ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 4 (เล่ม 74)

พระอริยสงฆ์ใด เป็นผู้ตั้งอยู่ในมรรค
และผลสมบูรณ์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ข้าพเจ้า
ขอนอบน้อมพระอริยสงฆ์นั้น ผู้เป็นเนื้อนาบุญ
อันยอดเยี่ยม.
บุญใด เกิดแต่การนอบน้อมนมัสการ
พระรัตนตรัย ขอข้าพเจ้า ปราศจากอันตราย
ในที่ทั้งปวงด้วยเดชแห่งบุญนั้น.
บารมีใด มีทานบารมีเป็นต้น อันเป็น
บารมีชั้นอุกฤษฏ์ซึ่งบุคคลทำได้ยาก อันพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงแสวงหาคุณใหญ่ประทับ
อยู่ ณ นิโครธารามในแคว้นสักกะ ทรงประ-
กาศอานุภาพแห่งสัมโพธิจริยา แห่งพระบารมี
เหล่านั้น ทรงสะสมไว้ในภัตรกัปนี้.
ปิฎกใด ชื่อว่าจริยาปิฎกอันพระโลกนาถ
ทรงแสดงแล้วแก่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรผู้
เป็นยอดแห่งพระสาวกทั้งปวง.

4
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 5 (เล่ม 74)

พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายผู้แสวง
หาคุณใหญ่ ได้ร้อยกรองปิฎกใดอันแสดงถึง
เหตุสมบัติของพระศาสดา.
การพรรณนาอรรถที่ทำได้ยาก ข้าพเจ้า
สามารถจะทำได้เพราะอาศัยนัยอันจำแนกสัม-
โพธิสมภารแห่งปิฎกนั้น.
เพราะการพรรณนาอันเป็นคำสอนของ
พระศาสดา จะทรงอยู่ การวินิจฉัยของบุรพ-
จารย์ผู้เป็นดังสีหะ จะดำรงอยู่ ฉะนั้น ข้าพเจ้า
จะรักษาและยึดปิฎกนั้นอันเป็นนัยแห่งอรรถ-
กถาเก่า อาศัยชาดกโดยประการทั้งปวงเป็นที่
อาศัยได้ มิใช่เป็นทางแห่งคำพูด บริสุทธิ์ด้วย
ดี ไม่วุ่นวาย เป็นข้อวินิจฉัยอรรถอันละเอียด
ของพระเถระทั้งหลายผู้อาศัยอยู่ ณ มหาวิหาร
แล้วจักทำการพรรณนาอรรถแห่งจริยาปิฎกนั้น
แสดงพระบารมีอันมีเนื้อความที่ได้แนะนำแล้ว
และควรแนะนำต่อไป.

5
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 6 (เล่ม 74)

ด้วยประการฉะนี้ขอท่านสาธุชนทั้งหลาย
เมื่อหวังให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ตลอดกาลนาน
จงพิจารณาอรรถแห่งปิฎกนั้น ซึ่งจำแนกไว้
ฉะนี้แล.
ในบทเหล่านั้นบทว่า จริยาปิฎกํ ชื่อว่าจริยาปิฎกด้วยอรรถว่าอย่าง
ไร ? ด้วยอรรถว่าเป็นตำราประกาศถึงพระจริยานุภาพของพระศาสดาในชาติ
ที่เป็นอดีต. จริงอยู่ ปิฎก ศัพท์นี้ มีอรรถว่า ตำรา ดุจในบทมีอาทิว่า มา
ปิฏกสมฺปาทเนน อย่าเชื่อโดยอ้าง ตำรา. อีกอย่างหนึ่ง เพราะปริยัตินั้น
เป็นดังภาชนะประกาศอานุภาพของพระจริยาทั้งหลาย ในชาติก่อนของพระ-
ศาสดานั้นเอง ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า จริยาปิฎกจริงอยู่ แม้อรรถว่าภาชนะ
ท่านก็แสดงถึง ปิฎก ศัพท์ ดุจในประโยคมีอาทิว่า อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺย
กุทาลปิฏกํ อาทาย ครั้นบุรุษเดินมาก็ถือเอาจอบและ ตะกร้า มาด้วย.
อนึ่ง จริยาปิฎกที่นั้นนับเนื่องอยู่ในสุตตันตปิฎก ในปิฎก ๓ คือ วินัยปิฎก
สุตตันตปิฎก อภิธรรมปิฎก. นับเนื่องอยู่ในขุททกนิกายในนิกาย ๕ คือ
ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย.
สงเคราะห์เข้าใน คาถา ในองค์แห่งคำสอน ๙ องค์ คือ สุตตะ เคยยะ
เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตะ เวทัลละ. สงเคราะห์
เข้าในธรรมขันธ์เบ็ดเตล็ดในธรรมขันธ์ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ อันท่าน
ผู้เป็นธรรมภัณฑาคาริก ได้ประกาศไว้อย่างนี้ว่า :-

6
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 7 (เล่ม 74)

เราได้ถือธรรมที่ปรากฏแก่เราจากพระ-
พุทธเจ้า ๘๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ จากภิกษุ
๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์.
โดยวรรคสงเคราะห์เข้าใน ๓ วรรค คือ อกิตติวรรค หัตถินาค-
วรรค ยุธัญชนวรรค. โดยจริยาสังเคราะห์เข้าในจริยา ๓ คือใน อกิตต-
วรรค ๑๐ ในหัตถินาควรรค ๑๐ ในยุธัญชนวรรค ๑๕ ใน ๓ วรรค อกิตติ-
วรรค เป็นวรรคต้น. ในจริยา อกิตติจริยา เป็นจริยาต้น. คาถาต้นของ
อกิตติจริยานั้น มีอาทิว่า :-
ความประพฤติทั้งหมด ในระหว่างสี่
อสงไขยแสนกัป เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ.
ต่อจากนี้ไปจะเป็นการพรรณนาอรรถของจริยาปิฎกนั้นตามลำดับ.
จบ คันถวรัมภกถา

7
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 8 (เล่ม 74)

นิทานกถา
เพราะการพรรณนาอรรถนี้ ท่านกล่าวแสดงนิทาน ๓ เหล่านี้ คือ
ทูเรนิทาน นิทานมีในที่ไกล อวิทูเรนิทาน นิทานมีในที่ไม่ไกล สันติเก
นิทาน นิทานมีในที่ใกล้ เป็นอันผู้ฟังทั้งหลายย่อมรู้แจ้งด้วยดีตั้งแต่เริ่มเรื่อง
ฉะนั้น พึงทราบการจำแนกนิทานเหล่านั้น ดังต่อไปนี้.
กถามรรคตั้งแต่พระมหาโพธิสัตว์ทรงสะสมบารมี ในศาสนาของ
พระทุศพลพระนามว่าทีปังกรจนกระทั่งทรงอุบัติในสวรรค์ชั้นดุสิต ชื่อว่า
ทูเรนิทาน. กถามรรคที่เป็นไปแล้วตั้งแต่สวรรค์ชั้นดุสิตจนถึงบรรลุพระ-
สัพพัญญุตญาณ ณ โพธิมณฑล ชื่อว่า อวิทูเรนิทาน. กถามรรคที่เป็นไปแล้ว
ตั้งแต่มหาโพธิมณฑลจนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ชื่อว่า สันติเกนิทาน.
ในนิทาน ๓ อย่างนี้ เพราะทูเรนิทานและอวิทูเรนิทาน เป็นสรรพสาธารณะ
ฉะนั้น นิทานเหล่านั้น พึงทราบโดยพิสดารตามนัยกล่าวไว้พิสดารแล้วใน
อรรถกถาชาดก นั่นแล. แต่ในสันติเกนิทานมีความต่างออกไป ดังนั้น
พึงทราบกถาโดยสังเขปแห่งนิทานแม้ ๓ อย่าง ตั้งแต่ต้น ดังต่อไปนี้.
ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าทีปังกร พระพุทธเจ้าผู้
เป็นที่พึ่งของโลก เป็นพระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ สมควรแก่
อภินิหารของพระองค์ ทรงยังบารมีที่สะสมมาเพื่อพระสัพพัญญุตญาณให้ถึง
ที่สุด เสด็จอุบัติในสวรรค์ชั้นดุสิต รอเวลาเพื่อให้เกิดความเป็นพระพุทธะ
ทรงดำรงอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดุสิตนั้นตราบเท่าถึงอายุขัย จุติจากนั้นแล้วทรง

8
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 9 (เล่ม 74)

ถือปฏิสนธิในตระกูลศากยราช ทรงได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ทรงเจริญ
ด้วยสิริโสภาคอันยิ่งใหญ่ ถึงความเป็นหนุ่มโดยลำดับ เมื่อพระชนม์ ๒๙
พรรษา เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงเริ่มทำความเพียรใหญ่อยู่ถึง ๖ ปี
ประทับนั่ง ณ โคนต้นโพธิในวันวิสาขบูรณมี เมื่อดวงอาทิตย์ตกทรงกำจัด
มารและพลมาร ในปฐมยามทรงได้บุพเพนิวาสญาณ ( ระลึกชาติได้) ใน
มัชฌิมยาม ทรงได้ทิพยจักษุ ในปัจฉิมยาม ทรงยังกิเลสพันห้าร้อยให้สิ้น
ไป ทรงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ.
แต่นั้นทรงประทับอยู่ ณ แถว ๆ นั้นล่วงไป ๗ สัปดาห์ แล้วเสด็จไป
ยังป่าอิสิปตนมฤคทายวันกรุงพาราณสี ในวันอาสาฬหบูรณมี ( ขึ้น ๑๕ ค่ำ
เดือน ๘ ) ยังพรหม ๑๘ โกฏิ มีพระอัญญาโกณฑัญญะเป็นประมุขให้ดื่ม
อมตธรรม ทรงยังพระธรรมจักรให้เป็นไป ยังเวไนยสัตว์มีพระยสะเป็นต้น
ให้ตั้งอยู่ในอรหัตผล แล้วทรงมอบให้พระอรหันต์ ๖๐ รูป ทั้งหมดเหล่านั้น
ไปเพื่ออนุเคราะห์สัตวโลก พระองค์เองเมื่อจะเสด็จไปยังอุรุเวลา ยังพระ-
ภัททวัคคีย์ ๓๐ รูป ให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลเป็นต้น ณ ไร่ฝ้าย ครั้น
เสด็จถึงอุรุเวลาแล้วได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์ ๓,๕๐๐ ครั้ง ทรงแนะนำชฏิล
สามพี่น้องมีอุรุเวลกัสสปเป็นต้นกับชฏิลบริวารอีกหนึ่งพัน อันชฎิลเหล่านั้น
แวดล้อมแล้วประทับนั่ง ณ สวนลัฏฐิวัน ใกล้กรุงราชคฤห์ ทรงยังพราหมณ์
และคฤหบดีแสนสองหมื่น มีพระเจ้าพิมพิสารเป็นประมุข ให้หยั่งลงใน
พระศาสนาประทับอยู่ ณ เวฬุวันมหาวิหารอันพระราชามคธทรงสร้างถวาย.

9
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 10 (เล่ม 74)

ครั้นต่อมาเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เวฬุวันมหาวิหาร
เมื่อทรงตั้งพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะไว้ในตำแหน่งพระอัครสาวก
เมื่อเกิดสาวกสันนิบาต พระเจ้าสุทโธทนมหาราช ทรงสดับว่า มีข่าวว่าพระ-
โอรสของเราบำเพ็ญทุกรกิริยาอยู่ถึง ๖ ปี แล้วได้บรรลุพระปรมาภิเษกพสัมโพธิ-
ญาณ ทรงยังธรรมจักรอันบวรให้เป็นไป ทรงอาศัยกรุงราชคฤห์ประทับอยู่
ดังนี้ จึงทรงส่งอำมาตย์ ๑๐ คนมีบุรุษหนึ่งหมื่นเป็นบริวารรับสั่งว่า พวกเจ้า
จงนำโอรสของเรามา ณ ที่นี้. เมื่ออำมาตย์เหล่านั้นไปกรุงราชคฤห์แล้ว ได้
ตั้งอยู่ในพระอรหัต เพราะพระธรรมเทศนาของพระศาสดา พระกาฬุทายี-
เถระกราบทูลความประสงค์ของพระราชบิดาให้ทรงทราบ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าแวดล้อมด้วยพระขีณาสพสองหมื่นเสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ ถึง
กรุงกบิลพัสดุประมาณ ๖๐ โยชน์ เวลาสองเดือน. บรรดาเจ้าศากยะทั้งหลาย
ทรงประชุมกันด้วยหวังพระทัยว่า จักเห็นพระญาติผู้ประเสริฐของพวกเรา
จึงรับสั่งให้สร้างนิโครธารามเป็นที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า และเป็น
ที่อยู่ของภิกษุสงฆ์ ต่างถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ทรงกระทำการ
ต้อนรับทูลอาราธนาพระศาสดาให้เสด็จเข้าไปยังนิโครธาราม.
ณ ที่นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า แวดล้อมด้วยพระขีณาสพสองหมื่น
ประทับเหนือพุทธาสนะอันประเสริฐที่เจ้าศากยะปูถวาย. เจ้าศากยะทั้งหลาย
ทรงมานะจัดมิได้ทรงทำความเคารพ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูอัธยา-
ศัยของเจ้าศากยะเหล่านั้น แล้วทรงเข้าจตุตถฌานมีภิญญาเป็นบาทเพื่อทำ-

10
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 11 (เล่ม 74)

ลายมานะ แล้วทำเจ้าศากยะเหล่านั้นให้เป็นภาชนะรองรับ พระธรรมเทศนา
ทรงออกจากสมาบัติเหาะไปสู่อากาศ ดุจเรี่ยรายฝุ่นพระบาทลงบนพระเศียร
ของเจ้าศากยะเหล่านั้น ได้ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์เช่นกับปาฏิหาริย์ที่พระ
องค์การทำ ณ โคนต้นคัณฑมัพพฤกษ์. พระราชาทอดพระเนตรเห็นความ
อัศจรรย์นั้น ทรงดำริว่าโอรสนี้เป็นบุคคลเลิศในโลก. เมื่อพระราชาถวาย
บังคมแล้ว เจ้าศากยะทั้งหลายเหล่านั้นไม่อาจเฉยอยู่ได้ ทั้งหมดก็พากัน
ถวายบังคม.
นัยว่าในครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์
ได้ทรงกระทำปาฏิหาริย์เปิดโลก เมื่อปาฏิหาริย์เป็นไปอยู่พวกมนุษย์ยืนอยู่
ก็ตาม นั่งอยู่ก็ตามในมนุษยโลก ย่อมเห็นแต่เทวดาสนทนาธรรมซึ่งกันและ
กัน ตั้งแต่สวรรค์ชั้นจาตุมมหาราชิกาถึงชั้นอกนิฏฐภพด้วยตาของตนด้วย
พุทธานุภาพ ในผืนแผ่นดินเบื้องล่าง ย่อมเห็นสัตว์ทั้งหลายเสวยมหาทุกข์
ในนรกนั้น ๆ คือ ในมหานรก ๘ ขุม ในอุสสทนรก ๑๖ ขุม และในโล-
กันตริยนรก. พวกเทวดาในหมื่นโลกธาตุ เข้าไปเฝ้าพระตดถาคตด้วยเทวา-
นุภาพอันยิ่งใหญ่ บังเกิดจิตอัศจรรย์อย่างไม่เคยมี ประคองอัญชลีนมัสการ
พากันเข้าไปเฝ้า ต่างเปล่งคาถาปฏิสังยุตด้วยพระพุทธคุณ สรรเสริญ
ปรบมือรื่นเริง ประกาศถึงปีติและโสมนัส. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
ภุมมเทวดา จาตุมมหาราชิกาเทวดา พวก
เทพชั้นดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมิตเทพ

11
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 12 (เล่ม 74)

ปรนิมมิตเทพ และหมู่พรหมกายิกา ต่างยินดี
พากันบอกกล่าวป่าวร้องแพร่หลาย.
ก็ในครั้งนั้นพระทศพล ทรงดำริว่า เราจักแสดงกำลังของพระพุทธ-
เจ้าของพระองค์มิให้มีใครเปรียบได้ จึงเพิ่มพระมหากรุณาให้สูงขึ้น ทรง
เนรมิตจงกรมในที่ประชุมหมื่นจักรวาฬบนอากาศ เสด็จยืน ณ ที่จงกรม
สำเร็จด้วยแก้วทุกอย่างในเนื้อที่กว้าง ๑๒ โยชน์ ทรงแสดงปาฏิหาริย์แสดง
ถึงอานุภาพแห่งสมาธิและญาณของพระพุทธเจ้าทั้งหลายอันไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น
น่าอัศจรรย์ ตกไปในที่แห่งเดียวกันของเทวดามนุษย์และผู้ไปในเวหาได้
เห็นกันตามที่กล่าวแล้ว เสด็จจงกรม ณ ที่จงกรมนั้น ทรงแสดงธรรม สมควร
แก่อัธยาศัยของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ด้วยพระพุทธลีลาอันไม่มีที่เปรียบ อันมี
อานุภาพที่เป็นอจินไตย. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเหล่านี้ ย่อม
ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้านี้ เป็นผู้สูงสุดว่าคนเป็น
เช่นไร กำลังฤทธิ์ และกำลังปัญญาเป็นเช่นไร
กำลังของพระพุทธเจ้าพึงเป็นประโยชน์แก่
สัตวโลก เป็นเช่นไร
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเหล่านี้ย่อมไม่
รู้ว่า พระพุทธเจ้านี้ เป็นผู้สูงสุดกว่าคนเป็น

12
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ – หน้าที่ 13 (เล่ม 74)

เช่นนี้ กำลังฤทธิ์ และกำลังปัญญาเป็นเช่นนี้
กำลังพระพุทธเจ้าพึงเป็นประโยชน์แก่โลก
เป็นเช่นนี้.
เอาเถิดเราจักแสดงกำลังของพระพุทธ-
เจ้าอันยอดเยี่ยม เราจักเนรมิตจงกรมประดับ
ด้วยแก้วบนท้องฟ้า.
เมื่อพระตถาคตทรงแสดงปาฏิหาริย์ แสดงถึงพุทธานุภาพของพระองค์
อย่างนี้แล้วทรงแสดงธรรม ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ยืนอยู่บนภูเขา
คิชฌกูฎในกรุงราชคฤห์ เห็นด้วยทิพยจักษุ เกิดจิตอัศจรรย์ไม่เคยมีด้วย
การเห็นพุทธานุภาพนั้น จึงเกิดความคิดขึ้นว่า เอาละเราจักทำพุทธานุภาพ
ให้ปรากฏแก่โลกให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงแจ้งความนั้นแก่ภิกษุ ๕๐๐ ซึ่งเป็น
บริวารของตน ทันใดนั้นเองจึงมาทางอากาศด้วยฤทธิ์พร้อมกับบริวาร เข้าไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ประคองอัญชลี
ขึ้นเหนือศีรษะ กราบทูลถามถึงมหาภินิหารและการบำเพ็ญบารมีของพระ-
ตถาคต พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำท่านพระสารีบุตรนั้นให้เป็นกายสักขี
คือ พยานทางกาย เมื่อจะทรงแสดงพุทธานุภาพของพระองค์ แก่พวกมนุษย์
ที่ประชุมกัน และเทวดาพรหมในหมื่นจักรวาฬจึงทรงแสดงพุทธวงศ์. สมดัง
ที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-

13