ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 676 (เล่ม 72)

หม่อมฉันไม่สามารถจะประมาณจีวร
บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชปัจจัย ที่ทายก
ทายิกานำมาถวายไว้ นี้เป็นผลแห่งบิณฑบาต.
ข้าแต่พระมุนีมหาวีรเจ้า ขอพระองค์
พึงทรงระลึกถึงกุศลกรรมครั้งก่อนของหม่อมฉัน
หม่อมฉันสละวัตถุทานเป็นอันมากเพื่อประโยชน์
แก่พระองค์
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ หม่อมฉันได้ถวาย
ทานใดในครั้งนั้น ด้วยผลแห่งทานนั้น หม่อมฉัน
ไม่รู้สึกทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งบิณฑบาตทาน
หม่อมฉันรู้จักคติสอง คือ เทาวดาหรือ
มนุษย์ มิได้รู้จักคติอื่นเลย นี้เป็นผลแห่งบิณฑ-
บาตทาน
รู้จักแต่สกุลสูงซึ่งเป็นสกุลมหาศาลมี
ทรัพย์มาก มิได้รู้จักสกุลอื่นเลย นี้เป็นผลแห่ง
บิณฑบาตทาน.
หม่อมฉันท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่
อันกุศลมูลตักเตือนแล้วย่อมไม่เห็นสิ่งที่ไม่พอใจ
เลย นี้เป็นผลแห่งโสมนัส
ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มี
ความชำนาญในฤทธิ์ มีความชำนาญในทิพโสต-
ธาตุ มีความชำนาญในเจโตปริยญาณ

676
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 677 (เล่ม 72)

ย่อมรู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุอัน
หมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้
ภพใหม่มิได้มีอีก
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณ
ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณเกิดขึ้น
แล้วในสำนักของพระองค์
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระอุปปลทายิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้เฉพาะ
พระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประการฉะนี้แล.
จบอุปปลทายิกาเถรีอปทาน
สิงคาลมาตาเถรีอปทานที่ ๔ (๓๕)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระสิงคาลมาตาเถรี
[๑๗๔] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้
พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่า
ปทุมุตตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวงเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
ครั้งนั้นดิฉันเกิดในสกุลอำมาตย์ที่รุ่งเรือง
ด้วยรัตนะต่าง ๆ เป็นตระกูลมั่งคั่ง เจริญ มีทรัพย์
มาก ในพระนครหังสวดี

677
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 678 (เล่ม 72)

ดิฉันมีมหาชนเป็นบริวารไปกับบิดา ได้
ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วออกบวชเป็นภิกษุณี
ครั้นบวชแล้ว เว้นบาปกรรมทั้งหลาย
ละวจีทุจริต ชำระอาชีวะบริสุทธิ์ มีความเลื่อมใส
เพราะเคารพมากในพระพุทธเจ้า พระธรรม และ
พระสงฆ์ ขวนขวายในการฟังธรรม มีความ
ปรารถนาเห็นพระพุทธเจ้า
ในครั้งนั้น ดิฉันได้ฟังภิกษุณีองค์หนึ่ง
ซึ่งเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลาย ฝ่ายสัทธาธิมุตติ
จงปรารถนาตำแหน่งนั้น แล้วได้บำเพ็ญไตรสิกขา.
ครั้งนั้น พระสุคตเจ้าผู้มีพระอัธยาศัย
ประกอบด้วยกรุณา ตรัสกะดิฉันว่าบุคคลผู้มี
ศรัทธาไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นดีในพระตถาคต มีศีล
งามที่พระอริยะรักใคร่สรรเสริญ มีความเลื่อมใส
ในพระสงฆ์ มีความเห็นตรง
นักปราชญ์เรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ไม่ขัดสน
ชีวิตของผู้นั้นไม่เป็นหมัน เพราะฉะนั้น บุคคล
ผู้มีปัญญา เมื่อระลึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย พึงหมั่นประกอบศรัทธา ศีล ความ
เลื่อมใสและความเห็นธรรม
ดิฉันได้ฟังพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว มี
ความเบิกบานใจ ได้ทูลถามถึงความปรารถนาของ
ดิฉัน.

678
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 679 (เล่ม 72)

ครั้งนั้น พระสุคตเจ้าผู้นำชั้นพิเศษ ผู้มี
ปัญญาไม่ทราบ มีพระคุณนับไม่ถ้วนทรงพยากรณ์
ว่า ท่านเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า มีธรรมงาม จัก
ได้ตำแหน่งนั้นที่ท่านปรารถนาดีแล้ว
ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ พระศาสดา
พระนามว่าโคดม มีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกาก-
ราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
ท่านจักได้เป็นธรรมทายาทแห่งพระ-
ศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมนิรมิต
เป็นมารดาแห่งสิงคาลมาณพ จักได้เป็นสาวิกา
ของพระศาสดา.
ครั้งนั้น ดิฉันได้ฟังพระพุทธพยากรณ์
นั้นแล้ว มีความยินดี มีจิตประกอบด้วยเมตตา
บำรุงพระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลก ด้วยความ
ปฏิบัติทั้งหลาย จนสิ้นชีวิต
ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้นและด้วย
การตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว
ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ในภพหลังครั้งนี้ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐี
มีความเจริญ สั่งสมรัตนะไว้มาก ในพระนคร
ราชคฤห์อันอุดม

679
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 680 (เล่ม 72)

บุตรของดิฉันชื่อสิงคาลมาณพ ยินดีใน
ทางผิด แล่นไปสู่ทิฐิอันรกชัฏ มีการบูชาทิศเป็น
เบื้องหน้า ย่อมไหว้ทิศต่าง ๆ
พระพุทธเจ้าผู้นำชั้นพิเศษ เสด็จเข้าไปสู่
พระนครราชคฤห์ เพื่อทรงรับบิณฑบาต ทอด
พระเนตรเห็นบุตรของดิฉันแล้ว ประทับยืนอยู่ที่
หนทางตรัสแสดงธรรมแก่บุตรของดิฉัน แต่เขา
ยังมีความเห็นผิดอยู่อย่างเต็ม ธรรมาภิสมัยได้มี
แก่บุรุษและสตรี ๒ โกฏิ
ครั้งนั้นดิฉันไปในที่ประชุมนั้นได้ฟังสุคต
ภาษิตแล้ว ได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วออกบวช
เป็นภิกษุณี
ดิฉันผู้ปรารถนาเห็นพระพุทธเจ้า เจริญ
พุทธานุสสติอยู่ไม่นาน ก็ได้บรรลุอรหัตผล
ดิฉันได้เห็นพระพุทธเจ้าอยู่ร่ำไป มิได้เบื่อ
ชมพูพระรูปเป็นที่เพลินตา เป็นพระรูปที่เกิดแต่
พระบารมีทั้งปวง เป็นดังว่าเรือนหลวงที่ประกอบ
ด้วยสิริ มีพระลักษณะงานทั่วไป
พระพิชิตมารโปรดในคุณสมบัตินั้น จึง
ทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า
ภิกษุณีมารดาของสิงคาลมาณพเป็นผู้เลิศ
กว่าภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายสัทธาธิมุตติ.

680
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 681 (เล่ม 72)

ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มี
ความชำนาญในฤทธิ์ มีความชำนาญในทิพโสต-
ธาตุ มีความชำนาญในเจโตปริยญาณ
ย่อมรู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุอัน
หมดจดวิเศษ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว บัดนี้
ภพใหม่มิได้มีอีก
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณ
ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ เกิดขึ้น
ในสำนักของพระองค์
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสอน
พระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระภิกษุณีมารดาสิงคาลมาณพได้กล่าวคาถาเหล่านั้น
ด้วยประการฉะนี้แล.
จบสิงคาลมาตาเถริยาปทาน
สุกกาเถรีอปทานที่ ๕ (๓๕)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระสุกกาเถรี
[๑๗๕] ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระ
พุทธเจ้าผู้นายกของโลกพระนามวิปัสสี มีพระ
เนตรงาม ทรงเห็นแจ้งซึ่งธรรมทั้งปวงเสด็จอุบัติ
ขึ้นแล้ว

681
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 682 (เล่ม 72)

ครั้งนั้น หม่อมฉันเกิดในสกุลหนึ่ง ใน
พระนครพันธุมดี ได้ฟังธรรมของพระมุนีแล้ว
ออกบวชเป็นภิกษุณี เป็นผู้มีสุตะมาก ทรงธรรม
ปฏิภาณ กล่าวธรรมกถาไพเราะ ปฏิบัติตาม
พระพุทธศาสนา
ครั้งนั้น หม่อมฉันแสดงธรรมกถาเพื่อ
ประโยชน์แก่ประชุมชนทุกสมัย หม่อมฉันเคลื่อน
จากอัตภาพนั้นแล้วไปเกิดในภพดุสิต เป็นเทพ
ธิดามียศ
ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมาร
พระนามว่าสิขี มีพระรัศมีดังไฟ สง่าอยู่ในใจ
ด้วยยศประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้น
แล้ว
แม้ในครั้งนั้นหม่อมฉันบวชแล้ว เป็นผู้
ฉลาดในพุทธศาสนา ยังพระพุทธพจน์ให้กระจ่าง
แล้วไปสู่ภพดาวดึงส์
ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้า
ผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่าเวสสภู มีธรรม
ดังว่ายานใหญ่ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว แม้หม่อมฉัน
ก็เกิดในกาล
บวชแล้วเป็นผู้ทรงธรรม ยังพุทธศาสนา
เดียวกันนั้น ให้กระจ่างแล้ว ไปสู่เทวบุรีที่น่ายินดี
ได้เสวยความสุขมาก

682
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 683 (เล่ม 72)

ในภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้อุดมพระ-
นามว่ากกุสันธะ ประเสริฐกว่านรชน เสด็จอุบัติ
ขึ้นแล้ว แม้ในครั้งนั้น หม่อมฉันก็เกิดในกาล
เดียวกันนั้น
บวชแล้ว ก็ยังพุทธศาสนาให้กระจ่างจน
ตลอดชีวิต เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้ไปสู่
ภพดาวดึงส์ เหมือนดังไปสู่ที่อยู่ของตน
ในภัทรกัปนี้แล พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายก
ของโลก พระนามว่าโกนาคมนะ ผู้ประเสริฐ
กว่าพวกบัณฑิต อุดมกว่าสรรพสัตว์ เสด็จอุบัติ
ขึ้นแล้ว
แม้ในครั้งนั้น หม่อมฉันบวชในศาสนา
ของพระองค์ผู้คงที่ เป็นพหูสูตทรงธรรม ยังพุทธ
ศาสนาให้กระจ่าง
ในภัทรกัปนี้เหมือนกัน พระมุนีพระนาม
ว่ากัสสปะ มีพระคุณประเสริฐ เป็นสรณะแห่ง
สัตวโลก ไม่มีข้าศึก ถึงที่สุดแห่งมรณะ เสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว
หม่อมฉันบวชในศาสนาของพระพุทธ
เจ้าผู้ทรงพระปรีชากว่าประชากร พระองค์นั้น
ศึกษาพระสัทธรรมแล้วคล่องแคล่วในปริปุจฉา

683
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 684 (เล่ม 72)

ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันมีศีลงาม
ความละอาย ฉลาดในไตรสิกขา แสดงธรรม
กถามากจนตลอดชีวิต
ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น และด้วยการตั้ง
เจตน์จำนงไว้ หม่อมฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว
ไปสู่ภพดาวดึงส์
ในภพหลังครั้งนี้ หม่อมฉันเกิดในสกุล
เศรษฐีที่เจริญ สั่งสมรัตนะไว้มาก ในพระนคร
ราชคฤห์อันอุดม
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นนายกของ
โลกอันภิกษุขีณาสพหนึ่งพันเป็นบริวารสรรเสริญ
แล้ว เสด็จเข้าไปสู่เมืองราชคฤห์
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงฝึกอินทรีย์แล้ว
พ้นขาดจากสรรพกิเลส มีวรรณะเปล่งปลั่งดังแท่ง
ทองสิงคาล พร้อมด้วยพระขีณาสพซึ่งเคยเป็นชฎิล
ผู้ฝึกอินทรีย์แล้ว พ้นขาดจากสรรพกิเลสเสด็จเข้า
ไปสู่เมืองราชคฤห์
หม่อมฉันได้เห็นพระพุทธานุภาพ และ
ได้ฟังธรรมมีคุณเป็นที่ประชุมแล้ว ยังจิตให้เลื่อม
ใสในพระพุทธเจ้า บูชาพระองค์ผู้พลธรรมมาก
เวลาต่อมา หม่อมฉันออกบวชเป็นภิกษุณี
ในสำนักพระธรรมทินนาเถรี หม่อมฉันเผากิเลส

684
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 685 (เล่ม 72)

ทั้งหลายในเมื่อกำลังปลงผม บวชแล้วไม่นาน
ศึกษาศาสนธรรมทั่วแล้ว
แต่นั้น ได้แสดงธรรมในสมาคมแห่งมหา-
ชน เมือหม่อมฉันกำลังแสดงธรรมอยู่ ธรรมา-
ภิสมัยได้มีแก่ประชุมชนหลายพัน
มียักษ์ตนหนึ่งได้ฟังธรรมนั้นแล้ว เกิด
อัศจรรย์ใจ เลื่อมใสต่อหม่อมฉัน ได้ไปยังพระ-
นครราชคฤห์
พวกมนุษย์ในพระนครราคฤห์อันหม่อม
ฉันทำแล้วอย่างไร ได้ดื่มธรรมดังว่าดื่มน้ำผึ้งอยู่
ฉะนั้น มนุษย์เหล่าใดไม่นั่งใกล้ภิกษุณีชื่อสุกกา
ผู้แสดงอมตบท อันเป็นเหตุไม่ให้ถอยกลับ ให้
เกิดความชื่นใจ มีรสโอชา มนุษย์เหล่านั้นเห็น
จะเป็นเหมือนพวกคนมีปัญญาเดินทางไกล หาน้ำ
ฝนดื่มฉะนั้น
ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มี
ความชำนาญในฤทธิ์ มีความชำนาญในทิพโสต-
ธาตุ มีความชำนาญในเจโตปริยญาณ
รู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุอันหมด
จดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่
มิได้มีอีก

685