ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เล่ม ๙ ภาค ๒ – หน้าที่ 7 (เล่ม 73)

นาค สุบรรณ หรือแม้ กินนร พร้อมทั้งเทวดา
คนธรรพ์ มนุษย์ และ รากษส พากันชมพระองค์
เหมือนชมดวงจันทร์ที่ขึ้นโคจรในท้องนภากาศ.
พรหมชั้นอาภัสสระ ชั้นสุภกิณหะ ชั้นเวหัปผละ
และชั้นอกนิฏฐะ พากันทรงผ้าขาวสะอาด ยืนประคอง
อัญชลีโปรยดอกมณฑารพ ๕ สี ผสมจุรณจันทน์โบก
ผ้า ณ พื้นอัมพรในครั้งนั้น โดยเปล่งอุทานว่า โอ !
พระชินเจ้าผู้อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก.
พระองค์เป็นพระศาสดา เป็นยอด เป็นธง
เป็นหลัก เป็นที่พัก ที่พึ่งพาอาศัย เป็นประทีป ของ
สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้สูงสุดแห่งสัตว์สองเท้า.
เทวดาผู้มีมหิทธิฤทธิ์ในหมื่นโลกธาตุ ต่างยินดี
ร่าเริง บันเทิงใจ พากันห้อมล้อมนมัสการ.
เทพบุตร เทพธิดา เลื่อมใส มีใจยินดีแล้วก็พา
กันบูชาพระนราสภ ด้วยดอกไม้ ๕ สี.
หมู่เทพเห็นพระองค์ก็เลื่อมใส มีใจยินดีพากัน
บูชาพระนราสภ ด้วยดอกไม้ ๕ สี.
โอ ๑ ความอัศจรรย์ในโลก ไม่เคยมี น่าขนลุก
ขนชัน ความอัศจรรย์น่าขนลุกขนชันเช่นนี้ เราไม่
เคยเห็น.
เทวดาเหล่านั้น นั่งอยู่ในภพของตนๆ เห็น
อัศจรรย์ในท้องฟ้า ก็พากันยินดี ร่าเริงใหญ่.

7
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เล่ม ๙ ภาค ๒ – หน้าที่ 8 (เล่ม 73)

เทวดาที่อยู่ในอากาศ อยู่ที่ภาคพื้นดิน อาศัย
อยู่ที่หญ้าและดาวประกายพฤกษ์ ก็ยินดีร่าเริงบันเทิง
ใจ พากันประคองอัญชลีนมัสการ.
เหล่านาค ที่อายุยืน มีบุญ มีฤทธิ์มาก ก็พากัน
บันเทิงใจนมัสการ บูชาพระผู้สูงสุดในนรชน.
เพราะเห็นความอัศจรรย์ในท้องฟ้า สังคีตทั้ง
หลาย ก็พากันบรรเลง กลองหุ้มหนังทั้งหลาย ก็พา
กันประโคม ในอัมพรนภากาศ.
เพราะเห็นความอัศจรรย์ในท้องฟ้า สังข์ บัณ-
เฑาะว์ และมโหระทึกทั้งหลาย ก็พากันบรรเลงใน
กลางหาวเปล่งอุทานว่า วันนี้ อาการขนลุกขนชันที่ไม่
เคยมีก็เกิดขึ้นแล้วหนอ เราจะได้สำเร็จประโยชน์แน่
แล้ว เราได้ขณะกันแล้ว.
เพราะได้ยิน พุทฺโธ เทพเหล่านั้นก็เกิดปีติขึ้นใน
ทันที ต่างพากันยืนประคองอัญชลี กล่าวว่า พุทฺโธ
พุทฺโธ.
หมู่เทพต่างๆ ในท้องฟ้า ก็พากันประคองอัญชลี
เปล่งเสียง หึ หึ เสียงสาธุ เสียงโห่เอิกอึง ลิงโลดใจ.
ขับกล่อม ประสานเสียง บรรเลง ปรบมือและ
ฟ้อนรำ พลางโปรยดอกมณฑารพ ๕ สี ผสมด้วยจุรณ
จันทน์ เปล่งวาจาว่า

8
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เล่ม ๙ ภาค ๒ – หน้าที่ 9 (เล่ม 73)

ข้าแต่พระมหาวีระ ด้วยประการไรเล่า ลักษณะ
จักรที่พระยุคลบาทของพระองค์ ประดับด้วยชงชัย
วชิระ ธงประฏาก เครื่องแต่งพระองค์และขอช้าง
พระองค์ก็ไม่มีผู้เสมือนในพระรูปกาย ในศีล สมาธิ
ปัญญาและวิมุตติ ทรงเสมอกับพระพุทธเจ้าผู้ที่ไม่มีผู้
เสมอ ในการประกาศพระธรรมจักร.
กำลังพระยาช้าง ๑๐ ตระกูล เป็นกำลังปกติใน
พระกายของพระองค์ พระองค์ไม่มีผู้เสมอ ด้วยกำลัง
พระวรฤทธิ์ ในการประกาศพระธรรมจักร.
ท่านทั้งหลาย จงนมัสการพระผู้เข้าถึงพระคุณ
ทุกอย่าง ผู้พรักพร้อมด้วยองค์คุณครบถ้วน ผู้เป็น
พระมหามุนี มีพระกรุณาเป็นนาถะของโลก.
พระองค์ควรซึ่งการ การชม การไหว้ การ
สรรเสริญ การนอบน้อม และการบูชาทุกอย่าง.
ข้าแต่พระมหาวีระ คนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง อัน
เขาควรไหว้ในโลก คนเหล่าใดควรการไหว้ พระองค์
ทรงเป็นผู้ประเสริฐสุด แห่งคนเหล่านั้นทั้งหมด ผู้
เสมือนพระองค์ ไม่มี.
ท่านพระสารีบุตร ผู้มีปัญญามาก ผู้ฉลาดใน
สมาธิและฌาน ยืนอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ก็เห็นพระผู้นำ
โลก.

9
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เล่ม ๙ ภาค ๒ – หน้าที่ 10 (เล่ม 73)

เห็นพระนราสภ เหมือนต้นพญาสาลพฤกษ์
ที่ออกดอกบานสะพรั่ง เหมือนดวงจันทร์ในท้องฟ้า
เหมือนดวงอาทิตย์ เวลาเที่ยงวัน.
เห็นพระผู้นำโลก เรืองรองด้วยพระรัศมีวา
หนึ่ง เหมือนต้นประทีปที่ลุกโพลงอยู่ เหมือนดวง
อาทิตย์แสงอ่อนๆ ที่อุทัยขึ้น.
จึงเรียกประชุมภิกษุ ๕๐๐ รูป ผู้เสร็จกิจแล้ว ผู้
คงที่ เป็นพระขีณาสพไร้มลทินทันที กล่าวว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงปาฏิหาริย์ ชื่อ
โลกปสาทนะ ทำโลกให้เลื่อมใส. แม้พวกเราก็จักไป
ถวายบังคม พระชินเจ้าในที่นั้น.
มาเถิด เราทั้งหมดจักไปทูลถามพระชินเจ้า เรา
พบพระผู้นำโลกแล้ว จักบรรเทาความสงสัย.
ภิกษุเหล่านั้น เป็นผู้มีปัญญา รักษาตน สำรวม
อินทรีย์ รับคำว่า สาธุ แล้วก็ถือบาตรจีวรรีบเข้าไป
หาพระเถระ.
พระสารีบุตร ผู้มีปัญญามาก กับพระขีณาสพ
ทั้งหลาย ผู้ไร้มลทิน ผู้ฝึกแล้ว เพราะการฝึกสูงสุด
เข้าไปเฝ้าด้วยฤทธิ์.
พระสารีบุตร เจ้าคณะใหญ่ อันภิกษุเหล่านั้น
แวดล้อมแล้ว ลีลางาม เข้าไปเฝ้าด้วยฤทธิ์ ณ ท้อง
นภากาศ เหมือนเทวดา.

10
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เล่ม ๙ ภาค ๒ – หน้าที่ 11 (เล่ม 73)

ภิกษุเหล่านั้น มีมรรยาทงาม ไม่ไอ ไม่จาม มี
ความเคารพ มีความยำเกรง เข้าเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า
ครั้นเฝ้าแล้ว ก็ดูพระสยัมภูผู้นำโลก เหมือนดวง
อาทิตย์อุทัยในนภากาศ เหมือนดวงจันทร์ในท้องฟ้า
เห็นพระผู้นำโลก เหมือนต้นประทีปที่ลุกโพลง เหมือน
สายฟ้าแลบในท้องฟ้า เหมือนดวงอาทิตย์เวลาเที่ยงวัน.
ภิกษุหมดทั้ง ๕๐๐ รูป เห็นพระผู้นำโลก ผ่อง
ใสเหมือนห้วงน้ำ เหมือนดอกปทุมที่บานงาม ต่างยินดี
ร่าเริงบันเทิงใจ พากันประคองอัญชลีหมอบนมัสการ
ณ ลักษณะจักรของพระศาสดา.
ท่านพระสารีบุตร ผู้มีปัญญามาก ผู้เสมือนแม้น
ดอกหงอนไก่ ผู้ฉลาดในสมาธิและฌาน ถวายบังคม
พระผู้นำโลก.
ท่านพระโมคคัลลานะ ผู้มีฤทธิ์มาก ไม่มีเสมอ
ด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ ผู้เสมือนแม้นดอกบัวขาบ
เหมือนเมฆฤดูฝนที่คำราม
แม้ท่านพระมหากัสสปเถระ ที่พระศาสดาทรง
ยกย่อง ชมเชยสถาปนาว่า เป็นเอตทัคคะ ทางธุดงค์
คุณ ก็เหมือนกับทองผุดขึ้น.
ท่านพระอนุรุทธะ เจ้าคณะใหญ่ เป็นผู้เลิศกว่า
ภิกษุผู้มีทิพยจักษุ พระญาติผู้ประเสริฐ ของพระผู้มี
พระภาคเจ้า ก็ยืนอยู่ไม่ไกล.

11
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เล่ม ๙ ภาค ๒ – หน้าที่ 12 (เล่ม 73)

ท่านพระอุบาลี อันพระศาสดาทรงยกย่องสถา-
ปนาเป็นเอตทัคคะในวินัย ผู้ฉลาดในอาบัติ อนาบัติ
อาบัติอย่างนี้ยังแก้ไขได้.
ท่านผู้แสวงหาคุณ ปรากฏชื่อว่า ปุณณะ บุตร
พราหมณีชื่อมันตานี ผู้แทงตลอดอรรถะอันสุขุมลุ่มลึก
ผู้เลิศกว่าภิกษุผู้เป็นธรรมกถึก พร้อมคณะ.
พระมหาวีระมุนี ผู้ฉลาดในข้ออุปมา ผู้ตัดความ
สงสัยได้ ทรงทราบจิตใจของภิกษุเหล่านั้น จึงตรัส
คุณของพระองค์ว่า
อสงไขย ที่มีเบื้องปลายอันใคร ๆ ตามไปไม่รู้
มี ๔ คือ หมู่สัตว์ ๑ อากาศ ๑ จักรวาลที่ไม่มีที่สุด ๑
พระพุทธญาณ ที่ประมาณมิได้ อสงไขยเหล่านั้น
ใคร ๆ ก็ไม่อาจรู้ได้.
การทำฤทธิ์ต่างๆ ของเราจะอัศจรรย์อะไรในโลก
ความอัศจรรย์อื่นๆ ที่ไม่เคยมี น่าขนลุกขนชัน ยังมี
มาก.
กาลใด เรามีชื่อว่า ท้าวสันดุสิต ในหมู่เทพ
ชั้นดุสิต กาลนั้น เทวดาหมื่นโลกธาตุ ประชุมกัน
ประคองอัญชลีอ้อนวอนเราว่า ข้าแต่พระมหาวีระ นี้
เป็นกาลสมควรสำหรับพระองค์ ที่จะเสด็จไปอุบัติใน
พระครรภ์ของพระมารดา เมื่อจะยังโลกพร้อมทั้งเทว-
โลก ให้ข้ามโอฆสงสาร ขอโปรดจงตรัสรู้อมตบทเถิด.
กาลใด เราจุติจากหมู่เทพชั้นดุสิต ก้าวลงใน
พระครรภ์ กาลนั้น พระธรณีในหมื่นโลกธาตุก็ไหว.

12
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เล่ม ๙ ภาค ๒ – หน้าที่ 13 (เล่ม 73)

กาลใด เรามีสัมปชัญญะ ออกจากพระครรภ์
ของพระมารดา กาลนั้น เทวดาทั้งหลายก็ให้สาธุการ
หมื่นโลกธาตุก็ไหว.
ไม่มีผู้เสมอเรา ในการลงสู่พระครรภ์ ในการ
ออกจากพระครรภ์ เราเป็นผู้ประเสริฐสุด ในการตรัส
รู้ ในการประกาศพระธรรมจักร.
โอ ! ความที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้มีพระ-
คุณมาก น่าอัศจรรย์ในโลก หมื่นโลกธาตุไหว ๖ ครั้ง
แสงสว่างใหญ่ก็เกิด น่าอัศจรรย์ น่าขนลุกขนชัน.
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเจริญที่สุด
ในโลก ประเสริฐที่สุดในนรชน พระชินเจ้า เมื่อทรง
แสดงโลกพร้อมทั้งเทวโลก เสด็จจงกรมด้วยพระ-
วรฤทธิ์.
พระผู้นำโลก เสด็จจงกรมพลางตรัสธรรมกถา
ไปพลาง จะไม่เสด็จกลับในระหว่างเหมือนที่จงกรม
ระยะ ๔ ศอก.
ท่านพระสารีบุตร ผู้มีปัญญามาก ผู้ฉลาดใน
สมาธิและฌาน ผู้บรรลุสาวกบารมี ด้วยปัญญา จึงทูล
ถามพระผู้นำโลกว่า
ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้สูงสุดในนรชน อภินีหาร
ของพระองค์เป็นเช่นไร ข้าแต่พระผู้แกล้วกล้า พระ-
โพธิญาณอันสูงสุด พระองค์ทรงปรารถนา ในกาลไร.
ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญาและวิริยะเป็นเช่นไร
ขันติ สัจจะ อธิฏฐานะ เมตตาและอุเบกขาเป็นเช่นไร.

13
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เล่ม ๙ ภาค ๒ – หน้าที่ 14 (เล่ม 73)

ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้นำโลก บารมี ๑๐ เป็น
เช่นไร อุปบารมีเป็นอย่างไร ปรมัตถบารมี เป็น
อย่างไร.
[อธิษฐานอย่างไร ความเป็นใหญ่เป็นเช่นไร
บารมีเป็นเช่นไร พระจอมปราชญ์ในโลก เป็นอย่างไร.
เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาเป็นอย่างไร
พระองค์ทรงบำเพ็ญพุทธธรรมทั้งหลาย บริบูรณ์สิ้น
เชิง อย่างไร]
พระองค์ผู้มีพระสุรเสียงไพเราะ ดังนกการะเวก
ทรงดับความร้อนใจ ปลอบประโลมโลกพร้อมทั้งเทว-
โลก อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว โปรดทรงพยากรณ์
ด้วยเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประกาศธรรมกถา
พุทธจริตของอดีตชินพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่มาถึงโดย
สืบ ๆ กันมาของพระพุทธเจ้า เป็นพุทธวงศ์ที่เป็น
ประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก
ด้วยพระปุพเพนิวาสานุสสติญาณ .
ท่านทั้งหลาย จงฟังพุทธวงศ์ ที่ให้เกิดปีติปรา-
โมช บรรเทาความโศกศัลย์ ให้ได้สมบัติทั้งปวงของ
เรา ใส่ใจไว้.
ท่านทั้งหลาย จงปฏิบัติดำเนินมรรคเป็นเครื่อง
บำบัดความเมา บรรเทาความโศกเปลื้องโอฆสงสาร
โดยเคารพเถิด.
จบรัตนจังกมนกัณฑ์

14
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เล่ม ๙ ภาค ๒ – หน้าที่ 15 (เล่ม 73)

มธุรัตถวิลาสินี
อรรถกถาขุททกนิกาย พุทธวงศ์
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
กถาปรารภคัมภีร์
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระพุทธเจ้า ผู้มีพระญาณ
อันหาที่สุดมิได้ มีพระกรุณาเป็นที่อาศัย ทรงทำลาย
มลทิน มีพระหฤทัยมั่นคง อำนวยประโยชน์เกื้อกูล.
ขอนอบน้อมพระธรรมอันประเสริฐ เครื่องป้อง
กันภพ.
ขอนอบน้อมพระสงฆ์ ผู้ปราศจากมลทินและ
เป็นบ่อเกิดคุณความดี.
ท่านพระสารีบุตรผู้เป็นธรรมเสนาบดี แม่ทัพ
ธรรม ผู้เป็นเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าเหล่าพุทธสาวก
ทางปัญญา ได้ทูลถามพระศาสดาผู้เป็นพระธรรมราชา
จอมทัพธรรมผู้ทรงถึงฝั่ง ที่หาขอบเขตมิได้ ผู้ไร้มลทิน
ถึงพุทธวงศ์ใด ท่ามกลางหมู่พระประยูรญาติ. พุทธ-
วงศ์ใด อันพระตถาคต วงศ์ผู้ตรัสรู้ดี วงศ์พระผู้บริ-
สุทธิ์ดี ผู้มีสมาธิเป็นธรรมเครื่องอยู่ ผู้เป็นนายกพิเศษ
ทรงเปิดโอกาสประกาศไว้แล้ว ณ ท่ามกลางหมู่พระ
ประยูรญาตินี้.

15
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เล่ม ๙ ภาค ๒ – หน้าที่ 16 (เล่ม 73)

เหล่าโอรสพระสุคต ไม่ทำลำดับบาลี และอรรถ
แห่งบาลีให้เสื่อมเสีย ช่วยกันรวบรวมตามที่ศึกษาสดับ
ฟังสืบต่อเรื่องกันมา จนตราบเท่าปัจจุบันนี้.
เพราะเหตุที่การพรรณนาพุทธวงศ์นั้นนั่นแล อัน
ไม่ขาดสายแห่งพระสัมพุทธะผู้ประเสริฐ ซึ่งเป็นเรื่อง
ไม่ตาย ฟังกันได้ให้เกิดความเลื่อมใสและปัญญา แก่
ชนทั้งหลายทุกเมื่อ เป็นไปตามลำดับ. ฉะนั้น ข้าพเจ้า
อันท่านพุทธสีหะ ผู้ยินดีในพระสัทธรรมโดยเคารพ
อันคุณมีศีลเป็นต้นบันดาลใจ อ้อนวอนแล้วจึงจักเริ่ม
พรรณนาพุทธวงศ์นั้น เพื่อกำจัดความชั่วร้าย ของชน
ทั้งหลายทุกเมื่อ เพื่อความตั้งมั่น แห่งพระพุทธศาสนา
เพื่อความเกิดและเจริญแห่งบุญ แม้ของข้าพเจ้าเอง
และเพื่อยังมหาชนให้เลื่อมใส.
ก็การพรรณนาพุทธวงศ์โดยสังเขปนี้ อาศัยทาง
บาลีที่มาจากสำนักมหาวิหาร ละโทษคือการปะปนกัน
เสีย จักเป็นสาระ. แต่เพราะเหตุที่ในที่นี้ ไม่มีเรื่องที่
ควรฟัง ที่จะเป็นเครื่องยังผู้ยินดีในพระพุทธคุณให้
เลื่อมใส เป็นเครื่องลอยบาป ซึ่งเป็นมลทินใหญ่ นอก
จากเรื่องพุทธวงศ์ ฉะนั้นแล ขอท่านทั้งหลายจงเป็น
ผู้ประกอบอยู่ในสมาธิโดยเคารพ ละความฟุ้งซ่าน ไม่
มีจิตเป็นอื่น จงตั้งโสตประสาทดังภาชนะทองรองรับ
สดับมธุรสของข้าพเจ้า ผู้กำลังกล่าวพรรณนา.

16