ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 696 (เล่ม 72)

ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มี
ความชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุ และในเจโต-
ปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุอัน
หมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้
ภพใหม่มิได้มีอีก
หม่อมฉันมีญาณอันปราศจากมลทินบริ-
สุทธิ์ ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ
เพราะอำนาจพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
หม่อมฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพ
ขึ้นได้หมดสิ้นแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างพัง
ตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
การที่หม่อนฉันได้มาในสำนักพระพุทธ-
เจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา
๓ หม่อมฉันบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ
พระพุทธเจ้าหม่อมฉันได้ทำเสร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ หม่อมฉันทำให้แจ้ง
ชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าหม่อมฉันได้ทำ
เสร็จแล้วดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอัมพปาลีภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอัมพปาเถรีอปทาน

696
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 697 (เล่ม 72)

๑เสลาเถรีอปทานที่ ๑๐ (๔๐)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระเสลาเถรี
[๑๘๐] ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระ-
นามว่ากัสสปะ ผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพราหมณ์ มี
ยศมากประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้น
แล้ว
ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลอุบาสก ใน
พระนครสาวัตถีอันประเสริฐ เห็นพระพิชิตมาร
ผู้ประเสริฐพระองค์นั้น และฟังธรรมเทศนาแล้ว
ถึงพระองค์ผู้มีเพียรเป็นสรณะ แล้ว
สมาทานศีลทั้งหลาย ครั้งหนึ่ง พระมหาวีรเจ้า
พระองค์นั้น ผู้องอาจกว่านรชน ทรงประกาศ
อภิสัมโพธิญาณของพระองค์ในสมาคมแห่งมหา-
ชนว่า
เรามีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชาและ
แสงสว่าง ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาในกาล
ก่อน และในอริยสัจมีทุกขอริยสัจเป็นต้น ดิฉัน
ได้ฟังธรรมนั้นแล้ว เล่าเรียนแล้วสอบถามภิกษุ
ทั้งหลาย
ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำแล้วนั้น และด้วย
การตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว
๑. ม. เปสลา

697
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 698 (เล่ม 72)

ได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ ในภพหลังครั้งนี้ เกิดใน
สกุลแห่งเศรษฐีใหญ่ ดิฉันได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
ได้ฟังสัทธรรมอันประกอบด้วยสัจจะ๑
บวชแล้ว ค้นคว้าอรรถธรรมทั้งปวง ยัง
อาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว ได้บรรลุพระอรหัต
โดยกาลไม่นานเลย
ข้าแต่พระมุนี หม่อนฉันเป็นผู้มีความ
ชำนาญในที่ ในทิพโสตธาตุ และในเจโต-
ปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุอันหมด
จดพิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพ
ใหม่มิได้มีอีก
หม่อมฉันมีญาณอันปราศจากมลทิน
บริสุทธิ์ ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ
เพราะอำนาจพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
หม่อมฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอน
ภพขึ้นได้ทั้งหมดสิ้นแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดัง
ช้างพังตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
การที่หม่อมฉันได้มาในสำนักของพระ-
พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นการมาดีแล้วหนอ
วิชชา ๓ หม่อมฉันบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้าหม่อมฉันได้ทำเสร็จแล้ว
๑. สจฺจูปสํหิตํ.

698
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 699 (เล่ม 72)

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ หม่อมฉันทำให้แจ้งชัด
แล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันได้ทำ
เสร็จแล้ว ดังนี้
ทราบว่า ท่านพระเสลาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเถลาเถรีอปทาน
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อัฏฐารสสหัสสขัตติกัญญาเถรีอปทาน ๒. จตุราสีติสหัสส-
พราหมณกัญญาเถรีอปทาน ๓. อุปปลทายิกาเถรีอปทาน ๔. สิงคาลมาตา
เถรีอปทาน ๕. สุกกาเถรีอปทาน ๖. อภิรูปนันทาเถรีอปทาน ๗. อัฑฒ-
กาสีเถรีอปทาน ๘. ปุณณิกาเถรีอปทาน ๙. อัมพปาลีเถรีอปทาน ๑๐. เสลา
เถรีอปทาน.
จบขัตติยกัญญาวรรคที่ ๔
จบเถรีอปทาน
จบอปทาน

699
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เล่ม ๙ ภาค ๒ – หน้าที่ 1 (เล่ม 73)

พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย พุทธวงศ์
เล่มที่ ๙ ภาคที่ ๒
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
รัตนจังกมนกัณฑ์
ทรงเนรมิตรัตนจงกรม
[๑] ท้าวสหัมบดีพรหม เจ้าโลก ประคองอัญชลี
ทูลขอพรอันยอดเยี่ยมว่า หมู่สัตว์ในโลกนี้ที่มีกิเลสดุจ
ธุลีในดวงตาน้อย ยังมีอยู่ ขอทรงเอ็นดูแสดงธรรม
โปรดหมู่สัตว์นี้ด้วยเถิด.
[พระผู้มีพระภาคเจ้า เจ้าโลก ผู้สูงสุดในนรชน
อันหมู่พรหมผู้ประคองอัญชลีทูลขอว่า หมู่ปราชญ์ใน
โลกนี้ ที่มีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อยยังมีอยู่ ขอทรง
เอ็นดูแสดงธรรมโปรดหมู่สัตว์นี้ด้วยเถิด ข้าแต่พระ
ผู้นำ ขอพระสุคตโปรดแสดงธรรม โปรดแสดง
อมตบท โปรดแสดงธรรมเพื่ออนุเคราะห์โลกทั้งหลาย]

1
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เล่ม ๙ ภาค ๒ – หน้าที่ 2 (เล่ม 73)

พระตถาคต ผู้มีวิชชาและจรณะพรั่งพร้อมแล้ว
ผู้คงที่ ผู้ทรงความรุ่งโรจน์ ทรงพระวรกายสุดท้าย
ไม่มีผู้เปรียบ ทรงเกิดพระกรุณาในสัตว์ทั้งปวง.
[พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้พระศาสดาทรงสดับคำ
ของพรหมนั้นแล้ว จึงได้มีพระพุทธดำรัสว่า]
ดูก่อนพรหม เราเปิดประตูแห่งอมตนครสำหรับ
ท่านแล้ว ขอสัตว์ที่มีโสตจงปล่อยศรัทธาออกมาเถิด
แต่ก่อนเราเข้าใจว่าจะลำบากเปล่า จึงไม่กล่าวธรรม
อันประณีตที่คล่องแคล่ว ในหมู่มนุษย์.
[สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจอมมุนี ผู้ทรง
อนุเคราะห์เวไนยสัตว์ทั้งหลาย ทรงออกจากต้น
อชปาลนิโครธ เสด็จพุทธดำเนินโดยลำดับ ก็ถึงกรุง
พาราณสี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเหนือ
พุทธอาสน์อันประเสริฐนั้น ทรงประกาศพระธรรม-
จักรคือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคอันอุดม แก่ภิกษุ
ปัญจวัคคีย์. พระผู้มีพระภาคเจ้าประกาศพระธรรม-
จักรนั้นแล้ว ภิกษุปัญจวัคคีย์ คือ โกณฑัญญะ
ภัททิยะ วัปปะ มหานามะ และอัสสชิ ทั้งหมู่เทวดา
พรหม ๑๘ โกฏิ ในครั้งนั้น ก็ตรัสรู้ธรรมในการ
ประชุมครั้งแรก. ภิกษุปัญจวัคคีย์ทั้งหมด อันพระผู้มี
พระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงแนะนำโดยธรรมปริยาย
อื่นตามลำดับ พร้อมทั้งหมู่เทวดาพรหม ๑๘ โกฏิ ใน

2
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เล่ม ๙ ภาค ๒ – หน้าที่ 3 (เล่ม 73)

ครั้งนั้น โสดาปัตติผล ได้มีในการประชุมครั้งแรก
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จพุทธดำเนินถึงกรุงราชคฤห์.
พระจอมมุนีประทับ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร. พระเจ้า
พิมพิสารทรงสดับข่าว ก็เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ท้าวเธอมีบริวารมากถึง ๑๑ นหุต ทรงบูชาพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ด้วยเทียน ธูป ของหอมและดอกไม้เป็นต้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอนุบุพพีกถาประกอบด้วย
กามาทีนพในสมาคมนั้นนั่นแล จบเทศนาในครั้งนั้น
สัตว์ ๘๔,๐๐๐ มีพระราชาเป็นประธาน ก็ตรัสรู้ธรรม.
พระเจ้าสุทโธทนะพระพุทธบิดา ทรงสดับข่าว ก็
ทรงส่งทูต ๙ คน พร้อมด้วยบริวาร ๙,๐๐๐ คน. ทูตทั้ง ๙
คน พร้อมด้วยบริวาร ๙,๐๐๐ คน ก็บรรลุพระอรหัต
ทูลขอบวชกะพระมุนี. ในที่สุด กาฬุทายีอำมาตย์
ก็ถือเพศภิกษุ พร้อมบริวาร ๑,๐๐๐ คน ท่านจึงทูล
อาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระจอมศากยมุนี ทรงรับอาราธนาแล้ว เสด็จ
เดินทางใหญ่ เสด็จพุทธดำเนินมาโดยลำดับพร้อมด้วย
ภิกษุ ๒๐,๐๐๐ รูป ก็ลุถึงกรุงกบิลพัศดุ์. พระองค์ทรง
ทำปาฏิหาริย์ ณ ริมฝั่งแม่น้ำโรหิณี. พระผู้มีพระภาค
เจ้า จอมศากยมุนี ประทับนั่งแสดงธรรมคือมหาเวส-
สันดรชาดกโปรดพระพุทธบิดา ท่ามกลางบัลลังก์นั้น.
สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ก็ได้ตรัสรู้ธรรม]

3
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เล่ม ๙ ภาค ๒ – หน้าที่ 4 (เล่ม 73)

พระประยูรญาติเหล่านี้ พร้อมทั้งเทวดา และ
มนุษย์ไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้าผู้สูงสุดในนรชนนี้เป็น
เช่นไร กำลังฤทธิ์และกำลังปัญญาเป็นเช่นไร กำลัง
ของพระพุทธเจ้าเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก เป็น
เช่นไร.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระดำริว่า
พระประยูรญาติเหล่านี้ พร้อมทั้งเทวดา และ
มนุษย์ไม่รู้ดอกว่า พระพุทธเจ้าผู้สูงสุดในนรชนนี้
เป็นเช่นนี้ กำลังฤทธิ์และกำลังปัญญาเป็นเช่นนี้ กำลัง
ของพระพุทธเจ้าเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก เป็น
เช่นนี้.
เอาเถิด จำเราจักแสดงกำลังของพระพุทธเจ้า
อันยอดเยี่ยม จักเนรมิตที่จงกรม ประดับด้วยรัตนะ
ในนภากาศ.
เทวดาภาคพื้นดิน เทวดาชั้นจาตุมหาราช ชั้น
ดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี ชั้นปรนิม-
มิตวสวัตดี ทั้งเทวดาเนื่องในหมู่พรหม ก็ร่าเริงพากัน
ทำเสียงกึกก้องอย่างเต็มที่.
แผ่นดินมนุษยโลก พร้อมทั้งเทวโลกก็สว่างจ้า
โลกันตริกนรกอันหนาก็ปิดกั้นไว้ไม่ได้ ความมืดมิด
ก็ได้ถูกขจัดออกไป. เทวดาและมนุษย์ทั้งสัตว์นรก
ต่างก็เห็นปาฏิหาริย์อันอัศจรรย์ ถึงปีติปราโมชอย่าง
ยิ่ง.

4
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เล่ม ๙ ภาค ๒ – หน้าที่ 5 (เล่ม 73)

แสงสว่างอันโอฬารไพบูลย์ ได้เกิดในโลกนี้พร้อม
ทั้งเทวดา คนธรรพ์ มนุษย์ รากษส และในโลกอื่น
ทั้งสอง ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ ทั้งเบื้องขวางกว้าง
ออกไป.
พระศาสดา ผู้สูงสุดในสัตว์ ผู้ยอดเยี่ยม ผู้นำ
พิเศษ ได้เป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ผู้มี
อานุภาพมาก มีบุญลักษณะนับร้อย ทรงแสดงปาฏิ-
หาริย์อันน่าอัศจรรย์.
[ในสมาคมนั้น พระชินพุทธเจ้าผู้พระศาสดา
เหาะขึ้นไปในพื้นนภากาศ ทรงเนรมิตสิเนรุบรรพต
อันน่ารื่นรมย์เป็นที่จงกรม.
เทวดาในหมื่นโลกธาตุ ก็นอบน้อมพระตถาคต
ในสำนักพระชินเจ้า พากันทำพุทธบูชา]
พระองค์ผู้มีพระจักษุ สูงสุดในนรชนผู้นำโลก
อันเทวดาผู้ประเสริฐทูลวอนแล้ว ทรงพิจารณาเห็น
ประโยชน์ในครั้งนั้น จึงทรงเนรมิตที่จงกรม อันประ-
ดับด้วยรัตนะทั้งหมดสำเร็จลงด้วยดี.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำโลก เป็นผู้ชำนาญใน
ปาฏิหาริย์ ๓ คืออิทธิปาฏิหาริย์ อาเทศนาปาฏิหาริย์และ
อนุสาสนีปาฏิหาริย์ จึงทรงเนรมิตที่จงกรม อันประ-
ดับด้วยรัตนะทั้งหมดสำเร็จลงด้วยดี.

5
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เล่ม ๙ ภาค ๒ – หน้าที่ 6 (เล่ม 73)

ทรงแสดงยอดสิเนรุบรรพตในหมื่นโลกธาตุ เป็น
ประหนึ่งเสาซึ่งตั้งอยู่เรียงกันเป็นรัตนจงกรม ที่จงกรม
สำเร็จด้วยรตนะ.
พระชินเจ้าทรงเนรมิต ที่จงกรมเหลื่อมล้ำหมื่น
โลกธาตุ ที่สองข้างพื้นที่เป็นทองทั้งหมด ณ รัตน-
จงกรมทรงเนรมิตไพรทีทองล้วน ปูด้วยแผ่นกระดาน
ทอง เวียนไปตามจันทันคู่ทั้งสองข้าง.
รัตนจงกรมที่ทรงเนรมิต เกลื่อนกลาดด้วยทราย
แก้วมณี ทรายแก้วมุกดา ส่องแสงสว่างไปทุกทิศ
เหมือนดวงอาทิตย์ขึ้น.
ณ ที่จงกรมนั้น พระชินสัมพุทธเจ้าจอมปราชญ์
ผู้มีมหาปุริสลักษณะ ๓๒ รุ่งโรจน์อยู่ เสด็จจงกรม
เหนือที่จงกรม เทวดาทั้งหมดมาประชุมกัน โปรย
ดอกมณฑารพ ดอกปทุม ดอกปาริฉัตร อันเป็นทิพย์
ลง ณ ที่จงกรม.
หมู่เทพหมื่นโลกธาตุมาประชุมกัน เห็นพระผู้มี
พระภาคเจ้าพระองค์นั้น ก็ยินดีร่าเริงบันเทิงใจ หมอบ
ลงนมัสการ.
เทวดาชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต เทพชั้น
นิมมานรดี เทพชั้นปรนิมมิตวสวัตดี เห็นพระผู้นำโลก
ก็พากันดีใจ มีจิตเบิกบาน.

6