ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 14 (เล่ม 74)

พระสารีบุตรผู้มีปัญญามาก ฉลาดใน
สมาธิฌาน บรรลุบารมีด้วยปัญญา ย่อมทูล
ถามพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นนายกแห่งโลกว่า
ข้าแต่พระมหาวีระผู้สูงสุดกว่าคน อภินิหาร
ของพระองค์เป็นเช่นไร ข้าแต่ท่านผู้ทรงปัญญา
ในกาลไร ที่พระองค์ทรงปรารถนาความตรัสรู้
อันอุดม.
ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ
สัจจะ อธิษฐาน เมตตาและอุเบกขาเป็นเช่น
ไร.
ข้าแต่ท่านผู้ทรงปัญญา ผู้เป็นนายกแห่ง
สัตวโลก บารมี ๑๐ ที่พระองค์ทรงบำเพ็ญ
แล้วเป็นเช่นไร.
อุปบารมีเป็นอย่างไร ปรมัตถบารมีเป็น
อย่างไร.
พระองค์ผู้มีพระสุรเสียงไพเราะ ดุจนก
การะเวก ข้าพระองค์เมื่อจะยังหทัยให้เยือกเย็น

14
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 15 (เล่ม 74)

ยังมนุษย์พร้อมด้วยเทวดาให้รื่นเริง จึงทูลถาม
ขอพระองค์ทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิด.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพุทธวงศ์อย่างนี้แล้ว ท่านพระ-
ธรรมเสนาบดีสารีบุตรส่งญาณมีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์ว่า โอ การถึงพร้อม
ด้วยเหตุ การถึงพร้อมด้วยผล การสำเร็จแห่งมหาภินิหาร ของพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบำเพ็ญบารมีอย่างนี้ตลอดกาลเพียงนี้ ทรง
กระทำสิ่งที่คนทำได้ยาก นี่เป็นผลอันสมควรแก่การสะสมโพธิสมภารอัน
เป็นวิธีอย่างนี้ คือ ความเป็นพระสัพพัญญู ความเป็นผู้ชำนาญในกำลังทั้ง
หลาย ความเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ ความเป็นผู้มีอานุภาพมากอย่างนี้.
ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรนั้น ตามไปตามระลึกถึง โดยติดตาม
ธรรม ถึงพระพุทธคุณอันมีอานุภาพเป็นอจินไตยมีอาทิอย่างนี้ คือ ศีล
สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัศนะ หิริโอตตัปปะ ศรัทธา วิริยะ สติ-
สัมปชัญญะ ศีลวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ สมถะ วิปัสสนา กุสลมูล ๓ สุจริต ๓
สัมมาวิตก ๓ สัญญาที่ไม่มีโทษ ๓ ธาตุ ๓ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔
อิทธิบาท ๔ อริยมรรค ๔ อริยสัจ ๔ ปฎิสัมภิทา ๔ ญาณกำหนดกำเนิด ๔
อริยวงศ์ ๔ เวสารัชชญาณ ๔ ปธานิยังคะ ( องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร) ๕
สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ นิสสรณิยธาตุ (ธาตุนำออกไป ) ๕
วิมุตตายตนญาณ (ญาณมีอายตนะพ้นไปแล้ว)๕ วิมุตติปริปาจนียธรรม(ธรรม

15
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 16 (เล่ม 74)

อันเป็นความงอกงามแห่งวิมุติ ) ๕ สาราณิยธรรม ๖ อนุสสติ ๖ คารวะ ๖
นิสสรณียธาตุ ๖ สัตตวิหารธรรม (ธรรมเป็นเครื่องอยู่เนื่องๆ) ๖ อนุตตริยะ ๖
นิพเพธภาคิสัญญา (สัญญาอันเป็นส่วนแทงตลอด) ๖ อภิญญา ๖ อสาธารณ-
ญาณ ๖ อปริหานิยธรรม ๗ อริยทรัพย์ ๗ โพชฌงค์ ๗ สัปปุริสธรรม ๗
นิททสวัตถุ ( เรื่องชี้แจง ) ๗ สัญญา ๗ ทักขิไณยบุคคลเทศนา ( การ
แสดงถึงทักขิไณยบุคคล) ๗ ขีณสวพลเทศนา ( การแสดงถึงกำลังของ
พระขีณาสพ ) ๗ ปัญญาปฏิลาภเหตุเทศนา ( การชี้แจงถึงเหตุได้ปัญญา ) ๘
สัมมัตตะ ๘ การก้าวล่วงโลกธรรม ๘ อารัมภวัตถุ (เรื่องปรารภ) ๘ อักขณ-
เทศนา (การแสดงแบบสายฟ้าแลบ) ๘ มหาปุริสวิตก ๘ อภิภายตนเทศนา
(การแสดงอายตนะของท่านผู้เป็นอภิภู) ๘ วิโมกข์ ๘ ธรรมเป็นมลแห่งโยนิ-
โสมนสิการ ๙ องค์แห่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเพียรอันบริสุทธิ์ ๙ สัตตาวาส
๙ อาฆาตปฏิวินัย (การกำจัดความอาฆาต) ๙ ปัญญา ๙ นานัตตเทศนา
(การแสดงความต่างกัน) ๙ อนุบุพพวิหารธรรม ๙ นาถกรณธรรม ๑๐
กสิณายตนะ ๑๐ กุสลกรรมบถ ๑๐ สัมมัตตะ ๑๐ อริยวาสะ ๑๐ อเสกข-
ธรรม ๑๐ รตนะ ๑๐ กำลังของพระตถาคต ๑๐ อานิสงส์เมตตา ๑๑ อาการ
ของธรรมจัnร ๑๒ ธุดงคคุณ ๓ พุทธญาณ ๑๔ วิมุตติปริปาจนียธรรม ๑๕
อานาปานสติ ๑๖ อปรัมปริยธรรม (ธรรมที่ไม่เป็นปรัมปรา) ๑๖ พุทธธรรม
๑๘ ปัจจเวกขณญาณ ๑๙ ญาณวัตถุ ๔๔ อุทยัพพยญาณ ๕๐ กุสลธรรมเกิน ๕๐
ญาณวัตถุ ๗๗ มหาวชิรญาณอันเป็นจารีตร่วมกับสมาบัติ สองล้านสี่แสน

16
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 17 (เล่ม 74)

โกฏิ และเทศนาญาณเป็นเครื่องค้นคว้าและพิจารณา สมันตปัฏฐาน (การ
เริ่มตั้งโดยรอบคอบ) อันมีนัยไม่มีที่สุด และญาณประกาศอัธยาศัยเป็นต้น
ของสัตว์ทั้งหลายไม่มีที่สุดในโลกธาตุอันหาที่สุดมิได้ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
อันไม่สาธารณ์แก่ผู้อื่นไม่เห็นที่สุด ไม่เห็นประมาณ. จริงอยู่พระเถระ. เมื่อ
นึกถึงที่สุดก็ดี ประมาณก็ดี แห่งคุณทั้งหลายแม้ของตนเองก็ไม่เห็น. พระ-
เถระนั้นจักเห็นประมาณ หรือ ข้อกำหนดแห่งพระคุณทั้งหลายของพระผู้มี-
พระภาคเจ้าได้อย่างไร. จริงอยู่ผู้ที่มีปัญญามาก มีญาณเฉียบแหลมย่อมเชื่อ
พระพุทธคุณทั้งหลายโดยความเป็นพระพุทธคุณใหญ่. ด้วยประการฉะนี้
พระเถระเมื่อไม่เห็นประมาณ หรือ ข้อกำหนดแห่งพระคุณทั้งหลายของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตัดสินใจลงไปว่า เมื่อคนเช่นเราผู้ตั้งอยู่ในสาวก
บารมีญาณยังไม่สามารถกำหนดพระพุทธคุณทั้งหลายโดยญาณได้ จะกล่าว
ไปไยถึงคนพวกนี้ น่าอัศจรรย์พระสัพพัญญูคุณเป็นอจินไตย ไม่มีข้อ
กำหนด มีอานุภาพมาก อนึ่ง พระสัพพัญญูคุณเหล่านี้เป็นโคจรแห่งพุทธ-
ญาณอย่างเดียวเท่านั้นโดยประการทั้งปวง มิได้เป็นโคจรแก่ผู้อื่น. แม้พระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายก็ไม่สามารถกล่าวโดยพิสดารได้เลย. สมจริงดังที่
ท่านกล่าวไว้ว่า :-
แม้พระพุทธเจ้าก็กล่าวคุณของพระพุทธ-
เจ้า หากว่ากล่าวถึงคุณอื่นแม้ตลอดกัป กัป

17
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 18 (เล่ม 74)

ย่อมสิ้นไปในระหว่างเวลายาวนาน คุณของ
พระตถาคต หาได้สิ้นไปไม่.
พระสารีบุตรเถระมีปีติโสมนัสเป็นกำลังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความที่
พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระคุณใหญ่อย่างนี้จึงคิดต่อไปว่า น่าอัศจรรย์ ธรรม
ทำให้เป็นพระพุทธเจ้า คือบารมี มีอานุภาพมาก เป็นเหตุแห่งพุทธคุณทั้ง
หลายเห็นปานนี้ . ความเป็นบารมี เป็นความเจริญงอกงามในชาติไหนหนอ
หรือว่าถึงความแก่กล้าอย่างไร.
ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งขัดสมาธิ ๓ ชั้น ณ รตนะ
จงกรมนั้น ประทับนั่งรุ่งโรจน์ดุจดวงอาทิตย์อ่อนรุ่งเรืองอยู่ ณ ภูเขายุคนธร
ฉะนั้น ทรงแสดงแก่พระสารีบุตรว่า ดูก่อนสารีบุตร พุทธการกธรรมของ
เราได้เจริญงอกงามจากภพสู่ภพ จากชาติสู่ชาติ ในกัปทั้งปวง เพราะทำด้วย
ความเคารพติดต่อกัน และด้วยการอุปถัมภ์ของวิริยะตั้งแต่สมาทาน แต่
ในภัทรกัปนี้ พุทธการกธรรมเหล่านั้นเกิดแก่กล้าในชาติเท่านี้แล้วได้ตรัส
ธรรมปริยาย อันมีชื่อเป็นที่สองว่า จริยาปีฏกํ พุทฺธาปทานิยํ จริยา-
ปิฎก เป็นที่ตั้งแห่งตำนานของพระพุทธเจ้า ด้วยบทมีอาทิว่า กปฺเป จ
สตสหสฺเส ตลอดแสนกัป. ส่วนอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ผู้เป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดาทรงจงกรมอยู่ ณ ที่จงกรมแก้ว อัน
เทวดาและพรหมเป็นต้นบูชาทรงหยั่งลง ณ นิโครธารามแวดล้อมด้วยพระ-
ขีณาสพสองล้านรูป ประทับนั่งเหนือวรพุทธาสนะที่เขาปูไว้ อันท่านพระ-

18
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 19 (เล่ม 74)

สารีบุตรทูลถามโดยนัยดังกล่าวแล้ว จึงทรงแสดงจริยาปิฎก. ด้วยเหตุเพียง
เท่านี้ ท่านแสดงทูเรนิทานและอวิทูเรนิทานโดยสังเขปแล้วชี้แจง สันติเก-
นิทานแห่งจริยาปิฎก โดยพิสดาร. ส่วนทูเรนิทานจักมีแจ้งในการอธิบาย
เรื่องอสงไขย.
บัดนี้จะพรรณนาเนื้อความแห่งบาลี จริยาปิฎกที่มีมาโดยนัยมีอาทิว่า
กปฺเป จ สตสหสฺเส ดังนี้. กัปปศัพท์ในบทนั้นทั้งที่มีอุปสรรค และไม่มี
อุปสรรค ย่อมปรากฏในความมีอาทิว่า วิตก วิธาน ปฏิภาค บัญญัติ กาล
ปรมายุ สมณโวหาร สมันตภาวะ อภิสัททหนะ เฉทนะ วินิโยคะ วินยะกิริยา
เลสะ อันตรกัป ตัณหาทิฏฐิ อสงไขยกัป มหากัป.
กัปปศัพท์มาใน วิตก ในบทมีอาทิว่า เนกฺขมฺมสงฺกปฺโป อพฺยา-
ปาทสงฺกปฺโป ดำริในการออกจากกาม ดำริในความไม่พยาบาท. มาใน วิธาน
ในบทมีอาทิว่า จีวเร วิกปฺปํ อาปชฺเชยฺย ภิกษุพึงทำวิกัปในจีวร. อธิบายว่า
ควรปฏิบัติตามธรรมเนียมเป็นอย่างยิ่ง. มาใน ปฏิภาค ในบทมีอาทิว่า สตฺถุ-
กปฺเปน วต ฯลฯ น ชานิมฺหา ท่านผู้เจริญทั้งหลายได้ยินว่า พวกเราปรึกษา
กับพระสาวกซึ่งคล้ายกับพระศาสดาก็ยังไม่รู้. ในบทนั้นมีอธิบายว่า คล้ายกับ
เช่นกับ พระศาสดา. มาใน บัญญัติ ในบทมีอาทิว่า อิธายสฺมา กปฺโป
ท่านผู้มีอายุเป็นบัญญัติในศาสนานี้. มาใน กาล ในบทมีอาทิว่า เยน สุทํ
นจฺจกปฺปํ วิหรามิ ได้ยินว่าข้าพเจ้าจะอยู่ตลอดกาลเป็นนิจ. มาใน ปรมายุ
ในบทมีอาทิว่า อากงฺขมาโน ฯลฯ กปฺปาวเสสํ วา ดูก่อนอานนท์

19
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 20 (เล่ม 74)

ตถาคต หวังจะดำรงอยู่ตลอดกัป. หรือตลอดส่วนที่เหลือของกัป. กัปในที่นี้
ท่านประสงค์เอาอายุกัป. มาใน สมณโวหาร ในบทมีอาทิว่า อนุชานามิ
ฯลฯ ปริภุญฺชิตุํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้ฉันผลไม้ด้วยสมณกัป ๕
อย่างมาใน สมันตภาวะ ในบทมีอาทิ เกวลกปฺปํ เชตวนํ โอภาเสตฺวา
ยังพระเชตวันโดยรอบทั้งสิ้นให้สว่างไสว. มาในอภิสัททหนะในบทมีอาทิว่า
สทฺธา สทฺทหนา โอกปฺปนา อภิปฺปสาโท ศรัทธาความเชื่อ ความเชื่อ
อย่างยิ่ง ความเลื่อมใสอย่างยิ่ง. มาเน เฉทนะ ในบทมีอาทิว่า อลงฺกโต
กปฺปิตเกสมสฺสุ โกนผมแลหนวดตกแต่งแล้ว. มาใน วินิโยคะ ในบท
มีอาทิว่า เอวเมว อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติ ทานที่ให้แล้วจากโลกนี้
ย่อมสำเร็จแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ฉันนั้น. มาใน วินยกิริยา ในประโยคมี
อาทิว่า กปฺปกเตน อกปฺปกตํ สํสิพฺพิตํ โหติ จีวรอันภิกษุผู้ทำกัปปะมิ
ได้ทำตามวินัยก็เป็นอันเย็บดีแล้ว. มาใน เลสะ ในประโยคมีอาทิว่า อตฺถิ
กปฺโป นิปชฺชิตุํ หนฺทาหํ นิปชฺชามิ มีเลสเพื่อจะนอน เอาเถิดเราจะ
นอนละ. มาใน อันตรกัป ในประโยคมีอาทิว่า อาปายิโก เนรยิโก ฯลฯ
นิรยมุหิ ปจฺจติ ผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ต้องตกอบาย ตกนรก ตั้งอยู่กัปหนึ่ง
และไหม้อยู่ในนรกตลอดกัป. มาในตัณหาและทิฏฐิในคาถามีอาทิว่า :-
แม่ธรรมทั้งหลายก็ไม่ดำริถึง ไม่ทำไว้
ข้างหน้า ไม่ยอมรับ เขามิใช่พราหมณ์ที่ผู้มีศีล

20
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 21 (เล่ม 74)

จะพึงแนะนำ เขาเป็นผู้ถึงฝั่ง เป็นผู้คงที่ ย่อม
ไม่หมกไหม้.
เป็นความจริงอย่างนั้นท่านกล่าวไว้ในนิทเทสว่า จากบทว่า กปฺป
นี้ กัปมีสองอย่าง คือ ตัณหากัป ๑ ทิฏฐิกัป ๑. มาในอสงไขยกัปในบท
มีอาทิว่า อเนเกปิ สํวฏฺฏกปฺเป อเนเกปิ วิวฏฺฏกปฺเป ในสังวัฏฏกัป
ไม่น้อยในวิวัฏฏกัปไม่น้อย. มาในมหากัปในบทมีอาทิว่า จตฺตาริมานิ
ภิกฺขเว กปฺปสฺส อสงฺเขยฺยานิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหากัปมีสี่อสงไขย.
กัปในที่นี้ได้แก่มหากัป.
บทสำเร็จในคำว่า กปฺป นั้นมีดังนี้ ชื่อว่า กปฺโป เพราะย่อม
กำหนด. อธิบายว่า พึงกำหนดมีปริมาณที่ควรกำหนดด้วยการเปรียบกับ
กองเมล็ดผักกาดเป็นต้นอย่างเดียวเพราะไม่สามารถคำนวณด้วยปีได้ว่า เท่า
นั้นปี เท่านั้นร้อยปี เท่านั้นพันปี เท่านั้นแสนปี. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กัปยาวเพียงไรหนอ. ดูก่อนภิกษุ กัปยาวมาก
กำหนดไม่ได้ว่า เท่านั้นปี เท่านั้นร้อยปี เท่านั้นพันปี เท่านั้นแสนปี.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สามารถจะเปรียบเทียบได้หรือไม่พระเจ้าข้า. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสว่า สามารถเปรียบเทียบได้ ภิกษุ. เหมือนอย่างว่ากองเมล็ด
ผักกาด โดยความยาวโยชน์หนึ่ง โดยความกว้างโยชน์หนึ่ง โดยความสูง
โยชน์หนึ่ง เมื่อล่วงไปร้อยปี พันปี ผู้วิเศษเก็บเมล็ดผักกาดไปเมล็ดหนึ่ง ๆ
เมล็ดผักกาดหมด. ก็ยังไม่สิ้นกัป. ดูก่อนภิกษุกัปยาวอย่างนี้แล.

21
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 22 (เล่ม 74)

มหากัปนี้นั้นสงเคราะห์เข้าด้วยสี่อสงไขยกัป ด้วยสามารถแห่งสัง-
วัฏฏกัปเป็นต้น. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สี่อสงไขยกัปเหล่า
นี้ สี่อสงไขยกัปเป็นไฉน. คือ สังวัฏฏกัป
สังวัฎฏัฏฐายีกัป วิวัฏฏกัป วิวัฎฏัฏฐายีกัป.
ในกัปเหล่านั้น สังวัฏฏกัปมี ๓ คือ เตโชสังวัฏฏกัป ๑ อาโป-
สังวัฏฏกัป ๑ วาโยสังวัฏฏกัป ๑. แดนสังวัฏฏกัปมี ๓ คือ อาภัสสรา ๑
สุภกิณหา ๑ เวหัปผลา ๑. ก็ในกาลใดกัปย่อมเป็นไปด้วยไฟ ในกาลนั้น
กัปเบื้องล่างจากอาภัสสราย่อมถูกไฟไหม้. ในกาลใดกัปย่อมเป็นไปด้วยน้ำ
ในกาลนั้นกัปเบื้องล่างจากสุภกิณหาย่อมถูกน้ำละลาย. ในกาลใดกัปย่อม
เป็นไปด้วยลม ในกาลนั้นกัปเบื้องล่างจากเวหัปผลาย่อมถูกลมกำจัด. แต่โดย
กว้างออกไปจักรวาฬแสนโกฏิ ย่อมพินาศ. ท่านกล่าวว่าเป็นอาณาเขตของ
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย. ในสังวัฏฏกัป ๓ เหล่านั้น การทำลายเปลวไฟ น้ำ
หรือลม ตั้งแต่มหาเมฆยังกัปให้พินาศตามลำดับ นี้เป็นอสงไขยหนึ่ง .ชื่อว่า
สังวัฏฏกัป. มหาเมฆตั้งขึ้นเต็มจักรวาฬแสนโกฏิตั้งแต่การทำลายเปลวไฟอัน
ยังกัปให้พินาศ นี้เป็นอสงไขยที่สองชื่อว่า สังวัฏฏฐายีกัป.
ความปรากฏแห่งดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ตั้งแต่มหาเมฆตั้งขึ้น นี้เป็น
อสงไขยกัปที่สาม ชื่อว่าวิวัฏฏกัป. มหาเมฆยังกัปให้พินาศอีก ตั้งแต่ความ

22
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 23 (เล่ม 74)

ปรากฏแห่งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ นี้เป็นอสงไขยกัปที่สี่ ชื่อว่าวิวัฏฏัฏ-
ฐายีกัป. ในกัปเหล่านี้ การสงเคราะห์กัปในระหว่าง ๖๔ กัป ชื่อว่า
วิวัฏฏัฏฐายีกัป. ด้วยบทนั้นพึงทราบว่าวิวัฏฏกัปเป็นต้นกำหนดด้วยกาลอัน
เสมอกัน. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า การสงเคราะห์กัปในระหว่าง ๒๐ กัป.
ด้วยประการฉะนี้ สี่สงไขยกัปเหล่านี้เป็นหนึ่งมหากัป. ด้วยเหตุนั้นท่าน
จึงกล่าวว่า มหากัปนี้นั้น สงเคราะห์ด้วยสี่อสงไขยกัปด้วยอำนาจแห่ง
สังวัฏฏกัปเป็นต้น.
อนึ่ง บทว่า กปฺเป เป็นทุติยาวิภัตติ์พหุวจนะ ด้วยเป็นอัจจันตสังโยคะ
แปลว่า ตลอดกัป สิ้นกัป. บทว่า สตสหสฺเส แสดงถึงปุลลิงค์โดยเชื่อม
กับศัพท์ว่า กปฺป. แม้ในที่นี้ก็เป็นพหุวจนะด้วยเป็นอัจจันตสังโยคะ ทั้งสอง
บทนี้เป็นอธิกรณะเสมอกัน. แม้ในบทว่า จตุโร จ อสงฺขิเย นี้ ก็มีนัยนี้แล.
อนึ่ง บทว่า อสงฺขิเย ย่อมให้รู้ความนี้ว่า กปฺปานํ โดยคัมภีร์ เพราะไม่กล่าว
บทอื่นและเพราะกล่าวถึงกัปเท่านั้น. การเว้นบทที่กล่าวแล้วคือเอาบทอะไร ๆ
ที่ไม่ได้กล่าวไว้ไม่สมควร. จ ศัพท์เป็นสัมบิณฑนัตถะ ( บวกความท่อนหลัง
เข้ากับความท่อนต้น ). มีเนื้อความว่า สี่อสงไขยแห่งมหากัปและแสนมหา-
กัป พึงทราบความในบทว่า อสงฺขิเย นี้ ชื่อว่า อสงฺขิยา เพราะไม่
สามารถจะนับได้. อธิบาย เกินการคำนวณ. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า
บทว่า อสงฺเขยฺยํ เป็นการนับที่แปลกอย่างหนึ่ง. อาจารย์พวกนั้นกล่าวว่า
คะแนนมหากำลังสิบเว้นฐานะ ๕๙ อันมีคะแนนมหากำลังเป็นที่สุดตั้งแต่

23