุกข์จากโรคคือกิเลส และจากโรคคือทุกข์
ในสงสารทั้งสิ้น รู้อยู่ว่าการบริจาคสมบัติทั้งปวงนี้ เป็นทานบารมี เป็นอุบาย
แห่งการปลดเปลื้องจากโลกนั้น เพื่อยังอัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลายให้บริบูรณ์
ด้วยอำนาจแห่งผู้รับไทยธรรมโดยไม่มีเศษเหลือ และด้วยอำนาจแห่งมหา-
ทานโดยไม่มีเศษเหลือ อนึ่ง ทานบารมีของเรายังไม่บริบูรณ์แก่ตน เพราะ
ฉะนั้น เพื่อยังใจที่บกพร่องอันเป็นไปในบทว่า อูนมนํ ใจบกพร่องให้
เต็ม จึงได้ให้ทานนั้นแก่วณิพก คือผู้ขอ เราให้มหาทานเห็นปานนี้ เรา
มิได้อาลัยมิได้หวังอะไรในการให้ทานนั้นและในผลของการให้นั้น ให้เพื่อ

89
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 90 (เล่ม 74)

บรรลุพระสัมโพธิญาณ คือ เพื่อบรรลุพระสัพพัญญุตญาณอย่างเดียว.
พระมหาสัตว์ยังมหาทานให้เป็นไปอย่างนี้ เสด็จขึ้นสู่ธรรมปราสาท
อันเกิดด้วยบุญญานุภาพของพระองค์ ทำลายกามวิตกเป็นต้น ณ ประตูเรือน
ยอดหมู่ใหญ่นั่นเอง ประทับนั่งเหนือราชบัลลังก์ทำด้วยทองคำ ณ ประตู
เรือนยอดนั้นยังฌานและอภิญญาให้เกิด เสด็จออกจากที่นั้น เสด็จเข้าไปยัง
เรือนยอดสำเร็จด้วยทอง ประทับนั่งเหนือบัลลังก์สำเร็จด้วยเงิน ณ เรือน
ยอดนั้นทรงเจริญพรหมวิหาร ๔ ยังกาลเวลาให้น้อมล่วงไปด้วยฌานและ
สมาบัติตลอด ๘๔,๐๐๐ ปี ทรงให้โอวาทแก่นางสนมกำนัลใน ๘๔,๐๐๐ คน มี
พระนางสุภัททาเทวีเป็นหัวหน้า และอำมาตย์กับสมาชิกที่ประชุมกันเป็นต้น
ซึ่งเข้าไปเพื่อเฝ้าในมรณสมัยด้วยคาถานี้ว่า :-
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีการเกิด
ขึ้นและมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา สังขาร
ทั้งหลาย ครั้นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป การเข้าไป
สงบสังขารเหล่านั้นเป็นสุข.
เมื่อสิ้นสุดพระชนมายุ ก็ได้เสด็จสู่พรหมโลก.
พระนางสุภัททาเทวีในครั้งนั้น ได้เป็นพระมารดาพระราหุลในครั้ง
นี้. ปริณายกแก้ว คือ พระราหุล. บริษัทที่เหลือ คือ พุทธบริษัท. ส่วน
พระราชามหาสุทัศนะ คือ พระโลกนาถ.

90
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 91 (เล่ม 74)

แม้ในจริยานี้เป็นอันได้บารมี ๑๐ โดยสรุป. ทานบารมีเท่านั้นมาใน
บาลี เพราะอัธยาศัยในการให้กว้างขวางมาก. ธรรมที่เหลือมีนัยดังกล่าว
แล้วในหนหลังนั้นแล.
อนึ่ง พึงเจาะจงลงไปถึงคุณานุภาพมีอาทิอย่างนี้ว่า แม้ดำรงอยู่ใน
ความเป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ อันรุ่งเรืองด้วยรตนะ ๗ อย่างมากมาย ก็ไม่พอ
ใจโภคสุขเช่นนั้น ข่มกามวิตกเป็นต้นแต่ไกล ยังกาลเวลาให้น้อมไปด้วย
สมาบัติตลอด ๘๔,๐๐๐ ปี ของผู้ประพฤติในมหาทานเห็นปานนั้น แม้
กระทำธรรมกถาปฏิสังยุตด้วยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ก็ไม่ทอดทิ้ง
ความขวนขวายในวิปัสสนาในที่ทั้งปวง.
จบ อรรถกถามหาสุทัศนจริยาที่ ๔

91
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 92 (เล่ม 74)

มหาโควินทจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของมหาโควินทพราหมณ์
[๕] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพราหมณ์
นามว่ามหาโควินท์ เป็นปุโรหิตของพระราชา
พระองค์ อันนรชนและเทวดาบูชา ในกาล
นั้น เครื่องบรรณาการอันใดในราชอาณาจักร
ทั้ง ได้มีแล้วแก่เรา เราได้ให้มหาทานร้อย
ล้านแสนโกฏิ เปรียบด้วยสาครด้วยบรรณา-
การนั้น เราจะเกลียดทรัพย์และข้าวเปลือกก็
หามิได้ และเราจะไม่มีการสั่งสมก็หามิได้ แต่
พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น
เราจึงให้ทานอย่างประเสริฐ ฉะนี้แล.
จบ มหาโควินทจริยาที่ ๕
อรรถถกถามหาโควินทจริยาที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถามหาโควินทจริยาที่ ๕ ดังต่อไปนี้. บทว่า
สตฺตราชปุโรหิโจ คือปุโรหิตผู้เป็นอนุสาสก คือผู้ถวายอนุศาสน์ ในกิจ-
การทั้งปวงแด่พระราชา ๗ พระองค์ มีพระราชาพระนามว่า สัตตภู เป็นต้น.
บทว่า ปูชิโต นรเทเวหิ อันนรชนและเทวดาทั้งหลายบูชาแล้ว คือ อัน

92
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 93 (เล่ม 74)

นรชนเหล่าอื่น และกษัตริย์ทั้งหมดในชมพูทวีปบูชาแล้วด้วยปัจจัย และ
ด้วยสักการะและสัมมานะ. บทว่า มหาโควินฺทพฺราหฺมโณ คือพราหมณ์
ชื่อว่า มหาโควินทะ เพราะเป็นผู้มีอานุภาพมาก และเพราะได้รับแต่งตั้ง
โดยอภิเษกให้เป็นโควินทะ. เพราะว่าพระโพธิสัตว์ได้ชื่อนี้ตั้งแต่วันอภิเษก
ชื่อเดิมว่า โชติปาละ ได้ยินว่าในวันที่โชติปาละเกิด สรรพาวุธทั้งหลาย
สว่างไสว. แม้พระราชาก็ทอดพระเนตรเห็นมังคลาวุธของพระองค์ สว่าง
ไสวในตอนใกล้รุ่ง ทรงสะดุ้งพระทัยตรัสถามปุโรหิตของพระองค์ซึ่งเป็น
บิดาของพระโพธิสัตว์ผู้มาปฏิบัติราชการ ปุโรหิตทูลให้เบาพระทัยว่า ขอ
เดชะข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์อย่าทรงหวาดสะดุ้งไปเลย บุตรของข้า
พระองค์เกิด ด้วยอานุภาพของบุตรนั้นมิใช่ในกรุงราชคฤห์เท่านั้น แม้ใน
นครทั้งสิ้น อาวุธทั้งหลายก็สว่างไสว อันตรายมิได้มีแด่พระองค์เพราะ
อาศัยบุตรของข้าพระองค์ อนึ่ง ในชมพูทวีปทั้งสิ้น จักหาผู้ที่มีปัญญาเสมอ
ด้วยบุตรของข้าพระองค์ไม่มี. นั่นเป็นบุรพนิมิตของเขาพระเจ้าข้า. พระ-
ราชาทรงยินดี พระราชทานทรัพย์ ๑,๐๐๐ โดยตรัสว่า จงเป็นค่าน้ำนม
ของพ่อกุมารเถิด แล้วตรัสว่า เมื่อบุตรของท่านเจริญวัย จงนำมาอยู่กับเรา.
ต่อมากุมารนั้นเจริญวัย เป็นผู้เห็นประโยชน์อันควรจึงเป็นอนุสาสกในกิจ
ทั้งปวงของพระราชา ๗ พระองค์ ครั้นบวชแล้วก็ได้สั่งสอนสัตว์ทั้งหลาย
จากสิ่งไม่เป็นประโยชน์ แล้วชักชวนด้วยสิ่งมีประโยชน์ทั้งปัจจุบันและ
สัมปรายภพ. ด้วยเหตุนี้จึงได้ขนานนามว่า โชติปาละ เพราะเป็นผู้รุ่งเรือง
และเพราะสามารถในการอบรมสั่งสอน. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า นาเมน

93