ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 606 (เล่ม 72)

ด้วยกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วนั้น และด้วย
การตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว
ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่า
กัสสปะ ผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพรหม มียศมาก
ประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว.
ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี
เป็นใหญ่กว่านรชนในพระนครพาราณสีอันอุดม
เป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่ง
ใหญ่
ดิฉันเป็นพระศาสดาองค์ที่ ของท้าวเธอ
มีนามปรากฏว่าธรรมา ได้ฟังธรรมของพระพิชิต-
มารผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา แต่พระชนกนาถ
มิได้ทรงอนุญาตให้พวกเรา เมื่อต้องอยู่ในอาคาร-
สถาน
ครั้งนั้น พวกเราผู้เป็นราชกัญญาตั้งอยู่
ในความสุข มิได้เกียจคร้าน ประพฤติพรหมจรรย์
ตั้งแต่เป็นกุมารีอยู่สองหมื่นปี
พระราชธิดาทั้ง ๗ พระองค์ คือนาง
สมณี ๑ นาสมณคุตตา ๑ นางภิกขุณี ๑ นาง
ภิกขุทาสิกา ๑ นางธรรมา ๑ นางสุธรรมา ๑
และนางสังฆทาสีเป็นที่ ๗ เป็นผู้ยินดีพอใจใน
การบำรุงพระพุทธเจ้า

606
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 607 (เล่ม 72)

ได้มาเป็นพระเขมาเถรี พระอุบลวรรณา
เถรี พระปฏาจาราเถรี พระกุณฑลเกสีเถรี ดิฉัน
พระธรรมทินนาเถรี และวิสาขาอุบาสิกาเป็นที่ ๗.
ด้วยกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วนั้น และด้วย
การตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว
ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
ในภพหลังครั้งนี้ ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐี
ที่ตกยาก จนทรัพย์ เป็นวงศ์ต่ำ ไปสู่สกุลที่มี
ทรัพย์ พวกเสสชนก็รับรองแสดงว่าดิฉันจนทรัพย์
เมื่อดิฉันคลอดบุตรแล้ว ก็เป็นที่เอ็นดูแห่งชน
ทั้งปวง
กุมารซึ่งเป็นบุตรอ่อนนั้นดำรงอยู่ในความ
สุข เป็นที่รักใคร่ของดิฉันดุจชีวิตของตน ได้ถึง
อำนาจของยมราชเสียแล้ว
ดิฉันอัดอั้นด้วยความโศกเศร้า มีหน้า
เศร้าตลอดวัน มีตาชุ่มด้วยน้ำตา เป็นคนมีหน้า
ร้องไห้ อุ้มศพลูกที่ตายพูดเพ้อไป.
ครั้งนั้น บุรุษผู้หนึ่งเห็นเข้าแล้ว พาเข้า
ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ผู้เป็นหมอดีเลิศอุดม ดิฉัน
ได้ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ได้
โปรดประทานยาที่แก้บุตรตายให้กลับเป็นเถิด

607
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 608 (เล่ม 72)

พระพิชิตมาร ผู้ฉลาดในอุบายแนะนำ
รับสั่งว่า ในเรือนใดไม่มีคนตาย ท่านจงไปหา
เมล็ดพันธุ์ผักกาดจากเรือนนั้นมา ครั้งนั้น ดิฉัน
เที่ยวไปหาจนทั่วเมืองสาวัตถี ไม่ได้เมล็ดพันธุ์
ผักกาดในเรือนใดที่ไม่มีคนตายเพราะฉะนั้น ดิฉัน
จึงกลับได้สติทิ้งศพเสีย แล้วเข้าไปเฝ้าพระ-
พุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พระบรมศาสดาผู้มี
พระกระแสเสียงอันไพเราะ ทอดพระเนตรเห็น
ดิฉันแต่ที่ไกล แล้วตรัสว่า
ก็ความเป็นอยู่เพียงวันเดียว ของบุคคล
ผู้พิจารณาเห็นความเกิดและความเสื่อมไป ประ-
เสริฐกว่าความเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี ของบุคคลผู้มิได้
พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป.
อนิจจตาธรรมนี้ ไม่ใช่ธรรมเฉพาะบ้าน
ไม่ใช่ธรรมเฉพาะนิคม ไม่ใช่ธรรมเฉพาะสกุล
เดียว เป็นธรรมของโลกทั้งปวงพร้อมทั้งเทวโลก.
ดิฉันนั้น ได้สดับคาถาเหล่านี้แล้ว ยัง
ธรรมจักษุให้หมดจดวิเศษ เมื่อรู้สัทธรรมแล้วได้
ออกบวช
แม้เมื่อบวชแล้วอย่างนั้น ประกอบความ
เพียรในพุทธศาสนา ไม่นานช้าก็ได้บรรลุอรหัต-
ผล

608
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 609 (เล่ม 72)

ดิฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ และ
ทิพโสตธาตุ รู้วาระจิตของผู้อื่น เป็นผู้กระทำ
ตามคำสอนของพระศาสดา
ดิฉันรู้ปุพเพนิวาสญาณ และทิพยจักษุ
อันหมดจดวิเศษ ยังอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว
เป็นผู้บริสุทธิ์ หมดมลทินด้วยดี
ดิฉันบำรุงพระศาสดาแล้ว ปฏิบัติตาม
คำสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระอัน
หนักลงแล้ว ถอนตัณหาอันนำไปสู่ภพขึ้นได้แล้ว
ดิฉันบรรลุประโยชน์ คือ ธรรมเป็นที่สิ้น
สังโยชน์ทั้งปวง ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็น
บรรพชิต ต้องการนั้นแล้ว
ญาณของดิฉันในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ
และปฏิภาณ ญาณของดิฉันไพบูลย์ หมดจด
เพราะอำนาจของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
ดิฉันนำผ้ามาจากกองหยากเยื่อ ป่าช้า
และถนนเอามาทำเป็นผ้าสังฆาฏิ ทรงจีวรอัน
เศร้าหมอง พระพิชิตมารผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ
ทรงพอพระทัยในคุณสมบัติ คือ การทรงจีวรอัน
เศร้าหมองนั้น จึงทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่ง
เอตทัคคะ ในบริษัททั้งหลาย
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันทำเสร็จแล้ว.

609
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 610 (เล่ม 72)

ทราบว่า ท่านพระกิสาโคตมีภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่า ด้วยประ-
การฉะนี้แล.
จบกิสาโคตมีเถรีอปทาน
ธรรมทินนาเถรีอปทานที่ ๓ (๒๓)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระธรรมทินนาเถรี
[๑๖๓] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้
พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่า
ปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติ
ขึ้นแล้ว
ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลหนึ่งในเมือง
หังสวดี รับจ้างทำการงานของคนอื่น เป็นผู้มี
ปัญญาสำรวมอยู่ในศีล พระเถระนามว่าสุชาตะ
อัครสาวกของพระพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตตระ
ออกจากวิหารไปเพื่อบิณฑบาต
เวลานั้น ดิฉันเอาหม้อไปตักน้ำ เห็น
ท่านแล้วเลื่อมใส ได้ถวายขนมด้วยมือของตน
ท่านรับแล้วนั่งฉัน ณ ที่นั้นแหละ ดิฉัน
นิมนต์ท่านไปสู่เรือน ได้ถวายโภชนะแก่ท่าน
ต่อมา นายของดิฉันทราบเข้าแล้วมีความ
ยินดี ได้แต่งดิฉันให้เป็นลูกสะใภ้ของท่าน ดิฉัน
ไปกับแม่ผัว ได้ถวายอภิวาทพระสัมพุทธเจ้า

610
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 611 (เล่ม 72)

ครั้งนั้น พระบรมศาสดาทรงประกาศตั้ง
ภิกษุณีองค์หนึ่งผู้เป็นธรรมกถึก ในตำแหน่ง
เอตทัคคะ ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้ว มี
ความยินดี
นิมนต์พระสุคตเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์
ถวายมหาทานแล้ว ปรารถนาตำแหน่งนั้น.
ในทันใดนั้น พระสุคตเจ้าผู้มีพระกระแส
เสียงไพเราะ ได้ตรัสกะดิฉันว่า ท่านยินดีบำรุงเรา
อังคาสเรากับสาวกสงฆ์ ขวนขวายในการฟังสัท-
ธรรม มีใจเจริญด้วยคุณ ท่านผู้เจริญ ท่านยินดี
เถิด ท่านจะได้ตำแหน่งนั้นอันเป็นผลแห่งความ
ปรารถนา
ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ พระพุทธเจ้า
พระนามว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้า
โอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านผู้เจริญ
จักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น
เป็นโอรสอันธรรมนิรมิตเป็นสาวิกาของพระราชา
มีชื่อว่า ธรรมทินนา
ดิฉันได้ฟังพุทธพจน์นั้นแล้วมีความยินดี
มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระมหามุนีผู้เป็น
นายกชั้นพิเศษ ด้วยปัจจัยทั้งหลายจนตลอดชีวิต

611
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 612 (เล่ม 72)

ด้วยกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วนั้น และด้วย
การตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว
ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่า
กัสสปะ ผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพรหม มียศมาก
ประเสริฐกว่าบัณฑิตทั้งหลาย เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี ผู้เป็นใหญ่
กว่านรชนในพระนครพาราณสีอันอุดม ทรงเป็น
อุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
ดิฉันเป็นพระธิดาคนที่หกของท้าวเธอ มี
นามปรากฏว่าสุธรรมา ได้ฟังธรรมของพระพิชิต-
มารผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา
แต่พระชนกนาถมิได้ทรงอนุญาตให้พวก
เรา เมื่ออยู่ในอาคารสถาน ครั้งนั้นพวกเราผู้เป็น
ราชกัญญาตั้งอยู่ในความสุข มิได้เกียจคร้าน
ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่เป็นกุมารีอยู่สองหมื่นปี
จบภาณวารที่ ๓
ราชธิดาทั้ง ๗ พระองค์ คือนางสมณี ๑
นางสมณคุตตา ๑ นางภิกขุณี ๑ นางภิกขุทาสิกา
๑ นางธรรมา ๑ นางสุธรรมา ๑ และนางสังฆ-
ทาสีเป็นที่ ๗ เป็นผู้ยินดีพอใจบำรุงพระพุทธเจ้า
ได้มาเป็นพระเขมาเถรี พระอุบลวรรณาเถรี พระ-

612
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 613 (เล่ม 72)

ปฏาจาราเถรี พระกุณฑลเกสีเถรี พระกิสาโคต-
มีเถรี ดิฉันและวิสาขาอุบาสิกาคนที่ ๗.
ด้วยกุศลธรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น และ
ด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์
แล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ในภพหลังครั้งนี้ ดิฉันได้เกิดในสกุลเศรษฐี
มีความเจริญมั่งคั่งด้วยกามสุขทั้งปวง ในพระนคร
ราชคฤห์อันอุดม
เมื่อดิฉันประกอบด้วยรูปสมบัติ ตั้งอยู่
ในปฐมวัย ไปสู่สกุลอื่น เพียบพร้อมด้วยความ
สุข
สามีของดิฉัน เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้
เป็นสรณะแห่งสัตว์โลก ฟังพระธรรมเทศนา แล้ว
ได้บรรลุอนาคามิผล เป็นผู้มีปัญญาดี.
ครั้งนั้น ดิฉันได้รับอนุญาตจากสามีนั้น
แล้วออกบวช ไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตผล
อุบาสกนั้นเข้าไปหาดิฉัน แล้วถามปัญหา
ที่ลึกซึ้งสุขุมมาก ดิฉันแก้ปัญหาทั้งหมดนั้นได้
พระพิชิตมารทรงพอพระทัยในคุณสม-
บัตินั้น จึงทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ
ด้วยพระดำรัสว่า เรามิได้เห็นภิกษุณีรูปอื่น อื่น
เป็นธรรมกถึกเหมือนธรรมทินนาภิกษุณีนี้

613
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 614 (เล่ม 72)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายท่านทั้งหลายจงทรง
จำภิกษุณีธรรมทินนาผู้มีปัญญาไว้อย่างนี้เถิด.
ดิฉันอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุ-
เคราะห์แล้ว ชื่อว่าเป็นบัณฑิตอย่างนี้ ดิฉันบำรุง
พระศาสดาแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าดิฉัน
ได้ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอน
ตัณหาอันนำไปสู่ภพขึ้นได้แล้ว บรรลุถึงประ-
โยชน์ คือ ธรรมเป็นที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวง ที่
กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการนั้น
แล้ว
ดิฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ และ
ในทิพโสตธาตุ รู้วาระจิตของผู้อื่น เป็นผู้ทำตาม
สัตถุศาสน์ ดิฉันรู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุ
อันหมดจดวิเศษ ยังอาสวะทั้งปวงได้สิ้นไปแล้ว
เป็นผู้บริสุทธิ์หมดมลทนด้วยดี ดิฉันเผากิเลส
ทั้งหลายแล้ว...คำสอนของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้
ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระธรรมทินนาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบธรรมทินนาเถรีอปทาน

614
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 615 (เล่ม 72)

สกุลาเถรีอปทานที่ ๔ (๒๔)
ผลของการถวายน้ำมันตามประทีปบูชาพระพุทธเจดีย์
[๑๖๔] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้
พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่า
ปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวงเสด็จอุบัติขึ้น
แล้ว
พระองค์เป็นบุรุษอาชาไนย ประเสริฐ
กว่าบัณฑิตทั้งหลาย ทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูล เพื่อ
ความสุข เพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง ในโลก
กับทั้งเทวโลก
เป็นผู้ถึงซึ่งยศอันเลิศ ทรงสิริ ทรงมี
เกียรติคุณฟุ้งเฟื่อง อันชาวโลกทั้งปวงบูชาแล้ว
กว่านรชน ทรงข้ามพ้นจากความสงสัยแล้ว ทรง
ล่วงความเคลือบแคลงไปแล้ว ทรงมีความดำริ
ในพระหฤทัยบริบูรณ์เต็มที่ ทรงบรรลุพระสัม-
โพธิญาณอันอุดม ทรงยังมรรคาที่ยังไม่เกิดให้
เกิดขึ้น ตรัสบอกมรรคาที่ยังไม่มีใครบอก ทรง
ยังธรรมที่ยังไม่เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม
พระองค์เป็นบุคคลผู้องอาจ ทรงรู้จัก
มรรคา ทรงทราบมรรคา ตรัสบอกมรรคา เป็น

615