ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 636 (เล่ม 72)

พระเจ้ากาสีกับพระภาดามาเกิดในสกุล
กุฏุมพี มีความเจริญ เพียบพร้อมด้วยความสุข
ดิฉันเป็นภรรยาของพราหมณ์คนพี่ มีวัตรในสามี
เป็นอย่างดี
น้องชายของสามีดิฉัน เห็นพระปัจเจก-
พุทธเจ้าแล้ว เอาอาหารของพี่ชายถวายแก่พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อพี่ชายซึ่งเป็นสามีดิฉันมาแล้ว
ดิฉันก็บอกเรื่องนั้น
เขามิได้ยินดีทาน ขณะนั้น ดิฉันก็ถวาย
ทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น โดยดิฉันนำข้าว
มาให้สามีของดิฉัน ถวายอาหารแก่พระปัจเจก-
พุทธเจ้า
เวลานั้น ดิฉันโกรธเททานของพระปัจ-
เจกพุทธเจ้านั้นเสียแล้ว ได้ให้บาตรอันเต็มด้วย
เปือกตมแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้คงที่นั้น
ครั้งนั้น ดิฉันเห็นสามีมีสีหน้าแสดงว่า
มีจิตสงบในการให้ การรับ การไม่เคารพ และ
การประทุษร้าย จึงสลดใจมาก
ดิฉันรับบาตรมาแล้ว เอาน้ำหอมอย่างดี
ล้างให้สะอาด ดิฉันมีจิตเลื่อมใส เอาน้ำตาลกรวด
กับเปรียงใส่บาตรจนเต็มแล้ว ถวายพระปัจเจก-
พุทธเจ้าองค์นั้น

636
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 637 (เล่ม 72)

ดิฉันเกิดในภพไหน ๆ ก็มีรูปสวย
เพราะถวายทาน แต่มีกลิ่นตัวเหม็น เพราะทำ
ความไม่ดี หยาบคายต่อพระปัจเจกพุทธเจ้า.
เมื่อพระเจดีย์แห่งพระกัสสปธีรเจ้าซึ่ง
สามีให้สำเร็จแล้ว ดิฉันมีความยินดีได้ถวายแผ่น
อิฐทองคำอย่างดี เอาแผ่นอิฐนั้นชุบจนเปียก
ด้วยน้ำหอมที่เกิดแต่เครื่องหอมสี่ชนิด จึงพ้นจาก
โทษที่มีกลิ่นตัวเหม็น งดงามดีทั่วสรรพางค์
และให้ช่างเอารัตนะ ๗ ประการทำ
ตะเกียง ๗ แสนดวง ใส่เปรียงเต็มแล้ว ให้ใส่
ไส้พันไส้ ตามประทีปตั้งไว้ ๗ แถว เพื่อบูชา
พระพุทธจ้า ผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ด้วยจิต
อันเลื่อมใส แม้ในครั้งนั้น ดิฉันมีส่วนในบุญนั้น
โดยพิเศษ
สามีของดิฉันไปเกิดในแคว้นกาสี มีนาม
ปรากฏว่าสุมิตตะ ดิฉันเป็นภรรยานายสุมิตตะนั้น
เป็นผู้เจริญด้วยสุขสมบัติ เป็นที่รักของสามี
ครั้งนั้น สามีของดิฉันได้ถวายผ้าโพก
ศีรษะเนื้อดีแก่พระปัจเจกมุนี แม้ดิฉันก็มีส่วน
แห่งทานนั้น อนุโมทนาทานอันอุดม สามีไปเกิด
ในกำเนิดแห่งชาวโลกิยะในแคว้นกาสี
ครั้งนั้น สามีของดิฉัน พร้อมกับบุตร
ของชาวโกลิยะ ๕๐๐ คน ได้บำรุงพระปัจเจก-
พุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ อาราธนาพระปัจเจกพุทธเจ้า

637
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 638 (เล่ม 72)

เหล่านั้นให้อยู่จำพรรษาตลอดไตรมาสแล้ว ได้
ถวายไตรจีวร ครั้งนั้น ดิฉันเป็นภรรยาแห่ง
โกลิยบุตรคนนั้น ด้วยกุศลกรรมบถที่บำเพ็ญมา
โกลิยบุตรนั้นเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว
เกิดเป็นพระราชาพระนามว่านันทะ มีอิสริยยศ
มา แม้ดิฉันก็เกิดเป็นมเหสีของท้าวเธอ เป็น
ผู้มั่งคั่งด้วยกามสุขทั้งปวง
พระเจ้านันทะนั้น เคลื่อนจากอัตภาพนั้น
แล้วเกิดเป็นพระเจ้าพรหมทัต เป็นใหญ่ในปฐพี
ครั้งนั้น ดิฉันกับพระเจ้าพรหมทัต ได้อาราธนา
พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐. องค์ ผู้เป็นพระโอรส
แต่งพระนางปทุมวดี ให้มาอยู่ในพระราชอุทยาน
แล้วบำรุงอยู่จนตลอดชีวิต และบูชาพระปัจเจก-
พุทธเจ้าเหล่านั้นผู้นิพพานแล้ว
เราทั้งสองให้สร้างเจดีย์หลายองค์ แล้ว
พากันบวช เจริญอัปปมัญญาแล้วได้ไปสู่พรหม
โลก
จุติจากพรหมโลกแล้ว สามีของดิฉัน
เกิดเป็นพราหมณ์ชื่อปิปผลายนะ ที่ประเทศมหา-
ติตถะ มารดาชื่อสุมนเทวี บิดาเป็นพราหมณ์
โกสิโคตร
ดิฉันเกิดเป็นธิดาของพราหมณ์นามว่า
กปิละ มารดาชื่อสุจิมดี ในมัททชนบท เมือง
สากลบุรีที่อุดม

638
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 639 (เล่ม 72)

บิดาของดิฉันหล่อรูปดิฉันด้วยแท่งทอง-
คำแล้ว ถวายรูปหล่อแก่พระพุทธกัสสปผู้เว้นจาก
กามคุณ
พราหมณ์ปิปผลายนะนั้นเป็นหนุ่ม ไป
ตรวจดูการงานในกาลบางครั้ง เห็นสัตว์ทั้งหลาย
ที่ถูกกาเป็นต้นกันกินแล้วสลดใจ
ครั้งนั้น ดิฉันเห็นเมล็ดงาที่มีในเรือน
เอาออกผึ่งแดด มีเหล่าหนอนอาศัยกินแล้ว ได้
ความสลดใจ.
ครั้งนั้น ปิปผลายนพราหมณ์ผู้มีปัญญา
ออกบวชแล้ว ดิฉันก็บวชตาม อยู่ในสำนัก
ปริพาชก ๕ ปี
เมื่อพระนางโคตมี ผู้เป็นพระมาตุจฉา
บำรุงพระพิชิตมารทรงผนวชแล้ว ดิฉันเข้าไป
หาท่าน ต่อมา พระพุทธเจ้าโปรดสั่งสอนแล้ว
ไม่นานเท่าไร ก็ได้บรรลุอรหัตผล ได้อุทานว่า
น่าชม เรามีพระกัสสปเถระผู้มีสิริเป็นกัลยาณมิตร
พระกัสสปเถระเป็นบุตรผู้ทายาทแห่งพระพุทธเจ้า
มีจิต ตั้งมั่นดี รู้ปุพเพนิวาสญาณ เห็นสวรรค์และ
อบาย
ลุถึงแล้วซึ่งความสิ้นชาติ เป็นมุนีอยู่จบ
อภิญญา เป็นพราหมณ์มีไตรวิชชาด้วยวิชชา ๓ นี้

639
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 640 (เล่ม 72)

ดิฉันชื่อภัททาปิลานีก็เหมือนกัน ได้
ไตรวิชชา ละมัจจุราช ทรงร่างกายในภพที่สุดนี้
ชนะมารพร้อมทั้งพลมารแล้ว
เราทั้งสองเห็นโทษในโลกแล้วพากัน
ออกบวช เป็นผู้หมดอาสวะ ฝึกตนแล้ว มีความ
เย็น ดับสนิทแล้ว
ฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระภัททกาปิลานีภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบภัททกกปิลานีเถรีอปทาน
ยโสธราเถรีอปทานที่ ๘ [๒๘]
ว่าด้วยบุพจริยาของพระยโสธราเถรี
[๑๖๘] ดิฉันมีฤทธิ์มาก มีปัญญามาก
มีภิกษุณี ๑,๑๐๐ องค์เป็นบริวาร เข้าไปเฝ้าพระ
สัมพุทธเจ้า ถวายอภิวาทแล้วเห็นลายลักษณ์กง
จักรของพระศาสดา แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง
ได้กราบทูลว่า
หม่อมฉันมีอายุ ๗๖ ปีล่วงเข้าปัจฉิมวัย
แล้ว ถึงความเป็นผู้มีกายเงื้อมลงแล้ว ขอกราบ

640
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 641 (เล่ม 72)

ทูลลาพระมหามุนี หม่อมฉันมีวัยแก่ มีชีวิตน้อย
จักละพระองค์ไป มีที่พึ่งของตนได้ทำแล้ว มี
มรณะใกล้เข้ามาในวัยหลัง ข้าพระมหาวีรเจ้า
หม่อมฉันจักถึงความดับในคืนวันนี้
ชาติ ชรา พยาธิและมรณะ มิได้มี จัก
ไปสู่นิพพานที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นบุรีอันไม่มี
ความแก่ ความตายและความไม่มีภัย
ตั้งแต่ข้าพระองค์เป็นบริษัทาเข้าเฝ้าพระ
องค์อยู่ รู้จักความผิด ขอประทานโทษ ณ ที่เฉพาะ
พระพักตร์พระองค์
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันขอกราบ
ทูลว่า เมื่อหม่อมฉันท่องเที่ยวไปในสงสาร หาก
มีความพลั้งพลาดในพระองค์ ขอพระองค์ทรง
โปรดประทานโทษแก่หม่อมฉันเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนผู้ปฏิบัติตามคำสอนของเรา
ท่านจงแสดงฤทธิ์ และตัดความสงสัยของบริษัท
ทั้งปวงในศาสนาเถิด.
พระยโสธราเถรีกราบทูลว่า
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันชื่อยโส-
ธราเป็นปชาบดีของพระองค์ เมื่อยังทรงครอง
อาคารวิสัย เกิดในศากยสกุลตั้งอยู่ในองคสมบัติ

641
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 642 (เล่ม 72)

ของหญิง ประเสริฐกว่าหญิง ๑๖๙,๐๐๐ นาง
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันเมื่ออยู่ในพระราช
วังของพระองค์ เป็นประธาน เป็นใหญ่กว่าหญิง
ทั้งปวง
สมบูรณ์ด้วยรูปสมบัติ และอาจารสมบัติ
ดำรงอยู่ในความเจริญทุกสมัย นารีทั้งมวลย่อม
เคารพหม่อมฉัน เหมือนพวกมนุษย์เคารพเทวดา
ฉะนั้น
หม่อมฉันเป็นประมุขแห่งนางกัญญาหนึ่ง
พัน ในพระนิเวศน์ของพระศากยบุตร นางกัญญา
เหล่านั้นร่วมสุขร่วมทุกข์กัน ปานประหนึ่งว่าพวก
เทวดาในนันทวันฉะนั้น
หม่อมฉันเป็นบัณฑิต ล่วงกามธาตุด้วย
รูปธาตุ มิได้มีใคร ๆ มีรูปเหมือนรูปของหม่อมฉัน
เว้นแต่พระองค์ผู้เป็นนายกของโลก
หม่อมฉันขออภิวาทพระสัมพุทธเจ้าแล้ว
จักแสดงฤทธิ์ถวาย พระยโสธราเถรีแสดงฤทธิ์
ชนิดต่าง ๆ มากมาย
แสดงเป็นนกมีกายเท่าภูเขาจักรวาล
แสดงศีรษะเท่าอุตตรกุรุทวีป แสดงปีกสองข้าง
เท่าทวีปทั้งสอง แสดงสรีระเท่าชมพูทวีป
เปล่งเสียงดังกังวานไพเราะ มีขนหาง
เป็นพวง มีกลีบสีต่าง ๆ กัน มีนัยน์ตาเท่า

642
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 643 (เล่ม 72)

ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ มีหงอนเท่าภูเขาเมรุ
มีหน้าเท่าภูเขาจักรวาล ถอนเอาต้นหว้า
พร้อมทั้งรากทำเป็นพัดเดินเข้าไปเฝ้า ถวายบังคม
พระศาสดาผู้เป็นนายกของโลก
แสดงเป็นเพศช้าง เพศม้า ภูเขา และ
ทะเล ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ เขาเมรุ และ
เพศท้าวสักกเทวราช กราบทูลว่า ข้าแต่พระ-
มหาวีรเจ้าผู้มีพระจักษุ หม่อมฉันผู้ชื่อว่า ยโสธรา
ขอถวายบังคมพระยุคลบาท
พระเถรีเอาดอกไม้ปกปิดพันโลกธาตุไว้
และนิรมิตเป็นเพศพรหมแสดงสุญญตธรรมอยู่
กราบทูลว่า ข้าแต่พระวีรเจ้าผู้มีพระจักษุ หม่อม
ฉันผู้ชื่อว่ายโสธรา ขอถวายบังคมพระยุคลบาท
หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ มี
ความชำนาญในทิพโสตธาตุ มีความชำนาญใน
เจโตปริยญาณ
ย่อมรู้ปุพเพนิวาสญาณ และทิพยจักษุ
อันหมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว
บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณ

643
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 644 (เล่ม 72)

ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณเกิดขึ้น
ในสำนักของพระองค์
ความพร้อมเพรียงแห่งพระพุทธเจ้าทั้ง๑
หลาย ผู้เป็นนาถะของโลก พระองค์ทรงแสดง
ดีแล้ว ข้าแต่พระมหามุนี อธิการเป็นอันมาก
ของหม่อมฉัน ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่
พระองค์
ข้าแต่พระมุนีมหาวีรเจ้า ขอพระองค์พึง
ทรงระลึกถึงกุศลกรรมเก่าของหม่อมฉันเถิด ข้า
แต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันสั่งสมบุญไว้เพื่อ
ประโยชน์แก่พระองค์
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันงดเว้น
อนาจารในสถานที่ไม่ควร แม้ชีวิตก็ยอมสละเพื่อ
ประโยชน์แก่พระองค์ได้
ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทาน
หม่อมฉันเพื่อให้เป็นภรรยาผู้อื่นหลายพันโกฏิกัป
ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันมิได้เสียใจ
ในเรื่องนั้นเลย
ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทาน
หม่อมฉันเพื่ออุปการะหลายพันโกฏิกัป เพื่อประ-
โยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันมิได้เสียใจในเรื่อง
นั้นเลย
๑. ม. ว่า ปุพพานํ แปลว่า พระองค์ทรงแสดงความพร้อมเพรียงแห่งพระโลกนาถเจ้า ผู้มี
ในกาลก่อนดีแล้ว

644
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 645 (เล่ม 72)

ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทาน
หม่อมฉันเพื่อประโยชน์ เป็นอาหารพันโกฏิ
กัป หม่อมฉันมิได้เสียใจในเรื่องนั้นเลย หม่อม
ฉันบริจาคชีวิตหลายพันโกฏิกัป
ประชุมชนจักทำการให้พ้นจากภัย ก็ย่อม
สละชีวิตของหม่อมฉันให้ ข้าแต่พระมหามุนี
หม่อมฉันย่อมไม่เคยหวงเครื่องประดับและผ้า
นานาชนิดซึ่งอยู่ที่ตัว และภัณฑะคือตัวหญิง เพื่อ
ประโยชน์แก่พระองค์
ข้าแต่พระมหามุนีมหาวีรเจ้า ทรัพย์
ข้าวเปลือก ปัจจัย เครื่องบริจาค บ้าน นิคม
ไร่นา บุตร ธิดา ช้าง ม้า โค ทาสี ภรรยา
มากมายนับไม่ถ้วน พระองค์ทรงบริจาคแล้วเพื่อ
ประโยชน์แก่พระองค์
(พระองค์ตรัสบอกหม่อมฉันว่า) เราย่อม
ให้ทานกะพวกยาจก เมื่อเราให้ทานอันอุดม เรา
ย่อมไม่เห็นหม่อมฉันเสียใจ
ข้าแต่พระมหาวีระ หม่อมฉันยอมรับ
ทุกข์มากมายหลายอย่างจนนับไม่ถ้วน ในสงสาร
เป็นอเนก เพื่อประโยชน์แก่พระองค์
ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันได้รับสุข
ย่อมอนุโมทนา และในคราวที่ได้รับทุกข์ก็ไม่

645