ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 74 (เล่ม 74)

เมื่อพระราชาเสด็จมาถึงต่างก็ยกมือถวายชัยมงคล.พระราชาทรงบังคับช้างให้
กลับด้วยพระขอเพชรเสด็จไปหาพราหมณ์เหล่านั้น ตรัสถามพวกพราหมณ์
ว่า พวกท่านต้องการอะไร. พวกพราหมณ์กราบทูลว่า ขอเดชะแคว้นกาลิงคะ
ถูกทุพภิกขภัย ฉาตกภัยและโรคภัยรบกวน. ความรบกวนนั้นจักสงบลงได้
เมื่อนำพระยามงคลหัตถีของพระองค์เชือกนี้ไป. เพราะฉะนั้น ขอพระองค์
จงทรงโปรดพระราชทานพระยาคชสารสีดอกอัญชันเชือกนี้เถิด พระเจ้าข้า.
พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสว่า กาลิงฺครฏฺฐวิสยา ฯลฯ
อญฺชนสวฺหยํ พวกพราหมณ์ชาวกาลิงครัฐได้มาหาเรา ขอพระยาคชสาร
ทรง ฯลฯ ขอพระองค์จงทรงพระราชทานพระยาคชสารตัวประเสริฐมีสีกาย
เขียวชื่ออัญชนะเถิด.
บทนั้นท่านอธิบายไว้ดังต่อไปนี้ :-
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ทรงตรัสว่า การที่เราจะทำลายความต้องการ
ของยาจกทั้งหลายไม่เป็นการสมควรแก่เรา และจะพึงเป็นการทำลายกุสล-
สมาทานของเราอีกด้วย จึงเสด็จลงจากคอคชสารมีพระดำรัสว่า หากที่มิได้
ตกแต่งไว้มีอยู่เราจักตกแต่งแล้วจักให้ จึงทรงตรวจดูรอบ ๆ มิได้ทรงเห็นที่
มิได้ตกแต่ง จึงทรงจับพระยาคชสารที่งวงแล้ววางไว้บนมือของพราหมณ์
ทรงหลั่งน้ำที่อบด้วยดอกไม้และของหอมด้วยพระเต้าทอง แล้วพระราชทาน
แก่พราหมณ์. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-

74
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 75 (เล่ม 74)

การห้ามยาจกทั้งหลายที่มาถึงแล้ว ไม่
สมควรแก่เราเลย กุสลสมาทานของเราอย่า
ทำลายเสียเลย เราจักให้คชสารตัวประเสริฐ
เราได้จับงวงคชสารวางบนมือพราหมณ์แล้วจึง
หลั่งน้ำในเต้าทองลงบนมือ ได้ให้พระยา
คชสารแก่พราหมณ์.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยาจกมนุปฺปตฺเต คือยาจกทั้งหลายที่มาถึง
แล้ว. บทว่า อนุจฺฉโว คือเหมาะสม สมควร. บทว่า มา เม ภิชฺชิ
สมาทานํ กุสลสมาทานของเราอย่าทำลายเสียเลย คือกุสลสมาทานอันใด
ของเราที่ตั้งไว้ว่า เราจะให้สิ่งทั้งปวงที่ไม่มีโทษซึ่งยาจกทั้งปวงต้องการ
จักบำเพ็ญทานบารมี เพื่อต้องการพระสัพพัญญุตญาณ กุสลสมาทานอันนั้น
อย่าทำลายเสียเลย. เพราะฉะนั้นเราจักให้พระยาคชสารตัวประเสริฐอัน
เป็นมงคลหัตถีนี้. บทว่า อทํ คือได้ให้แล้ว.
เมื่อพระราชทานพระยาคชสารแล้ว พวกอำมาตย์พากันกราบทูล
พระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า เพราะเหตุไรพระองค์จึงพระราชทาน
มงคลหัตถี ควรพระราชทานช้างเชือกอื่นมิใช่หรือ. มงคลหัตถีฝึกไว้
สำหรับเป็นช้างทรงเห็นปานนี้ อันพระราชาผู้ทรงหวังความเป็นใหญ่และ
ชัยชนะไม่ควรพระราชทานเลยพระเจ้าข้า. พระมหาสัตว์ตรัสว่า เราจะให้

75
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 76 (เล่ม 74)

สิ่งที่ยาจกทั้งหลายขอกะเรา. หากขอราชสมบัติกะเรา เราก็จะให้ราชสมบัติ
แก่พวกเขา. พระสัพพัญญุตญาณเท่านั้นเป็นที่รักยิ่ง แม้กว่าราชสมบัติ แม้
กว่าชีวิตของเรา. เพราะฉะนั้น เราจึงได้ให้คชสารนั้น. ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ตสฺส นาเค ปทินฺนมฺหิ
เมื่อพระองค์พระราชทานพระยาคชสารแล้ว.
บทว่า มงฺคลสมฺปนฺนํ สมบูรณ์ด้วยมงคล คือประกอบด้วยคุณ
อันเป็นมงคล. บทว่า สงฺคามวิชยุตฺตมํ ชนะในสงครามอันสูงสุด คือสูงสุด
เพราะชนะในสงคราม หรือพระยาคชสารสูงสุด เป็นประธานอันประเสริฐ
ในการชนะสงคราม. บทว่า กึ เต รชฺชํ กริสฺสติ พระองค์จักเสวย
ราชสมบัติได้อย่างไร. เมื่อพระะยาคชสารไปเสียแล้ว พระองค์จักครอง
ราชสมบัติได้อย่างไร. ท่านแสดงว่า จักไม่ทำราชกิจ แม้ราชสมบัติก็
หมดไป.
บทว่า รชฺชมฺปิ เม ทเท สพฺพํ แม้ราชสมบัติทั้งหมดเราก็พึง
ให้ คือ พระยาคชสารเป็นสัตว์เดียรัจฉานยกไว้เถิด แม้แคว้นกุรุทั้งหมดนี้
เราก็พึงให้แก่ผู้ขอทั้งหลาย. บทว่า สรีรํ ทชฺชมตฺตโน ถึงสรีระของตน
เราก็พึงให้ คือ จะพูดไปทำไมถึงราชสมบัติ แม้สรีระของตนเราก็พึงให้
แก่ผู้ขอทั้งหลาย. แม้สิ่งครอบครองทั้งภายในภายนอกทั้งหมดของเรา เรา
ก็สละให้ได้เพื่อประโยชน์แก่ชาวโลก. ท่านแสดงว่าเพราะพระสัพพัญญุตญาณ

76
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 77 (เล่ม 74)

และความเป็นพระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเราอันผู้ไม่บำเพ็ญบารมี
ทั้งปวงมีทานบารมีเป็นต้นไม่สามารถจะให้ได้ ฉะนั้นเราจึงได้ให้พระยาคช-
สาร.
แม้เมื่อนำพระยาคชสารมาในแคว้นกาลิงคะ ฝนก็ยังไม่ตกอยู่นั่นเอง.
พระเจ้ากาลิงคะตรัสถามว่า แม้บัดนี้ฝนก็ยังไม่ตก อะไรหนอเป็นเหตุ
ทรงทราบว่า พระเจ้ากุรุทรงรักษาครุธรรม ด้วยเหตุนั้นในแคว้นของ
พระองค์ฝนจึงตกทุกกึ่งเดือน ทุก ๑๐ วัน ตามลำดับ นั้นเป็นคุณานุภาพ
ของพระราชามิใช่อานุภาพของสัตว์เดียรัจฉานนี้ จึงทรงส่งอำมาตย์ไปด้วย
มีพระดำรัสว่า เราจักรักษาครุธรรมด้วยตนเอง พวกท่านจงไปเขียนครุธรรม
เหล่านั้นในราชสำนักของพระเจ้าธนญชัยโกรพยะ ลงในสุพรรณบัฏแล้ว
นำมา. ท่านเรียกศีล ๕ ว่า ครุธรรม. พระโพธิสัตว์ทรงรักษาศีล ๕
เหล่านั้นนกระทำให้บริสุทธิ์เป็นอย่างดี. อนึ่ง พระมารดา พระอัครมเหสี
พระกนิษฐา อุปราช ปุโรหิต พราหมณ์ พนักงานรังวัด อำมาตย์
สารถี เศรษฐี พนักงานเก็บภาษีอากร คนเฝ้าประตู นครโสเภณี
วรรณทาสีก็รักษาครุธรรมเช่นเดียวกับพระโพธิสัตว์. ด้วยเหตุนั้นท่านจึง
กล่าวว่า :-
คน ๑๑ คน คือ พระราชา ๑ พระชนนี ๑
พระมเหสี ๑ อุปราช ๑ ปุโรหิต ๑
พนักงานรังวัด ๑ สารถี ๑ เศรษฐี ๑

77
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 78 (เล่ม 74)

พนักงานเก็บภาษีอากร ๑ คนเฝ้าประตู ๑
หญิงงามเมือง ๑ ตั้งอยู่ในครุธรรม.
พวกอำมาตย์เหล่านั้นเข้าไปเฝ้าพระโพธิสัตว์ ถวายบังคมแล้วกราบ
ทูลความนั้น. พระมหาสัตว์ตรัสว่า เรายังมีความเคลือบแคลงในครุธรรมอยู่,
แต่พระชนนีของเรารักษาไว้เป็นอย่างดีแล้ว พวกท่านจงรับในสำนักของ
พระชนนีนั้นเถิด. พวกอำมาตย์ทูลวิงวอนว่า ข้าแต่มหาราชเจ้าชื่อว่าความ
เคลือบแคลงย่อมมีแก่ผู้ยังต้องการอาหาร มีความประพฤติขัดเกลากิเลส
ขอพระองค์ทรงโปรดพระราชทานแก่พวกข้าพระองค์เถิดพระเจ้าข้า. แล้ว
รับสั่งให้เขียนลงในสุพรรณบัฏว่า ไม่ควรฆ่าสัตว์ ๑ ไม่ควรลักทรัพย์ ๑
ไม่ควรประพฤติผิดในกาม ๑ ไม่ควรพูดปด ๑ ไม่ควรดื่มน้ำเมา ๑ แล้ว
ตรัสว่า พวกท่านจงไปรับในสำนักของพระชนนีเถิด.
พวกทูตถวายบังคมพระราชาแล้วไปยังสำนักของพระชนนีนั้น กราบ
ทูลว่า ข้าแต่พระเทวี ได้ยินว่า พระนางเจ้าทรงรักษาครุธรรม ขอ
พระนางเจ้าทรงโปรดพระราชทานครุธรรมนั้นแก่พวกข้าพระพุทธเจ้าเถิด.
แม้พระชนนีของพระโพธิสัตว์ ก็ทรงทราบว่าพระองค์ยังมีความเคลือบแคลง
อยู่เหมือนกัน แต่เมื่อพวกพราหมณ์วิงวอนขอก็ได้พระราชทานให้. แม้
พระมเหสีเป็นต้นก็เหมือนกัน. พวกพราหมณ์ได้เขียนครุธรรมลงใน
สุพรรณบัฏในสำนักของชนทั้งหมด แล้วกลับทันตบุรี ถวายแด่พระเจ้า
กาลิงคะ แล้วกราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบ. พระราชาทรงปฏิบัติในธรรม

78
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 79 (เล่ม 74)

นั้นทรงบำเพ็ญศีล ๕ ให้บริบูรณ์. แต่นั้นฝนก็ตกทั่วแคว้นกาลิงคะ. ภัย
๓ ประการก็สงบ. แคว้นก็ได้เป็นแดนเกษม หาภิกษาได้ง่าย. พระโพธิสัตว์
ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น ตลอดพระชนมายุ พร้อมด้วยบริษัทก็ไป
อุบัติในเมืองสวรรค์.
หญิงงามเมืองเป็นต้นในครั้งนั้น ได้เป็นอุบลวรรณาเป็นต้นในครั้ง
นี้. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
หญิงงามเมืองคืออุบลวรรณา คนเฝ้า
ประตู คือ ปุณณะ พนักงานรังวัด ค้อ
กัจจานะ พนักงานภาษีอากร คือ โกลิตะ
เศรษฐี คือ สารีบุตร สารถี คือ อนุรุทธะ
พราหมณ์ คือ กัสสปเถระ อุปราช คือ
นันทบัณฑิต พระมเหสี คือ มารดาพระราหุล
พระชนนี คือ พระมหามายาเทวี พระโพธิ-
สัตว์ผู้เป็นราชาในแคว้นกุรุ คือเราตถาคต
พวกท่านจงทรงจำชาดกไว้ด้วยประการฉะนี้.
แม้ในที่นี้ ธรรมที่เหลือมีเนกขัมมบารมีเป็นต้น พึงเจาะจงลงไป
โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.
จบ อรรถกถากุรุธรรมจริยาที่ ๓

79
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 80 (เล่ม 74)

๔. มหาสุทัศนจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระมหาสุทัศนจักรพรรดิ์
[๔] ในเมื่อเราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงพระ-
นามว่ามหาสุทัศนะมีพลานุภาพมาก ได้เป็น
ใหญ่ในแผ่นดิน เสวยราชสมบัติในนครกุสาวดี
ในกาลนั้นเราได้สั่งให้ประกาศทุก ๆ วัน วันละ
๓ ครั้งว่า ใครอยากปรารถนาอะไร เราจะให้
ทรัพย์อะไรแก่ใคร ใครหิว ใครกระหาย ใคร
ต้องการดอกไม้ ใครต้องการเครื่องลูบไล้ ใคร
ขาดแคลนผ้าสีต่าง ๆ ก็จงมาถือเอาไปนุ่งห่ม
ใครต้องการร่มไปในหนทาง ก็จงมารับเอาไป
ใครต้องการรองเท้าอันอ่อนงาม ก็จงมารับเอา
ไป เราให้ประกาศดังนี้ทั้งเวลาเย็น ทั้งเวลาเช้า
และเวลาเที่ยง ทุกวัน ทานนั้นมิใช่เราตกแต่ง
ไว้ในที่ ๑๐ แห่ง หรือมิใช่ ๑๐๐ แห่ง เราตก-
แต่งทรัพย์ไว้สำหรับยาจกในที่หลายร้อยแห่ง
วณิพกจะมาในเวลากลางวันก็ตาม หรือในเวลา
กลางคืนก็ตาม ก็ได้โภคะตามความปรารถนา

80
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 81 (เล่ม 74)

พอเต็มมือกลับไป เราได้ให้มหาทานเห็นปาน
นี้ จนตราบเท่าสิ้นชีวิต เราได้ให้ทรัพย์ที่น่า
เกลียดก็หามิได้ และเราไม่มีการสั่งสมก็หามิ
ได้ เปรียบเหมือนไข้กระสับกระส่าย เพื่อจะ
พ้นจากโรค ต้องการให้หมอพอใจด้วยทรัพย์
จึงหายจากโรคได้ ฉันใด เราก็ฉันนั้น รู้อยู่
ว่า ทานบริจาคเป็นอุบายเครื่องเปลื้องตนและ
สัตว์โลกทั้งสิ้น ให้พ้นจากโลกทั้งสิ้น ให้พ้น
จากโลกคือสังขารทุกข์ทั้งสิ้นได้ จงบำเพ็ญ
ทานให้บริบูรณ์โดยไม่มีเศษเหลือ เพื่อยังใจที่
บกพร่องให้เต็มเราจึงให้ทานแก่วณิพก เรามิ
ได้อาลัย มิได้หวังอะไร ได้ให้ทานเพื่อบรรลุ
สัมโพธิญาณ ฉะนี้แล.
จบ มหาสุทัศนจริยาที่ ๔
อรรถกถามหาสุทัศนจริยาที่ ๔
พึงทราบวินิจฉัยในมหาสุทัศนจริยาที่ ๔ ดังต่อไปนี้ . บทว่า กุสาว-
ติมฺหิ นคเร คือ ในนครชื่อว่ากุสาวดี. ณ ที่นั้น บัดนี้เป็นที่ตั้งเมืองกุสิ-

81
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 82 (เล่ม 74)

นารา. บทว่า มหีปติ ได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน คือเป็นกษัตริย์มีพระนาม
ว่า มหาสุทัศนะ. บทว่า จกฺกวตฺติ พระเจ้าจักรพรรดิ คือยังจักรรัตนะ
ให้หมุนไป หรือหมุนไปด้วยจักรสมบัติ ๔. ยังจักรอื่นจากจักรสมบัติเหล่านั้น
ให้เป็นไป ยังมีความหมุนไปแห่งจักรคืออิริยาบถ เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นอีก
เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า จกฺกวตฺติ. หรืออีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า จกฺกวตฺติ
เพราะมีความหมุนไปแห่งจักร คือ อาณาเขตอันผู้อื่นครอบงำไม่ได้ ล่วงล้ำ
ไม่ได้ ประกอบด้วยสังคหวัตถุอันเป็นอัจฉริยธรรม ๔ ประการ. ชื่อว่า
มหพพโล มีพลานุภาพมาก็เพราะประกอบด้วยหมู่กำลังมาก อันมีปริณายก
แก้วเป็นผู้นำ มีช้างแก้วเป็นต้นเป็นประมุข และกำลังพระวรกายอันเกิดด้วย
บุญญานุภาพ. พึงทราบการเชื่อม บทว่า ยทา อาสึ เราได้เป็นแล้ว. ใน
บทนั้นพึงทราบเรื่องราวเป็นลำดับต่อไปนี้ :-
ได้ยินว่าในอดีตกาล พระมหาบุรุษบังเกิดในตระกูลคฤหบดีในอัต-
ภาพที่ ๓ จากอัตภาพที่เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมหาสุทัศนะเข้าไปยังป่า ด้วย
การงานของตนเห็นพระเถระรูปหนึ่ง ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ดำรง
พระชนม์อยู่ อาศัยอยู่ในป่า นั่งอยู่ ณ โคนต้นไม้ คิดว่าเราควรจะสร้าง
บรรณศาลาให้แก่พระคุณเจ้าในป่านี้แล้ว ละการงานของตนตัดเครื่องก่อ-
สร้างปลูกบรรณศาลาให้เป็นที่สมควรจะอยู่ประกอบประตู กระทำเครื่อง
ปูลาดด้วยไม้ คิดว่าพระเถระจักใช้หรือไม่ใช้หนอ แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
พระเถระมาจากภายในบ้านเข้าไปยังบรรณศาลา นั่ง ณ ที่ปูลาดด้วยไม้. แม้

82
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 83 (เล่ม 74)

พระมหาสัตว์ก็เข้าไปหาพระเถระนั้นแล้วถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า บรรณ-
ศาลาเป็นที่ผาสุขอยู่หรือ. พระเถระตอบว่า ท่านผู้มีหน้างาม เป็นที่ผาสุขดี
สมควรแก่สมณะ. ข้าแต่พระคุณเจ้า พระคุณเจ้าจักอยู่ ณ ที่นี้หรือ. ถูกแล้ว
อุบาสก. มหาบุรุษทราบว่าพระเถระจักอยู่ โดยอาการแห่งการรับนิมนต์ จึง
ขอให้พระเถระรับปฏิญญาว่า จะมายังประตูเรือนของเราตลอดไป แล้วสละ
ภัตตาหารในเรือนของตนเป็นนิจ. มหาบุรุษปูเสื่อลำแพนในบรรณศาลา
แล้วตั้งเตียงและตั้งไว้. วางแท่นพิงไว้. ตั้งไม้เช็ดเท้าไว้. ขุดสระโบกขรณี
ทำที่จงกรมเกลี่ยทราย. ล้อมบรรณศาลาด้วยรั้วหนามเพื่อป้องกันอันตราย.
โบกขรณีและที่จงกรมก็ล้อมเหมือนกัน. ที่สุดภายในรั้วแห่งสถานที่เหล่านั้น
ปลูกต้นตาลไว้เป็นแถว. ครั้นให้ที่อยู่สำเร็จลงด้วยวิธีอย่างนี้แล้ว จึงได้ถวาย
สมณบริขารทั้งหมดมีไตรจีวรเป็นต้นแก่พระเถระ. จริงอยู่ในกาลนั้นเครื่อง
ใช้สอยของบรรพชิตมีอาทิ ไตรจีวร บิณฑบาต ถลกบาตร หม้อกรองน้ำ
ภาชนะใส่ของบริโภค ร่ม รองเท้า หม้อน้ำ เข็ม กรรไกร ไม้เท้า สว่าน
ดีปลี มีดตัดเล็บ ประทีป ชื่อว่า พระโพธิสัตว์มิได้ถวายแก่พระเถระมิได้
มีเลย. พระโพธิสัตว์รักษาศีล ๕ รักษาศีลอุโบสถ บำรุงพระเถระตลอดชีวิต.
พระเถระอาศัยอยู่ ณ ที่นั้นได้บรรลุพระอรหัตแล้วปรินิพพาน.
แม้พระโพธิสัตว์ก็ได้ทำบุญตราบเท่าอายุไปบังเกิดขึ้นเทวโลก จุติจาก
เทวโลกนั้นมาสู่มนุษยโลก บังเกิดในราชธานีกุสาวดี ได้เป็นพระเจ้าจักร-
พรรดิพระนามว่า มหาสุทัศนะราชา. อานุภาพแห่งความเป็นใหญ่ของพระ-
ราชามหาสุทัศนะนั้น มาแล้วในสูตรโดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนอานนท์เรื่องเคย

83