ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 64 (เล่ม 74)

ท่านสังขพราหมณ์ ท่านได้ถวายรองเท้า
กะภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเหยียบลงไปบนทรายร้อน
เดือดร้อนลำบากในทางอันร้อนระอุ ทักษิณา
นั้น เป็นผลให้ความปรารถนาแก่ท่านในวันนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เอกภิกฺขุํ ท่านกล่าวหมายถึงพระปัจเจก
พุทธเจ้าองค์หนึ่ง. บทว่า อุคฺฆฏฏปาทํ คือเหยียบลงไปบนทรายร้อน
อธิบายว่า มีเท้าถูกเบียดเบียน. บทว่า ตสิตํ คือหวาดสะดุ้ง. บทว่า ปฏิปาทยิ
คือมอบให้. บทว่า กามทุหา คือให้ความใคร่ทั้งปวง.
พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้น มีความยินดีว่า เราถวายร่มและรองเท้า
เป็นผลให้สำเร็จความปรารถนาทั้งปวง ในมหาสมุทรอันหาที่พึ่งมิได้เห็น
ปานนี้. น่าปลื้มใจเราได้ถวายดีแล้ว จึงกล่าวคาถาว่า :-
เรือลำนั้น มีแผ่นกระดานมากไม่ต้อง
ขวนขวายหา ประกอบด้วยลมพัดเฉื่อย ๆ ใน
มหาสมุทรนี้ ไม่มีพื้นที่ของยานอื่น เราต้อง
ไปถึงโมฬินีนครได้ในวันนั้นแหละ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ผลกูปปนฺนา คือประกอบด้วยแผ่นกระดาน
เพราะมีแผ่นกระดานมากเพราะเป็นเรือใหญ่. ชื่อว่าไม่ต้องขวนขวายเพราะ
น้ำไม่ไหลเข้า. ชื่อว่าประกอบด้วยลมพัดเฉื่อย ๆ เพราะลมพาไปเรียบร้อย.

64
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 65 (เล่ม 74)

เทพธิดาได้ฟังคำของพระโพธิสัตว์มีความยินดีร่าเริง จึงเนรมิตเรือ
สำเร็จด้วยแก้วทุกชนิด ยาว ๘ อุสภะ กว้าง ๔ อุสภะ ลึก ๑ อุสภะแล้ว
เนรมิตเรือสำเร็จด้วยแก้วอินทนิล เงินและทองเป็นต้นประกอบด้วยเสา-
กระโดง พายและหางเสือ เต็มไปด้วยแก้ว ๗ ประการ แล้วจูงพราหมณ์
ให้ขึ้นเรือ แต่เทพธิดาไม่เห็นคนรับใช้ของพราหมณ์. พราหมณ์ได้แผ่
ส่วนบุญจากความดีที่ตนทำไว้ให้แก่คนรับใช้นั้น. เขาอนุโมทนา. เทพธิดา
จึงจูงคนรับใช้นั้นให้ขึ้นเรือ นำเรือไปถึงโมฬินีนคร เอาทรัพย์ไปตั้งไว้ใน
เรือนของพราหมณ์แล้วจึงกลับที่อยู่ของตน. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า :-
เทพธิดานั้น ปลื้มใจ ดีใจ อิ่มเอิบใจ
เนรมิตเรือสวยงาม พาสังขพราหมณ์พร้อม
ด้วยคนรับใช้ ส่งถึงนครเรียบร้อย.
จริงอยู่ ในเจตนา ๗ อย่าง เจตนาต้นด้วยความสมบูรณ์แห่งจิต
ของพระโพธิสัตว์ และด้วยความที่พระปัจเจกพุทธเจ้าออกจากนิโรธ จึงเป็น
เจตนาที่ให้ได้เสวยผลในปัจจุบันและมีผลมากมายยิ่ง. แม้ผลนี้พึงเห็นว่าเป็น
ผลของความไม่ประมาทต่อทานนั้น. จริงอยู่ ทานนั้นมีผลประมาณไม่ได้
เป็นโพธิสมภาร. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
เพราะเหตุนั้นเราจึงเป็นผู้ละเอียดอ่อน
เจริญสุขได้ร้อยเท่า อนึ่ง เมื่อเราบำเพ็ญทาน

65
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 66 (เล่ม 74)

ให้บริบูรณ์ ได้ถวายทานแก่ท่านนั้นอย่างนี้
แล.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เตน คือจากพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น. บทว่า
สคคุณโต คือ ร้อยเท่า. ในครั้งนั้นเราเป็นสังขพราหมณ์ เป็นผู้ละเอียด
อ่อน. เพราะฉะนั้นเราจึงได้รับความสุข คือเจริญสุข. อนึ่ง เมื่อเป็นอย่างนี้
เราจึงบำเพ็ญทานให้บริบูรณ์. พระศาสดาทรงประกาศความที่อัธยาศัยใน
ทานของพระองค์กว้างขวางมากว่า ขอทานบารมีของเราจงบริบูรณ์ด้วย
ประการฉะนี้ เพราะเหตุนั้น เราจึงได้ถวายร่มและรองเท้าแก่พระปัจเจก
พุทธเจ้าองค์นั้น ไม่คำนึงถึงทุกข์ในร่างกายของตนเลย.
แม้พระโพธิสัตว์ อยู่ครองเรือนซึ่งมีทรัพย์นับไม่ถ้วนตลอดชีวิต ได้
ให้ทานมากมาย รักษาศีล เมื่อสิ้นอายุก็ยังเทพนครให้เต็มพร้อมด้วยบริษัท.
เทพธิดาในครั้งนั้น ได้เป็นอุบลวรรณาเถรี ในครั้งนี้ บุรุษรับใช้
ในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนทเถระในครั้งนี้ สังขพราหมณ์คือพระโลกนาถ.
สังขพราหมณ์นั้นย่อมได้รับบารมีแม้เหล่านี้ คือ ศีลบารมี ด้วย
อำนาจแห่งนิจศีลและอุโบสถศีลอันบริสุทธิ์ด้วยดี. เนกขัมมบารมีด้วยอำนาจ
แห่งกุศลธรรม เพราะออกจากธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อทานและศีลเป็นต้น.
วิริยบารมี ด้วยอำนาจแห่งความอุตสาหะยิ่งเพื่อให้สำเร็จ ทานบารมีเป็นต้น
และด้วยอำนาจแห่งความพยายามข้ามมหาสมุทร. ขันติบารมี ด้วยอำนาจ
แห่งความอดกลั้นเพื่อประโยชน์อันนั้น. สัจจบารมี ด้วยการปฏิบัติสมควร

66
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 67 (เล่ม 74)

แก่ปฏิญญา. อธิฏฐานบารมี ด้วยอำนาจแห่งการสมาทานและความตั้งใจไม่
หวั่นไหวในที่ทั้งปวง. เมตตาบารมี ด้วยอำนาจแห่งอัธยาศัย เกื้อกูลใน
สรรพสัตว์ทั้งหลาย. อุเบกขาบารมี ด้วยการถึงความเป็นกลางในความผิด
ปกติอันสัตว์และสังขารทำไว้. ปัญญาบารมี คือปัญญาอันเกิดขึ้นเอง และ
ปัญญาอันเป็นอุบายโกศล เพราะรู้ธรรมเป็นอุปการะและไม่เป็นอุปการะแห่ง
บารมีทั้งปวงแล้ว ละธรรมไม่เป็นอุปการะเสียมุ่งปฏิบัติในธรรมเป็นอุปการะ.
เทศนาเป็นไปแล้วด้วยอำนาจแห่งทานบารมี อันเป็นความกว้างขวาง
ยิ่งแห่งผู้มีอัธยาศัยในการให้. อนึ่ง เพราะในที่นี้ได้บารมีครบ ๑๐ ประการ
ฉะนั้น ในที่นี้ควรเจาะจงกล่าวถึงคุณของพระโพธิสัตว์ มีมหากรุณาเป็นต้น
ในภายหลังตามสมควร. อนึ่ง พึงทราบคุณของพระมหาสัตว์มีอาทิอย่างนี้ว่า
การไม่คำนึงถึงโภคสุขของตนด้วยมหากรุณาคิดว่า เราจักบำเพ็ญทานบารมี
ดังนี้ แล้วเตรียมการเดินทาง ทางมหาสมุทร เพื่อนำสัมภาระในการให้ไป
แม้เมื่อตกลงไปในมหาสมุทรก็อธิษฐานอุโบสถ ในมหาสมุทรนั้น และการ
ไม่ให้เทพธิดานำอาหารมาเข้าไปใกล้เพราะกลัวจะทำลายศีล. บัดนี้ เมื่อจะ
กล่าวถึงความประพฤติที่เหลือ พึงทราบถึงการเจาะจงคุณสมบัติโดยนัยนี้แล.
เราจักกล่าวเพียงความที่แปลกกันไปในที่นั้น ๆ.ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า :-
น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว พระมหาสัตว์
ทั้งหลายเป็นผู้แสวงหาคุณใหญ่หลวง

67
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 68 (เล่ม 74)

ฯลฯ
จะพูดไปทำไมถึงการทำตามท่านเหล่านั้น
โดยธรรมสมควรแก่ธรรม.
จบ อรรถกถาสังขพราหมณจริยาที่ ๒

68
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 69 (เล่ม 74)

๓. กุรุธรรมจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระเจ้าธนญชัย
[๓] อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเราเป็นพระราชามีนามว่า
ธนญชัย อยู่ในอินทปัตถบุรีอันอุดม ประกอบ
ด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการในกาลนั้น พวก
พราหมณ์ชาวกาลิงครัฐ ได้มาหาเรา ขอ
พระยาคชสารทรง อันประกอบด้วยมงคลหัตถี
กะเราว่าชนบทฝนไม่ตกเลย เกิดทุพภิกขภัย
อดอยากอาหารมาก ขอพระองค์จงทรงพระ-
ราชทานพระยาคชสารตัวประเสริฐ มีสีกาย
เขียวชื่ออัญชนะเถิด เราคิดว่า การห้ามยาจก
ทั้งหลายที่มาถึงแล้ว ไม่สมควรแก่เราเลย
กุศลสมาทานของเราอย่าทำลายเสียเลย เรา
จักให้คชสารตัวประเสริฐ เราได้จับงวงพระยา
คชสาร วางลงบนมือพราหมณ์ แล้วจึงหลั่งน้ำ
ในเต้าทองลงบนมือได้ให้พระยาคชสารแล้ว
พราหมณ์ เมื่อเราได้ให้พระยาคชสารแล้ว
พวกอำมาตย์ได้กล่าวดังนี้ว่า เหตุไรหนอ

69
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 70 (เล่ม 74)

พระองค์จึงพระราชทานพระยาคชสารตัวประ-
เสริฐ อันประกอบด้วยธัญญลักษณ์ สมบูรณ์
ด้วยมงคล ชนะในสงครามอันสูงสุด แก่
ยาจก เมื่อพระองค์ทรงพระราชทานคชสาร
แล้ว พระองค์จักเสวยราชสมบัติได้อย่างไร
( เราได้ตอบว่า ) แม้ราชสมบัติทั้งหมดเราก็
พึงให้ ถึงสรีระของตนเราก็พึงให้ เพราะ
สัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น เรา
จึงได้ให้พระยาคชสาร ดังนี้แล.
จบ กุรุธรรมจริยาที่ ๓
อรรถกถากุรุธรรมจริยาที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในกุรุธรรมจริยาที่สามดังต่อไปนี้. บทว่า อินฺท-
ปตฺเถ ปุรุตฺตเม คือเมืองอุดม เมืองประเสริฐ แห่งแคว้นกุรุ ชื่อว่า
อินทปัตถะ. บทว่า ราชา ชื่อว่า ราชา คือยังบริษัทให้ยินดีด้วยสังคห-
วัตถุ ๔ โดยธรรม โดยเสมอ. บทว่า กุสเล ทสหุปาคโม คือ
ประกอบด้วยกุสลกรรมบท ๑๐ ประการ หรือด้วยบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ มีทาน-
มัยเป็นต้น. บทว่า กาลิงฺครฏฺฐวิสยา คือพวกพราหมณ์ชาวกาลิงครัฐ.
บทว่า พฺราหฺมณา อุปคญฺฉุ มํ คือพราหมณ์ ๘ คน อันพระเจ้ากาลิงคะ

70
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 71 (เล่ม 74)

ส่งมาได้มาหาเรา. ก็และครั้นเข้าไปหาแล้วได้ขอพระยาคชสารกะเรา. บทว่า
ธญฺญํ คือพระยาคชสารสมบูรณ์ด้วยลักษณะอันสิริโสภาคย์สมควรเป็น
คชสารทรง. บทว่า มงฺคลสมฺมตํ คืออันชนทั้งหลายเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
ว่าเป็นมงคลหัตถี เป็นเหตุแห่งความเจริญยิ่งด้วยลักษณะสมบัตินั้นนั่นแล.
บทว่า อวุฏฺฐิโก คือปราศจากฝน. บทว่า ทุพฺภิกฺโข คือหาอาหารได้ยาก.
บทว่า ฉาตโก มหา อดอยากมาก คือเกิดความเจ็บป่วยเพราะความหิว
มาก. บทว่า ททาหิ คือขอทรงพระราชทาน. บทว่า นีลํ คือมีสีเขียว.
บทว่า อญฺชนสวฺหยํ คือมีชื่อว่าอัญชนะ. ท่านอธิบายบทนี้ไว้ว่า แคว้น
กาลิงคะของข้าพระพุทธเจ้า ฝนไม่ตก. ด้วยเหตุนั้น บัดนี้ เกิดทุพภิกขภัย
ใหญ่ ฉาตกภัยใหญ่ในแคว้นนั้น. เพื่อสงบภัยนั้น ขอพระองค์จงทรง
พระราชทานมงคลหัตถี ชื่อว่า อัญชนะของพระองค์คล้ายอัญชนคิรีนี้เถิด.
เพราะว่าเมื่อนำพระยาคชสารนี้ไป ณ แคว้นนั้นแล้วฝนก็จะตก. สรรพภัย
นั้นจักสงบไปด้วยพระยาคชสารนั้นเป็นแน่. พึงทราบกถาเป็นลำดับใน
เรื่องนั้นดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ในนครอินทปัตถะแคว้นกุรุ พระโพธิสัตว์ทรงถือ
ปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้ากุรุราช ถึงความเจริญวัย
โดยลำดับไปยังเมืองตักกสิลา เรียนศิลปศาสตร์อันเป็นประโยชน์ในการ
ปกครอง และวิชาหลัก ครั้นเรียนจบกลับพระนครพระชนกให้ดำรง
ตำแหน่งอุปราช. ครั้นต่อมาเมื่อพระชนกสวรรคต ได้รับราชสมบัติยังทศพิธ

71
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 72 (เล่ม 74)

ราชธรรมไม่ให้กำเริบ ครองราชสมบัติโดยธรรมมีพระนามว่า ธนญชัย
พระเจ้าธนญชัยทรงให้สร้างโรงทาน ๖ แห่ง คือที่ประตูพระนคร ๔ แห่ง
กลางพระนคร ๑ แห่ง ประตูราชนิเวศน์ ๑ แห่ง ทรงสละทรัพย์วันละ
๖๐๐,๐๐๐ ทุกวัน ทรงกระทำชมพูทวีปทั้งสิ้นเจริญรุ่งเรืองแล้วทรงบริจาค
ทาน. เพราะพระองค์มีพระอัธยาศัยในการทรงบริจาค ความยินดีในทาน
แผ่ไปทั่วชมพูทวีป.
ในกาลนั้น แคว้นกาลิงคะเกิดภัย ๓ อย่าง คือ ทุพภิกขภัย
ฉาตกภัย โรคภัย. ชาวแคว้นทั้งสิ้นพากันไปทันตบุรี กราบทูลร้องเรียน
ส่งเสียงอึงคะนึงที่ประตูพระราชวังว่า. ข้าแต่เทวะ ขอพระองค์จงทรงให้
ฝนตกเถิดพระเจ้าข้า. พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้วตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า
พวกประชาชนร้องเรียนเรื่องอะไรกัน. พวกอำมาตย์กราบทูลความนั้น
แด่พระราชา. พระราชามีพระดำรัสถามว่า พระราชาแต่ก่อน เมื่อฝนไม่ตก
ทรงทำอย่างไร. กราบทูลว่า ทรงให้ทาน ทรงอธิษฐานอุโบสถ ทรงสมาทาน
ศีลเสด็จเข้าห้องสิริบรรทมตลอด ๗ วัน ณ พระที่ทรงธรรม ขอให้ฝนตก
พระราชาสดับดังนั้นก็ได้ทรงกระทำอย่างนั้น. ฝนก็ไม่ตก. พระราชา
ตรัสว่า เราได้กระทำกิจที่ควรทำแล้ว ฝนก็ไม่ตก เราจะทำอย่างไรต่อไป.
กราบทูลว่า ขอเดชะเมื่อนำพระยาคชสารมงคลหัตถีของพระเจ้าธนญชัย
กุรุราชในอินทปัตถนครมา ฝนจึงจักตกพระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งว่า
พระราชาพระองค์นั้นมีพลพาหนะเข้มแข็ง ปราบปรามได้ยาก เราจักนำ

72
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 73 (เล่ม 74)

พระยาคชสารของพระองค์มาได้อย่างไรเล่า. กราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าแต่
มหาราชเจ้ามิได้มีการรบพุ่งกับพระราชานั้นเลย พระเจ้าข้า. พระราชา
พระองค์นั้นมีพระอัธยาศัยในการบริจาค ทรงยินดีในทาน เมื่อมีผู้ทูลขอ
แล้ว แม้พระเศียรที่ตกแต่งแล้วก็ตัดให้ได้ แม้พระเนตรที่มีประสาทบริบูรณ์
ก็ทรงควักให้ได้ แม้ราชสมบัติทั้งสิ้นก็ทรงมอบให้ได้ ไม่ต้องพูดถึงพระยา
คชสารเลย เมื่อทูลขอแล้วจักพระราชทานเป็นแน่แท้ พระเจ้าข้า ตรัสถาม
ว่า ก็ใครจะเป็นผู้สามารถทูลขอได้เล่า. กราบทูลว่า ขอเดชะข้าแต่มหาราช
พราหมณ์ พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้เรียกพราหมณ์ ๘ คนเข้าเฝ้า
ทำสักการะสัมมานะแล้ว ทรงให้สะเบียงส่งไปเพื่อขอพระยาคชสาร.
พราหมณ์เหล่านั้นรีบไปคืนเดียว บริโภคอาหารที่โรงทานใกล้ประตูพระนคร
อยู่ชั่วเวลาเล็กน้อยครั้นอิ่มหนำสำราญแล้วก็ยืนอยู่ที่ประตูด้านตะวันออกรอ
เวลาพระราชาเสด็จมายังโรงทาน.
แม้พระโพธิสัตว์ก็ทรงสรงสนานแต่เช้าตรู่ ทรงประดับด้วยเครื่อง
สรรพาลังการเสร็จขึ้นคอพระยาคชสารตัวประเสริฐที่ตกแต่งแล้ว เสด็จไป
ยังโรงทานด้วยราชานุภาพอันใหญ่หลวง เสด็จลงพระราชทานแก่ชน
๗ - ๘ คน ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์แล้วตรัสว่า พวกท่านจงให้ทำนอง
นี้แหละ เสด็จขึ้นสู่พระยาคชสารแล้วเสด็จไปทางประตูด้านทิศใต้. พวก
พราหมณ์ไม่ได้โอกาสเพราะทางทิศตะวันออกจัดอารักขาเข้มแข็งมาก จึงไป
ประตูด้านทิศใต้ คอยดูพระราชาเสด็จมายืนอยู่ในที่เนินไม่ไกลจากประตู

73