ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 686 (เล่ม 72)

ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณ
ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติและปฏิภาณ เกิดขึ้น
แล้วในสำนักของพระองค์
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระสุกกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสุกกาเถรีอปทาน
จบภาณวารที่ ๕
อภิรูปนันทาเถรีอปทานที่ ๖ (๓๖)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระอภิรูปนันทาเถรี
[๑๗๖] ในกัปที่ ๙๑ แตกภัทรกัปนี้ พระ-
พุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พระนานว่าวิปัสสี
มีพระเนตรงาม มีพระจักษุในธรรมทั้งปวงเสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว
ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลใหญ่ที่นั่งดัง
เจริญ ในพระนครพันธุมดี เป็นหญิงมีรูปงาม
น่าพึงใจและเป็นที่บูชาของประชุมชน

686
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 687 (เล่ม 72)

ได้เข้าเฝ้าพระพุทธวิปัสสีผู้มีความเพียร
มาก เป็นนายกของโลก ได้ฟังธรรมแล้วถึงพระ
องค์เป็นสรณะ
สำรวมอยู่ในศีล เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น ผู้มีพระคุณสูงสุดกว่านรชน ปรินิพ-
พานแล้ว ดิฉันได้เอาฉัตรทองบูชาไว้ ณ เบื้องบน
แห่งพระสถูปที่บรรจุพระธาตุ
ดิฉันเป็นผู้มีจาคะอันสละแล้ว มีศีลจน
ตลอดชีวิต เคลื่อนจากอัตภาพนั้น ละร่างกาย
มนุษย์แล้ว ได้ไปสู่ภพดาวดึงส์
ครั้งนั้น ดิฉันครอบงำเทพธิดาทั้งหมด
ด้วยฐานะ ๑๐ ประการ คือ ด้วยรูป เสียง กลิ่น
รส โผฏฐัพพะ อายุ วรรณะ สุข ยศ และ
ความเป็นอธิบดี รุ่งโรจน์ปรากฏอยู่ ในภพหลัง
ครั้งนี้ ดิฉันเกิดในพระนครกบิลพัสดุ์ เป็นธิดา
ของศากยราช พระนามว่าเขมกะ มีนามปรากฏว่า
นันทา
ประชุมชนกล่าวว่า ดิฉันเป็นผู้หนึ่งซึ่งมี
ความถึงพร้อมด้วยรูปงาม น่าชม เมื่อดิฉันเติบโต
เป็นสาว (รู้จัก) ตกแต่งรูปและผิวพรรณ
พวกศากยราชมีความวิวาทกันมากเพราะ
ตัวดิฉัน ครั้งนั้น พระธิดาของดิฉัน กล่าวว่า
พวกศากยราชอย่าฉิบหายเสียเลย ถึงให้ดิฉันบวช
เสีย

687
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 688 (เล่ม 72)

ครั้นดิฉันบวชแล้วได้ฟังว่า พระตถาคต-
เจ้าผู้มีพระคุณสูงสุดกว่านรชน ทรงติรูป จึงไม่
เข้าไปเฝ้าเพราะดิฉันชอบรูป กลัวจะพบพระ-
พุทธเจ้า จึงไม่ไปรับโอวาท
ครั้งนั้น พระพิชิตมารทรงให้ดิฉันเข้าไป
สู่สำนักของพระองค์ด้วยอุบาย พระองค์ทรงฉลาด
ในทางอุบาย ทรงแสดงหญิง ๓ ชนิด ด้วยฤทธิ์
คือ หญิงสาวสวยเหมือนรูปเทพอัปสร หญิงแก่
หญิงตายแล้ว
ดิฉันเห็นหญิงทั้ง ๓ แล้ว มีความสลดใจ
ไม่ยินดีในซากศพหญิงที่ตายแล้ว มีความเบื่อ-
หน่ายในภพเฉยอยู่.
ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นายกของ
โลก ตรัสกะดิฉันว่า
ดูก่อนนันทา ท่านจงดูร่างกายที่ทุรน-
ทุราย ไม่สะอาด สิ่งโสโครก ไหลเข้า ถ่ายออก
อยู่ ที่พวกพาลชนปรารถนากัน
ท่านจงอบรมจิตให้เป็นสมาธิ มีอารมณ์
เดียวด้วยอสุภะเถิด รูปนี้เป็นฉันใด รูปท่าน
นั้น ก็เป็นฉันนั้น รูปท่านนั้น เป็นฉันใด รูปนี้
เป็นฉันนั้น

688
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 689 (เล่ม 72)

เมื่อท่านพิจารณาเห็นรูปนั้น อย่างนี้
มิได้เกียจคร้านทั้งกลางคืนกลางวัน แต่นั้นก็จะ
เบื่อหน่ายอยู่ด้วยปัญญาของตน
ดิฉันผู้ไม่ประมาท พิจารณาในร่างกายนี้
อยู่โดยแยบคาย ก็เห็นภายนี้ทั้งภายในภายนอก
ตามความเป็นจริง
เมื่อเป็นเช่นนั้น ดิฉันจึงเบื่อหน่ายใน
กาย และไม่ยินดีเป็นภายใน ไม่ประมาท ไม่
เกาะเกี่ยว เป็นผู้สงบเย็นแล้ว.
ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มี
ความชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุ และใน
เจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุ
อันหมดจดวิเศษ หม่อมฉันสิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว
บัดนี้ภพใหม่ไม่มี
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณ
ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ เกิดขึ้น
แล้วในสำนักของพระองค์
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระอภิรูปนันทาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอภิรูปนันทาเถรีอปทาน

689
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 690 (เล่ม 72)

อัฑฒกาสีเถรีอปทานที่ ๗ (๓๗)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระอัฑฒกาสีเถรี
[๑๗๗] ในภัตรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็น
พงศ์พันธุ์แห่งพราหมณ์ ทรงพระยศมาก พระ
นามว่ากัสสปะ ประเสริฐ กว่าพวกบัณฑิต เสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว
ครั้งนั้น ดิฉันบวชในศาสนาของพระ-
องค์ สำรวมในปาติโมกข์และอินทรีย์ รู้จัก
ประมาณในอาสนะต่ำ ประกอบความเพียรในความ
เป็นผู้ตื่นอยู่ บำเพ็ญเพียร
มีจิตชั่ว ได้ด่าภิกษุณีองค์หนึ่งผู้ปราศจาก
อาสวะครั้งเดียวว่านางแพศยา ด้วยบาปกรรมนั้น
นั่นแหละ ดิฉันต้องหมกไหม้อยู่ในนรก
ด้วยกรรมที่ยังเหลืออยู่นั้น ดิฉันเกิดใน
สกุลหญิงแพศยา ถูกขายให้บุรุษอื่นอยู่โดยมาก
ในชาติหลัง
ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีในแคว้นกาสี มี
ความถึงพร้อมด้วยรูป ดุจดังนางเทพอัปสรในหมู่
เทวดา ด้วยผลแห่งพรหมจรรย์

690
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 691 (เล่ม 72)

ประชุมชนเห็นดิฉันมีรูปน่าชม จึงตั้ง
ดิฉันไว้ในความเป็นหญิงแพศยา ในพระนคร
ราชคฤห์ที่อุดม ด้วยผลที่ด่าภิกษุณีนั้น
ดิฉันได้ฟังพระสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐตรัสแล้ว เป็นผู้ประกอบด้วยบุพวาสนา
ได้บวชเป็นภิกษุณี
แต่เมื่อไปสู่สำนักพระพิชิตมารเพื่อจะ
อปสมบท พบพวกนักเลงดักอยู่ที่หนทาง ได้แล้ว
ซึ่งทูตอุปสมบท
ดิฉันมีธรรมทุกอย่างทั้งบุญและบาปหมด
สิ้นไปแล้ว ข้ามพ้นสงสารทั้งปวงแล้ว และความ
เป็นหญิงแพศยาก็สิ้นไปแล้ว
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณ
ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ เกิดขึ้น
แล้วในสำนักของพระองค์
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว... คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระอัฑฒกาสีภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอัฑฒกาสีเถรีอปทาน

691
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 692 (เล่ม 72)

ปุณณิกาเถรีอปทานที่ ๘ (๓๘)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระปุณณิกาเถรี
[๑๗๘] ดิฉันบวชเป็นภิกษุณีในศาสนา
ของพระพุทธเจ้า ๖ พระองค์คือ พระวิปัสสี
พระสิขี พระเวสสภู พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ
ผู้คงที่ และพระกัสสปะ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยยศ
มีปัญญา สำรวมอินทรีย์
เป็นพหสูต ทรงธรรม สอบถามอรรถ
แห่งธรรม ศึกษาธรรมแล้ว มีพระแสธรรม เป็น
ผู้นั่งใกล้ แสงพุทธศาสนาในท่ามกลางประชุม-
ชน ดิฉันมีศีลเป็นที่รัก แต่ถือตัวจัดเพราะความ
เป็นพหูสูตนั้น.
ในภพครั้งหลังนี้ ดิฉันเกิดในเรือนแห่ง
นางกุมภทาสี ของอนาถบิณฑิกเศรษฐีในพระนคร
สาวัตถีอันอุดม
ดิฉันไปตักน้ำ ได้เห็นโสตถิยพราหมณ์
หนาวสั่นอยู่ในกลางน้ำ ครั้นเห็นแล้วได้กล่าวว่า
ดิฉันมาตักน้ำในคราวหนาว กลัวภัยแต่
อาชญา และระแวงภัยคือการด่าด้วยวาจาของเจ้า
นาย จึงต้องลงน้ำร่ำไป

692
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 693 (เล่ม 72)

ดูก่อนพราหมณ์ ท่านกลัวอะไร จึงลง
น้ำเสมอ มีตัวสั่น รู้สึกหนาวมาก
ดูก่อนนางปุณณิกาผู้เจริญ ท่านรู้จักสอบ
ถามข้าพเจ้าผู้ทำกุศลกรรม กำจัดบาปกรรม
(ดิฉันกล่าวว่า) บุคคลใดเป็นผู้ใหญ่ก็ตาม เป็น
เด็กก็ตาม ทำบาปกรรม บุคคลนั้น จะพ้นจาก
บาปกรรม เพราะความอาบน้ำได้หรือ.
เมื่อพราหมณ์นั้นกลับขึ้นมา ดิฉันได้
บอกซึ่งบทอันประกอบด้วยธรรมและอรรถ
พราหมณ์ได้ฟังธรรมบทนั้นแล้ว มีความสลดใจ
บวชแล้วได้เป็นพระอรหันต์
เพราะดิฉันเกิดในสกุลทาสี ยังทาสทาสี
๙๙ คนให้ครบ ๑๐๐ คน เจ้านายนั้นจึงตั้งชื่อให้
ดิฉันว่าปุณณา และปลดดิฉันให้เป็นไท
ดิฉันให้เศรษฐีอนุโมทนาบุญนั้นแล้ว
ออกบวชเป็นภิกษุณี โดยกาลไม่นานนักก็ได้บรรลุ
พระอรหัต.
ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มี
ความชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุ และใน
เจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุ
อันหมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้
ภพใหม่มิได้มีอีก

693
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 694 (เล่ม 72)

หม่อนฉันมีญาณอันปราศจากมลทิน บริ-
สุทธิ์ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ
เพราะอำนาจพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
หม่อมฉันมีปัญญามากเพราะภาวนา มี
สุตะเพราะพาหุสัจจะ เกิดในสกุลต่ำเพราะมานะ
แต่มิได้มีกุศลกรรมวิบัติไปเลย
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระปุณณิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบปุณณิกาเถรีอปทาน
อัมพปาลีเถรีอปทานที่ ๙ (๓๙)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระอัมพปาลีเถรี
[๑๗๙ ] ดิฉันเกิดในสกุลกษัตริย์ เป็น
ภคินีแห่งพระมหามุนีพระนามว่า ปุสสะ ผู้มี
พระรัศมีงามรุ่งเรือง มีธรรมดังว่าเทริดดอกไม้
บนศีรษะ
ดิฉันได้ฟังธรรมของพระองค์แล้วมีจิต
เลื่อมใสถวายมหาทานแล้ว ปรารถนาซึ่งรูปสมบัติ
ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมาร
พระนามว่าสิขี ผู้เป็นนายกชั้นเลิศของโลก ทรง

694
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 695 (เล่ม 72)

ยังโลกให้รุ่งเรือง เป็นสรณะในไตรโลกเสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว
ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลพราหมณ์ใน
เมืองอรุณอันน่ารื่นรมย์ โกรธแล้ว ด่าภิกษุณี
องค์หนึ่ง ผู้มีจิตพ้นแล้วจากกิเลสว่า ท่านเป็น
หญิงแพศยา ประพฤติอนาจาร ประทุษร้าย
พุทธศาสนา ครั้นด่าอย่างนี้แล้ว ดิฉันต้องไป
สู่นรกอันร้ายกาจ เพียบพร้อมไปด้วยมหันต์ทุกข์
เพราะกรรมอันลามกนั้น
เคลื่อนจากนรกนั้นแล้วมาเกิดในหมู่
มนุษย์เป็นผู้มีธรรมลามก เป็นเหตุให้เดือดร้อน
ครองความเป็นหญิงแพศยาอยู่หมื่นชาติยังมิได้พ้น
จากบาปกรรมนั้น เปรียบเหมือนคนที่กินยาพิษ
อันร้ายแรงฉะนั้น
ดิฉันได้บวชเป็นภิกษุณีมีเพศประเสริฐ
ในศาสนาพระพุทธกัสสปได้ไปเกิดในภพดาวดึงส์
เพราะผลแห่งบรรพชากรรมนั้น.
ในภพนั้นซึ่งเป็นภพหลัง ดิฉันเป็นอุปปา-
ติกสัตว์ เกิดในระหว่างกิ่งต้นมะม่วง จึงมีชื่อว่า
อัมพปาลีตามนิมิตนั้น ดิฉันมีประชาชนหลาย
โกฏิแห่ห้อมมาบวชในพุทธศาสนา เป็นโอรสธิดา
แห่งพระพุทธเจ้า บรรลุถึงฐานะอันไม่หวั่นไหว

695