ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 576 (เล่ม 72)

รูปหญิงนี้ ฉันใด รูปของท่านนั้นก็ฉัน
นั้น รูปของท่านฉันใด รูปหญิงนี้ก็เป็นฉันนั้น
ท่านจงคลายความพอใจในกายทั้งภายในภายนอก
เสียเถิด.
จงอบรมอนิมิตตวิโมกข์ จงละมานานุสัย
เสีย ท่านจักเป็นผู้สงบประพฤติไปเพราะละมานา-
นุสัยนั้นได้.
ชนเหล่าใด กำหนัดด้วยราคะเกาะกระแส
อยู่ เหมือนแมลงมุมเกาะใยตรงกลางที่ทำไว้เอง
ชนเหล่านั้นตัดราคะนั้นเสีย ไม่มีความอาลัย
ละกามสุขไป ย่อมละเว้นได้.
ขณะนั้น พระบรมศาสดาผู้เป็นสารถี
ฝึกนรชน ทรงทราบดิฉันว่ามีจิตควรแล้ว จึงทรง
แสดงมหานิทานสูตรเพื่อจะทรงแนะนำดิฉัน
ดิฉันได้ฟังพระสูตรอันประเสริฐนั้นแล้ว
จึงระลึกถึงสัญญาในกาลก่อนได้ ดำรงอยู่ใน
สัญญานั้นแล้ว ชำระธรรมจักษุให้หมดจด ทันใด
นั้น ดิฉันหมอบลงแทบพระบาทยุคลแห่งพระ-
พุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เพื่อประสงค์จะ
แสดงโทษ จึงได้กราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเห็นแจ้งธรรมทั้งปวง
หม่อมฉันขอถวายนมัสการแด่พระองค์ ข้าแต่

576
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 577 (เล่ม 72)

พระองค์ผู้มีพระกรุณาเป็นที่อยู่ หม่อมฉันขอ
ถวายนมัสการแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เสด็จ
ข้ามสงสารแล้ว หม่อมฉันขอถวายนมัสการแด่
พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ประทานอมตธรรม
หม่อมฉันขอถวายนมัสการแด่พระองค์
หม่อมฉันแล่นไปแล้วสู่ทิฏฐิอันรกชัฏ
หลงใหลเพราะกามราคะ พระองค์ทรงแนะนำด้วย
อุบายที่ชอบ เป็นผู้ยินดีแล้วในธรรมที่ทรงแนะนำ
สัตว์ทั้งหลายเหินห่างจากการเห็นท่านผู้
แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่เช่นพระองค์ ย่อมประสบ
มหันตทุกข์ในสังสารสาคร
เมื่อใดหม่อมฉันยังมิได้มาเฝ้าพระองค์ผู้
เป็นสรณะแห่งสัตว์โลก ไม่เป็นศัตรูแก่สัตว์โลก
เสด็จถึงที่สุดแห่งมรณะ มีธรรมเป็นประโยชน์
อย่างดี หม่อมฉันขอแสดงโทษนั้น
หม่อมฉันมัวยินดีในรูป ระแวงว่าพระ-
องค์ไม่เกื้อกูล จึงมิได้มาเฝ้าพระองค์ผู้ทรง
เกื้อกูลมาก ทรงประทานธรรมอันประเสริฐ หม่อม
ฉันขอแสดงโทษนั้น.
ครั้งนั้น พระองค์ผู้ทรงพระมหากรุณา
มีพระกระแสเสียงอันไพเราะ เมื่อทรงเอาน้ำอมฤต
รดดิฉัน ได้ตรัสว่า ดูก่อนพระนางเขมา หยุด
อยู่เถิด

577
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 578 (เล่ม 72)

ครั้งนั้น ดิฉันประนมนมัสการด้วยเศียร
เกล้า ทำประทักษิณพระองค์แล้ว กลับไปเฝ้า
พระราชสวามีผู้เป็นนรบดี แล้วกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทรมานข้าศึก น่า
ชมอุบายอย่างดีนั้น ที่พระองค์ทรงดำริแล้ว พระ-
มุนีเจ้าผู้ไม่มีกิเลสให้อยากได้ หม่อมฉันผู้ปรารถนา
จะชมพระมหาวิหารเวฬุวันได้เฝ้าแล้ว
ถ้าพระมหาราชจะทรงพระกรุณาโปรด
หม่อมฉันผู้เบื่อหน่ายในรูปตามที่พระพุทธมุนีตรัส
สอน จักบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้คงที่
พระองค์นั้น.
จบทุติยภาณวาร
ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารพระเจ้าแผ่น-
ดินพระองค์นั้น ทรงประนมกรอัญชลีตรัสว่า
ดูก่อนพระน้องนาง พี่อนุญาตแก่พระน้อง บรรพ-
ชาจงสำเร็จแก่พระน้องเถิด
ครั้งนั้น ดิฉันบวชมาแล้วได้เจ็ดเดือน
เห็นประทีปสว่างขึ้นและดับไป มีใจสังเวช
เบื่อหน่ายในสรรพสังขาร ฉลาดใน
ปัจจยาการ ข้ามพ้นโอฆะ ๔ แล้ว ได้บรรลุ
อรหัต เป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุและ
เจโตปริยญาณ

578
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 579 (เล่ม 72)

รู้ชัดปุพเพนิวาสญาณชำระทิพยจักษุให้
บริสุทธิ์ มีอาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพ
ใหม่ไม่มีอีก
ญาณอันบริสุทธิ์ของดิฉัน ในอรรถะ
ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ เกิดขึ้นแล้วใน
พระพุทธศาสนา
ดิฉันเป็นผู้ฉลาดในวิสุทธิทั้งหลาย คล่อง
แคล่วในกถาวัตถุ รู้จักนัยแห่งอภิธรรม ถึงความ
ชำนาญในศาสนา
ภายหลัง พระราชสวามีผู้ฉลาด ตรัส
ถามปัญหาละเอียดในโตรณวัตถุ ดิฉันได้วิสัชนา
โดยควรแก่กถา
ครั้งนั้น พระราชาเสด็จเข้าเฝ้าพระสุคต-
เจ้าแล้ว ทูลสอบถามปัญหาเหล่านั้น พระพุทธเจ้า
ทรงพยากรณ์เป็นอย่างเดียวกันกับที่ดิฉันวิสัชนา
แล้ว
พระพิชิตมารผู้อุดมกว่านรชน ทรงพอ
พระทัยในคุณสมบัตินั้น จึงทรงตั้งดิฉันไว้ใน
ตำแหน่งเอตทัคคะว่า เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุณี
ผู้มีปัญญามาก
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.

579
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 580 (เล่ม 72)

ทราบว่า ท่านพระเขมาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเขมาเถรีอปทาน
อุบลวรรณาเถรีอปทานที่ ๙ (๑๙)
บุพจริยาของพระอุบลวรรณาเถรี
[๑๕๙] พระอุบลวรรณาภิกษุณีถึงความ
สำเร็จแห่งฤทธิ์ ถวายบังคมพระยุคลบาทของ
พระศาสดาแล้วทูลว่า
ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันขอกราบ
ทูลว่า หม่อมฉันข้ามาพ้นชาติสงสารได้แล้ว บรรลุ
ถึงอจลบท หมดสิ้นสรรพทุกข์แล้ว
ขอประชุมชนผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
และพวกชนที่หม่อมฉันได้ทำความผิดให้ จงอด
โทษให้หม่อมฉันเฉพาะพระพักตร์พระพิชิตมาร
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันขอกราบ
ทูลว่า เมื่อหม่อมฉันท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร ถ้ามี
ความผิดพลาด ขอพระองค์ได้ทรงโปรดประทาน
โทษแก่หม่อมฉันเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

580
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 581 (เล่ม 72)

ดูก่อนอุบลวรรณา ผู้ทำตามคำสอนของ
เรา ท่านจงแสดงฤทธิ์ ตัดความสงสัยแห่งบริษัท
สี่ในวันนี้เถิด.
พระอุบลวรรณาเถรีกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก มีปัญญา
ทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรือง หม่อมฉันเป็นธิดาแห่ง
พระองค์ มีกรรมที่ทำยากมาก มีกรรมที่ทำ
แสนยากทำไว้แล้ว ข้าแต่พระมหาวีระผู้มีจักษุ
หม่อมฉันมีนามว่าอุบลวรรณา เพราะมีสีกาย
เหมือนสีดอกอุบล เป็นธิดาแห่งพระองค์ ขอถวาย
บังคมพระบาทยุคล
พระราหุลเถระและหม่อมฉัน เกิดใน
ภพเดียวกันมากหลายร้อยชาติ เป็นผู้มีฉันทจิต
เสมอกัน
มีความเกิดร่วมภพร่วมชาติกัน ในภพนี้
ซึ่งเป็นภพหลัง ก็มีนามเหมือนกันทั้งคู่ พระ-
ราหุลเถระเป็นโอรส หม่อมฉันมีนามว่าอุบล-
วรรณาเป็นธิดา ข้าแต่พระวีรเจ้า ขอเชิญทอด
พระเนตรฤทธิ์ของหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันจะ
แสดงกำลังถวายพระศาสดา.
พระอุบลวรรณาเถรีเหยียดมือไปวักเอาน้ำ
ในมหาสมุทรทั้ง ๔ มาใส่ไว้ในฝ่ามือเหมือนเด็ก
เป็นน้ำมันที่อยู่ในฝ่ามือ

581
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 582 (เล่ม 72)

เหยียดฝ่ามือไปพลิกแผ่นดินแล้ว เอามา
ใส่ไว้บนฝ่ามือเหมือนเด็กหนุ่มฉุดปลาเค้า ฉะนั้น
เอาฝ่ามือบีบครอบจักรวาลแล้ว ยังเม็ด
ฝนสีต่าง ๆ ให้ตกลง ณ เบื้องบนบ่อย ๆ
เอาแผ่นดินทำเป็นครก เอาเม็ดกรวดทำ
เป็นข้าวเปลือก เอาภูเขาสิเนรุทำเป็นสาก แล้ว
ซ้อมอยู่ เหมือนเด็กหญิงซ้อมข้าว ฉะนั้น.
ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ หม่อนฉันมี
นามว่าอุบลวรรณ เป็นธิดาแห่งพระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐ มีความชำนาญในอภิญญาทั้งหลาย
เป็นผู้ทำตามคำสอนของพระองค์
จักแผลงฤทธิ์ต่าง ๆ ถวายแด่พระองค์ผู้
เป็นนายกของโลก ประกาศนามและโคตรแล้ว
ขอถวายบังคมพระยุคลบาท
ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้
ความชำนาญในที่ ในทิพโสตธาตุ และใน
เจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพยจักษุ
บริสุทธิ์ อาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่
ไม่มีอีก
หม่อมฉันมีญาณในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ
และปฏิภาณ กว้างขวาง หมดจดตามสภาพแห่ง
พระองค์ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่.

582
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 583 (เล่ม 72)

ข้าแต่พระมหามุนี อธิการเป็นอันมาก
ที่หม่อมฉันแสดงแล้วในพระพิชิตมารผู้ประเสริฐ
แล้วทั้งหลายในปางก่อน โดยความพินาศไปแห่ง
มัจฉริยะที่สู้รบกันเพื่อประโยชน์แก่พระองค์.
ข้าแต่พระมหามุนีผู้มีความเพียรมาก ขอ
พระองค์จงทรงระลึกถึงกุศลกรรมเก่าของหม่อม-
ฉัน และบุญที่หม่อมฉันสั่งสมไว้เพื่อประโยชน์
แก่พระองค์.
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า เมื่อพระองค์ทรง
ละเว้นอนาจารในสถานที่ไม่ควรอบรมพระญาณ
ให้แก่กล้าอยู่ ชีวิตอันสูงสุดหม่อมฉันสละแล้ว
เพื่อประโยชน์แก่พระองค์
ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ได้ประทาน
ชีวิตแก่หม่อมฉันหลายหมื่นโกฏิกัป แม้หม่อมฉัน
ก็บริจาคชีวิตของหม่อมฉัน เพื่อประโยชน์แก่
พระองค์.
ข้าแต่พระองค์ผู้มีฤทธิ์มิได้มีสิ่งอะไร
เปรียบปาน มีพระวิริยะก้าวหน้า ในกาลนั้น
หม่อมฉันอัศจรรย์ใจทุกอย่าง ประนมกรอัญชลี
ด้วยเศียรเกล้า ได้ทูลว่า กรณียกิจนี้หม่อมฉัน
ได้ทำแล้ว.

583
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 584 (เล่ม 72)

ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ ครั้งนั้น
หม่อมฉันเกิดเป็นนางนาคกัญญา มีนามว่าวิมลา
คณะนาคสมมุติว่า เป็นผู้ดีกว่าพวกนาคกัญญา
มหานาคราชนามว่ามโหรคะ เลื่อมใส
ในพระพุทธศาสนา นิมนต์พระพุทธเจ้าพระนาม
ว่าปทุมุตตระผู้มีเดชมาก พร้อมด้วยพระสาวก
ตกแต่งมณฑปสำเร็จด้วยรัตนะ บัลลังก์
สำเร็จด้วยรัตนะ โปรยทรายรัตนะ เครื่องอุปโภค
สำเร็จด้วยรัตนะ และมรรคาก็ประดับด้วยธงรัตนะ
ต้อนรับพระสัมพุทธเจ้า ประโคมด้วยดนตรีหลาย
ชนิด.
พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ทรง
แผ่ไปด้วยบริษัท ๔ ประทับนั่งบนอาสนะอันประ-
เสริฐในภพนาคราชมโหรคะ นาคราชได้ถวาย
ข้าวน้ำและขาทนียโภชนียาหารอย่างดี ๆ มีค่ามาก
แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีบริวารมาก พระสัมมา-
สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ครั้นเสวยเสร็จ ทรงล้าง
บาตรด้วยดีแล้ว ได้ทรงทำกิจคือการอนุโมทนา.
นางนาคกัญญาผู้มีฤทธิ์มาก เห็นพระ-
สัพพัญญูมีรัศมีเปล่งปลั่ง มียศมาก มีจิตเลื่อมใส
มีใจเคารพในพระศาสนา

584
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 585 (เล่ม 72)

ในขณะนั้น พระพุทธเจ้าผู้มีความเพียร
มาก พระนามว่าปทุมุตตระทรงทราบวาระจิตของ
หม่อมฉันแล้ว ทรงแสดงภิกษุณีรูปหนึ่งด้วยฤทธิ์
ภิกษุณีนั้นคล่องแคล่ว แสดงฤทธิ์เป็นอเนก
หม่อมฉันเกิดปีติปราโมทย์ได้ทูลถาม
พระศาสดาว่า หม่อมฉันได้เห็นฤทธิ์ทั้งหลายที่
ภิกษุณีรูปนี้แสดงแล้ว ข้าแต่พระธีรเจ้า ภิกษุณี
นั้นเป็นผู้คล่องแคล่วดีด้วยฤทธิ์เพราะเหตุไร.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นตรัสตอบว่า
ภิกษุณีนั้น เป็นโอรสธิดาเกิดแต่ปากเรา มี
ฤทธิ์มาก ทำตามอนุศาสนีของเรา เป็นผู้คล่อง-
แคล้วดีด้วยฤทธิ์.
หม่อมฉันได้สดับพระพุทธพจน์แล้ว มี
ความยินดีได้ทูลว่า แม้หม่อมฉันก็ขอเป็นผู้คล่อง
แคล่วดีด้วยฤทธิ์ เหมือนภิกษุณีองค์นั้น ข้าแต่
พระองค์ผู้เป็นนายก หม่อมฉันเบิกบานโสมนัส
มีใจอุดมถึงที่แล้ว ขอให้ได้เป็นเช่นภิกษุณีนี้ใน
อนาคตกาล
หม่อมฉันตกแต่งบัลลังก์อันงามด้วยแก้ว
มณีและมณฑปอันผุดผ่องแล้ว ทูลอัญเชิญพระ-
พุทธเจ้าผู้เป็นนายก พร้อมด้วยพระสงฆ์
ให้เสวยและฉัน อิ่มหนำสำราญ ด้วยข้าวและ

585