ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 626 (เล่ม 72)

วงหน้างามคล้ายดวงจันทร์และ ลำคอ
ละม้ายต่อมทองคำของแม่หายไปไหน ใบหูของ
แม่เป็นดังพวงดอกไม้ มีสีเสียไปแล้ว
ถันทั้งคู่ของแม่ เหมือนดอกบัวตูม
แตกแล้ว มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไปคล้ายกะว่าศพเน่า
แม่มีเอวกลมกล่อม มีตะโพกผึ่งผาย
แม่เต็มไปด้วยสิ่งชั่วถ่อย โอ รูปไม่เที่ยง
อวัยวะที่เนื่องในสรีระทั้งหมดมีกลิ่นปฏิ-
กูล น่ากลัว น่าเกลียด เหมือนซากศพที่เขาทิ้ง
ไว้ในป่าช้า เป็นที่ยินดีของพวกพาลชน
ครั้งนั้น พระภาดาของดิฉันผู้เป็นนายก
ของโลก ผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณา ทอด
พระเนตรเห็นดิฉันมีจิตสลด ได้ตรัสพระคาถา
เหล่านี้ว่า
ดูก่อนนันทา เธอจงดูรูปที่ที่กระสับกระส่าย
เปื่อยเน่าดังซากศพ จงอบรมจิตให้ตั้งมั่น มี
อารมณ์เดียว ด้วยอสุภารมณ์
รูปนี้ เป็นฉันใด รูปเธอ ก็เป็นฉันนั้น
รูปเธอ เป็นฉันใด รูปนี้ ก็เป็นฉันนั้น รูปนี้
มีกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งไป พวกคนพาลยินดียิ่งนัก
พวกบัณฑิตผู้มิได้เกียจคร้าน ย่อม
พิจารณาเห็นรูปเป็นอย่างนั้นทั้งกลางคืนกลางวัน

626
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 627 (เล่ม 72)

เธอจงเบื่อหน่าย พิจารณาดูรูปนั้นด้วยปัญญาของ
คน.
ลำดับนั้น ดิฉันได้ฟังคาถาเป็นสุภาษิต
แล้วมีความสลดใจ ตั้งอยู่ในธรรมนั้น ได้บรรลุ
ซึ่งอรหัตผล
ในกาลนั้น ดิฉันนั่งอยู่ในที่ไหน ๆ ก็มี
ฌานเป็นเบื้องหน้า พระพิชิตมารทรงพอพระทัย
ในคุณสมบัตินั้น จึงทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่ง
เอตทัคคะ
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว.. . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระนันทาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบนันทาเถรีอปทาน
โสณาเถรีอปทานที่ ๖ [๒๖]
ว่าด้วยบุพจริยาของพระโสณาเถรี
[๑๖๖] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้
พระพิชิตมาผู้เป็นนายกของโลกพระนามว่า
ปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้น
แล้ว

627
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 628 (เล่ม 72)

ครั้งนั้น ดิฉันเถิดในสกุลเศรษฐี เป็น
ผู้มีสุขชอบตกแต่ง เป็นที่รักของบิดา เข้าไป
เฝ้าพระมุนีผู้ประเสริฐพระองค์นั้น ได้ฟังพระ-
ดำรัสอันไพเราะ.
พระพิชิตมารทรงสรรเสริญภิกษุองค์-
หนึ่งว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลาย ฝ่ายผู้
ปรารภความเพียรครั้งนั้น ดิฉันได้ฟังพระพุทธ-
พจน์นั้นแล้วมีความยินดี ได้ทำสักการะแด่พระ-
ศาสดา
ถวายบังคมพระพุทธเจ้าแล้วได้ปรารถนา
ตำแหน่งนั้น พระมหาวีรเจ้าทรงอนุโมทนาว่า
ความปรารถนาของท่านจะสำเร็จ
ในกัปที่แสนหนึ่งแต่กัปนี้ พระศาสดา
พระนามว่าโคดม มีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอก-
กากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านนี้จักได้เป็น
ธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็น
โอรสอันธรรมนิรมิต จักได้เป็นพระสาวิกาของ
พระศาสดามีชื่อว่าโสณา.
ครั้งนั้น ดิฉันได้ฟังพุทธานุโมทนานั้น
แล้วมีความยินดี มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุง
พระพิชิตมารผู้เป็นนายกชั้น พิเศษด้วยปัจจัยทั้ง
หลายจนตลอดชีวิต

628
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 629 (เล่ม 72)

ด้วยกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วนั้น และด้วย
การตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว
ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ในภพหลังครั้งนี้ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐี
ที่มั่งคั่งเจริญ มีทรัพย์มากในพระนครสาวัตถี
เมื่อดิฉันเติบโตเป็นสาว ได้ไปสู่สกุลสามี
คลอดบุตรชาย ๑๐ คนล้วนแต่มีรูปงามยิ่งนัก บุตร
ทุกคนนั้นตั้งอยู่ในความสุข เจริญตาและใจของ
ชนให้นิยม แม้แต่พวกศัตรูก็ชอบใจ เป็นที่รัก
ของดิฉันมาก.
ในกาลนั้น โดยที่ดิฉันไม่ปรารถนา สามี
ของดิฉันพร้อมด้วยบุตรทั้ง ๑๐ คนพากันไปบวช
ในพระพุทธศาสนา
ดิฉันอยู่ผู้เดียวคิดว่า เราพลัดพรากจาก
สามีและบุตรเป็นกำพร้าอยู่ ไม่ควรจะเป็นอยู่
แม้เราก็จักไปในอารามที่ภิกษุผู้เคยเป็นสามีอยู่
ครั้นคิดอย่างนี้แล้ว จึงออกบวช.
ครั้งนั้น พวกภิกษุณีละดิฉันไว้ในสำนัก
ที่อยู่อาศัยแต่ผู้เดียว สั่งดิฉันว่า ท่านจงต้มน้ำ
ไว้แล้วพากันไป
เวลานั้น ดิฉันตักน้ำมาใส่ในหม้อเล็ก
ตั้งทิ้งไว้แล้วนั่งอยู่ แต่นั้นดิฉันก็เริ่มเพียรทางจิต

629
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 630 (เล่ม 72)

ได้พิจารณาเห็นขันธุ์ทั้งหลายโดยความเป็นของไม่
เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ยังอาสวะ
ทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว ได้บรรลุอรหัตผล เมื่อพวก
ภิกษุณีกลับมาแล้วถามถึงน้ำร้อน ดิฉันอธิษฐาน
เตโชธาตุให้น้ำร้อนเร็วพลัน
ภิกษุณีเหล่านั้นพากันพิศวง ไปกราบทูล
พระพิชิตมารผู้ประเสริฐ ให้ทรงทราบเรื่องนั้น
พระโลกนาถทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ทรง
ชื่นชม ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า แท้จริง บุคคลผู้
ปรารภความเพียรนั่น มีชีวิตเป็นอยู่เพียงวันเดียว
ก็ประเสริฐ กว่าคนเกียจคร้านละความเพียรเป็นอยู่
ตั้ง ๑๐๐ ปี
พระมหามุนีมหาวีรเจ้าอันดิฉันให้โปรด
แล้วเพราะความปฏิบัติดีตรัสว่า ดิฉันเป็นผู้เลิศ
กว่าภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายปรารภความเพียร
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระโสณาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบโสณาเถรีอปทาน

630
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 631 (เล่ม 72)

ภัททกาปิลานีเถรีอปทานที่ ๗ [๒๗]
ว่าด้วยบุพจริยาของพระภัททกาปิลานีเถรี
[๑๖๗] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้
พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่า
ปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติ
ขึ้นแล้ว ครั้งนั้น ดิฉันเป็นภรรยาของเศรษฐีมี
ชื่อว่าวิเทหะ มีรัตนะมาก ในเมืองหังสวดี
บางครั้ง เศรษฐีนั้นพร้อมกับนรชนที่เป็น
บริวาร เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นดังดวง
อาทิตย์แห่งนรชน ได้ฟังธรรมของพระองค์อัน
เป็นเหตุนำมาซึ่งความสิ้นทุกข์ทั้งปวง
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นายก ทรงประกาศ
พระสาวกองค์หนึ่งว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย
ฝ่ายกล่าวคุณแห่งธุดงค์
เศรษฐีผู้เป็นสามีแห่งดิฉันได้ฟังแล้ว
ได้ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าผู้คงที่ตลอด ๗ วัน
แล้วซบเศียรลงแทบพระบาท ปรารถนาตำแหน่ง
นั้น ก็ในกาลนั้นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่านรชน
เมื่อจะทรงให้บริษัทรื่นเริง

631
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 632 (เล่ม 72)

ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้เพื่อทรงอนุ-
เคราะห์เศรษฐีว่า ดูก่อนบุตร ท่านจะได้ตำแหน่ง
ที่ตนปรารถนา จงเป็นผู้เย็นใจเถิด
ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ พระศาสดา
พระนามว่าโคดม จักมีสมภพในวงศ์พระเจ้า
โอกกากราช เสด็จอุบัติขึ้นในโลก
ท่านนี้จักได้เป็นธรรมทายาท ของพระ
ศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอสอันธรรมนิรมิต
จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามว่ากัสสปะ
เศรษฐีได้ฟังพระพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว
มีความเบิกบานใจ มิจิตประกอบด้วยเมตตา
บำรุงพระพิชิตมารผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ ด้วย
ปัจจัยทั้งหลายจนตลอดชีวิต
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงยัง
พระศาสนาให้รุ่งเรืองแล้ว ทรงกำจัดเดียรถีย์ที่ชั่ว
และทรงแนะนำประชาชนที่ควรแนะนำแล้ว พระ
องค์กับทั้งพระสาวกก็ปรินิพพาน
เมื่อพระสุคตเจ้าซึ่งเป็นผู้เลิศในโลก พระ
องค์นั้นปรินิพพานแล้ว เศรษฐีนั้นเชิญญาติและ
มิตรมาประชุมแล้ว พร้อมกับญาติและมิตรเหล่า
นั้น ได้สร้างพระสถูปสำเร็จด้วยรัตนะ สูง ๗ โยชน์
งามเหมือนดวงอาทิตย์ และต้นพระยารังที่มี
ดอกบาน เพื่อสักการะบูชาพระศาสดา

632
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 633 (เล่ม 72)

ดิฉันได้ให้ช่าง ๗ คนเอารัตนะ ๗ อย่าง
ทำตะเกียง ๗ แสนดวงแก้ว เอาน้ำมันหอมใส่
เต็มทุกถ้วย ตามประทีปไว้ ณ ที่นั้น ลุกโพลง
ดังไฟไหม้ป่าอ้อ เพื่อบูชาพระศาสดาผู้แสวงหา
คุณอันยิ่งใหญ่ ผู้ทรงอนุเคราะห์สรรพสัตว์
ดิฉันให้ช่างทำหม้อ ๗ แสนหม้อ เต็ม
ด้วยรัตนะต่าง ๆ มีพวงทองตั้งไว้ในระหว่างหม้อ
๘ ใบ รุ่งเรืองด้วยสีเหมือนดวงอาทิตย์ในสารท-
สมัย เพื่อบูชาพระศาสดาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
ที่ประตูทั้ง ๔ มีเสาระเนียดสำเร็จด้วย
รัตนะ มีแท่นมากสำเร็จด้วยรัตนะ ตั้งไว้งดงาม
น่ายินดี ทั้งมีคูปลูกพรรณดอกไม้น้ำเป็นระเบียบ
ดี และมีธงรัตนะยกขึ้นไว้ ล้วนแต่งงามไพโรจน์
พระเจดีย์ที่สำเร็จด้วยรัตนะนั้น ๆ สร้างไว้มีสีสุก
งามดี รุ่งโรจน์ด้วยสีเหมือนดวงอาทิตย์ที่มีรัศมี
งาม.
พระสถูปของดิฉันมี ๓ ด้าน ด้านหนึ่ง
ดิฉันบรรจุเต็มไปด้วยหรดาล ด้านหนึ่งดิฉันบรรจุ
เต็มไปด้วยมโนศิลา ด้านหนึ่งดิฉันบรรจุเต็มไป
ด้วยแร่พลวง
ดิฉันให้ช่างสร้างเครื่องบูชาที่น่ายินดี
เช่นนี้แล้ว ได้ถวายทานแก่พระสงฆ์ผู้กล่าวธรรม
อันประเสริฐตามกำลัง ตลอดชั่วชีวิต

633
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 634 (เล่ม 72)

ดิฉันกับเศรษฐีนั้นทำยัญเหล่านั้นโดย
ประการทั้งปวงจนตลอดชีวิต แล้วได้ไปสู่สุคติภพ
พร้อมกัน
เสวยสมบัติทั้งหลายในเทวดาและมนุษย์
ท่องเที่ยวไปกับเศรษฐีนั้น ปานประหนึ่งว่าเงา
ติดตามไปกับตัวฉะนั้น
ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้พระพุทธเจ้า
พระนามว่าวิปัสสี ผู้เป็นนายกของโลก มีพระ-
เนตรงาม ทรงเห็นแจ่มแจ้งในธรรมทั้งปวง เสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว
ครั้งนั้น พราหมณ์ที่ประชุมชนสมมติว่า
เป็นผู้ดี สมบูรณ์ด้วยความดี มั่งมีทรัพย์ อยู่
ในพระนครพันธุมดี
แม้ครั้งนั้น ดิฉันเป็นพราหมณ์ของ
พราหมณ์นั้น มีจิตเสมอกัน บางครั้ง พราหมณ์นั้น
เข้าไปเฝ้าพระมหามุนี ซึ่งประทับในหมู่ชนทรง
แสดงธรรมส่วนอมตบทอยู่ ได้ฟังธรรมแล้วเบิก-
บานใจ ได้ถวายผ้าห่มผืนหนึ่ง
มีผ้านุ่งผืนเดียวกลับไปถึงเรือน แล้วได้
บอกดิฉันว่า ดูก่อนน้องหญิงผู้มีบุญมาก เชิญ
อนุโมทนาเถิด ผ้าห่มฉันถวายพระพุทธเจ้าแล้ว
ขณะนั้นดิฉันประนมอัญชลีกล่าวอนุโม-
ทนาว่า นายขา ผ้าห่มท่านถวายดีแล้วแด่พระ
พุทธเจ้าผู้ประเสริฐ คงที่.

634
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 635 (เล่ม 72)

พราหมณ์กับดิฉันเป็นผู้เจริญด้วยสุขสม-
บัติ ท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ พราหมณ์
ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินในพระนครพาราณสี
ครั้งนั้น ดิฉันได้เป็นพระมเหสีสูงกว่า
พวกพระสนม เป็นที่สองของท้าวเธอ ท้าวเธอ
โปรดปรานดิฉัน เพราะสิเนหาเนื่องมาแต่ภพ
ก่อน ๆ
พระเจ้าแผ่นดินนั้นทอดพระเนตรเห็น
พระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ พระองค์ ผู้กำลังเที่ยวไป
เพื่อบิณฑบาต ทรงพอพระทัย ได้ถวายบิณฑบาต
ที่ควรแก่ค่ามาก
ครั้นแล้วทรงนิมนต์ไว้ ทรงสร้างมณฑป
แก้วประดับด้วยทอง มีความเปล่งปลั่ง อันพวก
ช่างทองคำไว้ มีส่วน ๑๐๐ ศอก
ท้าวเธอทรงเลื่อมใส รับสั่งให้อาราธนา
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหมด แล้วได้ทรงถวายทาน
แก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ซึ่งเข้ามาในพระ
ราชนิเวศน์ ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง
แม้ครั้งนั้น ดิฉันก็ได้ถวายทานนั้นร่วม
กันกับพระเจ้ากาสี ดิฉันมาเกิดในกาสิกคาม ใน
พระนครพาราณสีอีก

635