ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 556 (เล่ม 72)

แล้วก็ได้ประสพสันติสุข พร้อมด้วยนาง
ศากิยานีผู้มีความเพียร สามีของเราที่ได้ทำบุญ
ร่วมกันมาแต่ชาติก่อนในครั้งนั้นเป็นผู้ทำมหาสมัย
อันพระสุคตเจ้าทรงอนุเคราะห์แล้ว ได้บรรลุ
อรหัต.
พระภิกษุณีทั้งหลาย นอกจากพระมหา-
ปชาบดีเถรีเจ้านั้น ได้พากันเหาะขึ้นสู่นภาดล
อากาศ เป็นผู้ประกอบด้วยมหิทธิฤทธิ์ที่รุ่งโรจน์
เหมือนดวงดาวทั้งหลาย อันโคจรเป็นกลุ่มกันไป
ฉะนั้น
พระภิกษุณีเหล่านั้น เป็นผู้ศึกษาแล้วใน
บุญกรรม จึงได้แสดงฤทธิ์มิใช่น้อยเหมือนนาย
ช่างทองที่ได้รับการศึกษาแล้วแสดงเครื่องประดับ
ที่ทำด้วยทองชนิดต่าง ๆ ฉะนั้น.
ในครั้งนั้น พระภิกษุณีเหล่านั้น แสดง
ปาฏิหาริย์มากมายหลายอย่าง ยังพระมุนีผู้ประ-
เสริฐกว่าพระอาทิตย์พร้อมทั้งบริษัทให้ชอบใจ
แล้วได้พากันลงจากนภาดลอากาศถวายบังคมพระ-
ศาสดาผู้สูงสุดกว่าฤาษี เมื่อพระศาสดาผู้เป็นยอด
ของนรชนทรงอนุญาตแล้ว จึงได้นั่ง ณ สถานที่
อันสมควร แล้วได้กราบทูลว่า

556
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 557 (เล่ม 72)

ข้าแต่พระวีรเจ้า โอหนอ พระโคตมี-
เถรีเจ้าเป็นผู้อนุเคราะห์หม่อมฉันทุก ๆ คน หม่อม
ฉันทุกคน พระนางได้อบรมด้วยบุญ จึงได้บรรลุ
ธรรมเป็นสิ้นอาสวะ
หม่อนฉันทั้งหลายเผากิเลสสิ้นแล้ว ถอน
ภพทั้งปวงขึ้นได้แล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกเหมือน
ช้างพังตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
การที่หม่อมฉันทั้งหลายมาในสำนักของ
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นการมาดีแล้วหนอ
วิชชา ๓ หม่อมฉันทั้งหลายบรรลุแล้ว
โดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้าหม่อมฉัน
ทั้งหลายได้ทำเสร็จแล้ว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ หม่อมฉันทั้งหลาย
ทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าหม่อมฉัน
ทั้งหลายได้ทำเสร็จแล้ว.
ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันทั้งหลายมี
ความชำนิชำนาญในฤทธิ์และทิพโสดธาตุ หม่อม-
ฉันทั้งหลายมีความชำนิชำนาญในเจโตปริยญาณ
รู้ปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพยจักษุได้แล้ว มีอาสวะ
ทั้งหลายสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก

557
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 558 (เล่ม 72)

ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อนฉันทั้งหลาย
มีญาณในอรรถ ในธรรม ในนิรุตติ และใน
ปฏิภาณ ญาณนั้นเกิดสำนักของพระองค์
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นพระนายกมหามุนี
พระองค์เป็นผู้อันหม่อมฉันทั้งหลายได้สั่งสมแล้ว
ได้ทรงโปรดมีจิตเมตตา อนุญาตให้หม่อมฉันทั้ง
ปวงนิพพานเถิดพระเจ้าข้า.
พระพิชิตมารได้ตรัสว่า เมื่อท่านทั้งหลาย
พูดอย่างนี้ว่า จักนิพพาน ฉันจักไปว่าอะไร ก็
บัดนี้ท่านทั้งหลายจงสำคัญกาลเวลาเอาเองเถิด.
ครั้งนั้น พระภิกษุณีเหล่านั้น มีพระ-
โคดมเถรีเจ้าเป็นต้น ถวายบังคมพระพิชิตมาร
แล้วได้พากันลุกจากที่นั่งนั้นไป พระธีรเจ้าผู้นำ
ชั้นเลิศของโลก พร้อมด้วยหมู่ชนเป็นอันมากได้
เสด็จไปส่งพระมาตุจฉาจนถึงซุ้มประตู ครั้งนั้น
พระโคตมีเถรีเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุณีทั้งหลาย
ทุก ๆ องค์ ได้พากันหมอบลงแทบพระยุคลบาท
ของพระศาสนาผู้เป็นพงศ์พันธุ์ของโลก กราบ
ทูลว่า นี้เป็นการถวายบังคมพระยุคลบาทครั้ง
สุดท้ายของหม่อมฉัน การได้เห็นพระองค์ผู้เป็น
นาถะของโลกครั้งนี้ ก็เป็นครั้งสุดท้าย หม่อมฉัน
จักษุได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์ซึ่งมีอาการ

558
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 559 (เล่ม 72)

ปานน้ำอมฤต ข้าแต่พระวีรเจ้าผู้เลิศของโลก
หม่อมฉันจักไม่ได้ถวายบังคมพระยุคลบาทของ
พระองค์ซึ่งอ่อนละเอียดอีก วันนี้หม่อมฉันจะ
เข้านิพพาน.
พระศาสดาตรัสว่า
จะมีประโยชน์อะไรด้วยรูปนี้แก่ท่านใน
ปัจจุบัน รูปนี้ล้วนปัจจัยปรุงแต่ง ไม่น่ายินดี
เป็นของเลวทราม.
พระมหาปชาบดีเถรีเจ้า พร้อมด้วยพระ-
ภิกษุณีเหล่านั้น ไปสู่สำนักนางภิกษุณีของตน
แล้ว นั่งพับเพียบบนอาสนะอันประเสริฐ.
ครั้งนั้น อุบาสิกาทั้งหลายในพระนคร
นั้น เป็นความเคารพรักในพระพุทธศาสนา ได้
สดับประพฤติเหตุของพระนางเจ้า ต่างก็เข้าไปหา
นมัสการแทบบาทมูล เอากรค่อนอุระประเทศ
ร้องไห้พิไรร่ำคร่ำครวญควรจะกรุณา เต็มไปด้วย
ความโศกเศร้า ล้มลงที่พื้นพสุธา ดุจเถาวัลย์
รากขาดแล้วตกลง ฉะนั้น
พากันร้องไห้รำพันด้วยวาจาว่า ข้าแต่
พระแม่เจ้าผู้เป็นนาถะให้ที่พึ่งของดิฉันทั้งหลาย
พระแม่เจ้า อย่าได้ล่ะทิ้งดิฉันทั้งหลายไปเข้า
นิพพานเสียเลย ดิฉันทุกคนขอซบเศียรอ้อนวอน.

559
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 560 (เล่ม 72)

พระมหาปชาบดีเถรีเจ้า ลูบศีรษะของ
อุบาสิกาผู้มีศรัทธา มีปัญญาซึ่งเป็นหัวหน้าของ
อุบาสิกาเหล่านั้นอยู่ ได้กล่าวว่า
ลูกทั้งหลายเอ๋ย การพร่ำเพ้อซึ่งเป็นไป
ในบ่วงแห่งมารไม่ควรเลย สังเขตธรรมทั้งปวง
ล้วนไม่เที่ยง มีแต่จะพลัดพรากจากกัน หวั่นไหว
ต่อแต่นั้นพระนางก็สละอุบาสิกาเหล่า
นั้นเสีย เข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน
และจตุตถฌาน แล้วเข้าอากาสานัญจายตนฌาน
วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญายตนฌาน
และเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ตามลำดับ
แล้วพระโคดมเถรีเจ้าก็เข้าฌานทั้งหลายโดยปฏิ-
โลม แล้วก็เข้าปฐมฌานไปตราบเท่าถึงจตุตถฌาน
ครั้นออกจากจตุตถฌานนั้นแล้วก็ดับไป เหมือน
เปลวประทีปที่หมดเชื้อดับไป ฉะนั้น.
ได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ สายฟ้าก็ตกลง
จากนภากาศ กลองทิพยก็บันลือลั่นขึ้นเอง ทวย-
เทพพากันคร่ำครวญ และฝนดอกไม้ก็ตกจาก
อากาศลงยังพื้นแผ่นดิน
แม้ขุนเขาสุเมรุราชก็กัมปนาทหวั่นไหว
เหมือนคนเต้นรำในท่ามกลางที่เต้นรำ ฉะนั้น
สาครก็ปั่นป่วนตีฟองคะนองระลอกฉะฉาน

560
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 561 (เล่ม 72)

ทวยเทพ นาค อสูร และพรหมต่างก็
พากันสลดใจ กล่าวขึ้นในทันใดนั้นเองว่า สังขาร
ทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ เหมือนอย่างพระมหาปชา-
บดีเถรีเจ้านี้ถึงความย่อยยับไปแล้วฉะนั้น
และพระเถรีทั้งหลายผู้ทำตามคำสอนของ
พระศาสดา ซึ่งแวดล้อมพระมหาปชาบดีเถรีเจ้านี้
พากันดับไปแล้ว เหมือนเปลวประทีปหมดเชื้อ
ดับไป ฉะนั้น โอ้ ความประจวบกันมีความ
พลัดพรากเป็นที่สุด โอ้ สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งล้วน
แต่ไม่เที่ยง โอ้ ชีวิตมีความหายสูญเป็นที่สุด
ความปริเทวนา ได้มีแล้ว ด้วยประการฉะนี้.
ในลำดับนั้น เทวดาและพรหมต่างก็ทำ
ความประพฤติตามโลกธรรม ตามสมควรแก่กาล
แล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สูงสุดกว่า
ฤาษี
ครั้งนั้น พระศาสดาได้ตรัสเรียกท่าน
พระอานนท์ผู้พหูสูตมาสั่งว่า อานนท์ ท่านจง
ไปประกาศให้ภิกษุทั้งหลายทราบถึงการนิพพาน
ของพระมารดา
เวลานั้น ท่านพระอานนท์เป็นผู้หมด
ความแช่มชื่น มีตานองไปด้วยน้ำตา ได้กล่าว
ด้วยเสียงอันน่าสงสารว่า ขอพระภิกษุทั้งหลาย
ผู้เป็นโอรสของพระสุคตเจ้าซึ่งอยู่ในทิศตะวันออก
ทิศใต้ ทิศตะวันตกและทิศเหนือจงมาประชุมกัน

561
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 562 (เล่ม 72)

พระภิกษุณีผู้ยังพระสรีระสุดท้ายของ
พระมุนีให้เจริญด้วยน้ำนม พระมารดาของกระผม
พระโคตมีภิกษุณีนั้นถึงความสงบ เหมือนดวงดาว
ในเมื่อพระอาทิตย์อุทัย ฉะนั้น พระนางผู้เป็นที่
รู้ทั่วกันว่า เป็นพระพุทธมารดา ครั้นดำรงอยู่แล้ว
ไปสู่ความเสมอกันแล้ว คือในทีใด ถึงคนมี ๕ ตา
เห็นให้ได้ ในที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งเป็น
ผู้นำทรงเห็นได้
ขอพระโอรสของพระสุคตเจ้าผู้มีความ
เชื่อในพระสุคต หรือเป็นศิษย์ของพระมหามุนี
จงทำสักการะแด่พระพุทธมารดาเถิด.
ภิกษุทั้งหลายถึงอยู่ไกล ได้ฟังคำประ-
กาศนั้นแล้ว ก็มาได้เร็ว บางพวกมาด้วยพุทธ-
นุภาพ บางพวกที่ฉลาดในฤทธิ์ก็มาด้วยฤทธิ์ ต่าง
ช่วยกันยกเอาเตียงนอนที่พระโคตมีเถรีเจ้าหลับ
ขึ้นไว้ในเรือนยอดอันประเสริฐ น่ายินดี สำเร็จ
ด้วยทองคำล้วน ๆ งดงาม
ท้าวโลกบาลทั้งสี่เอาบ่าเข้ารองรับเรือน
ยอด ทวยเทพที่เหลือมีท้าวสักกะเป็นต้น เข้า
ช่วยรับเรือนยอด
เรือนยอดทั้งหมดมี ๕๐๐ หลัง แท้จริง
เรือนยอดเหล่านั้น วิสสุกรรมเทพบุตรนิรมิต มี
สีเหมือนพระอาทิตย์ในสรทกาล.

562
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 563 (เล่ม 72)

ทวยเทพทั้งหลายได้แบกพระภิกษุ ทุก ๆ
องค์ที่นอนอยู่บนเตียงแล้ว นำเอาออกไปตาม
ลำดับ พื้นนภากาศถูกเอาเพดานบังไว้ทั่ว ดวง-
จันทร์ ดวงอาทิตย์ พร้อมทั้งดวงดาวซึ่งสำเร็จ
ด้วยทองได้ถูกติดเป็นตราไว้ที่เพดานนั้น
ธงปฏากได้ถูกยกขึ้นไว้เป็นอันมาก จิต-
กาธารทั้งหลายมีดอกไม้เป็นเครื่องปกคลุม ดอก
ไม้ที่เกิดในอากาศเอาปลายลง ดอกไม้ผุดขึ้นจาก
แผ่นดิน พระจันทร์และพระอาทิตย์ คนมองดู
เห็นได้ และดาวทั้งหลายส่องแสงระยับระยิบ.
อนึ่ง พระอาทิตย์ถึงจะโคจรไปในเวลา
เที่ยงก็เป็นเหมือนพระจันทร์ ไม่ทำใคร ๆ ให้
เร่าร่อน ทวยเทพทั้งหลายพากันบูชาด้วยของหอม
และดอกไม้ทิพย์อันน่ายินดี และด้วยการขับร้อง
ฟ้อนรำดีดสีตีเป่าอันเป็นทิพย์
พวกนาค อสูรและพรหม ต่างก็พากัน
บูชาพระพุทธมารดาผู้นิพพานแล้ว กำลังถูกเขา
นำเอาออกไป ตามสติกำลัง
พระภิกษุผู้เป็นโอรสของพระสุคตเจ้า
ซึ่งนิพพานแล้วทั้งหมดเชิญไปข้างหน้า พระ-
โคตมีเถรีพุทธมารดาผู้อันเทวดาและมนุษย์สักการะ
เชิญไปข้างหลัง

563
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 564 (เล่ม 72)

เทวดา มนุษย์ พร้อมด้วยนาค อสูรและ
พรหม ไปข้างหน้า ข้างหลังพระพุทธเจ้าพร้อม
ด้วยพระสาวกเสด็จไปเพื่อจะบูชาพระมารดา.
การปรินิพพานของพระพุทธเจ้า หาได้
เป็นเช่นนี้ไม่ การปรินิพพานของพระโคตมีเถรี
เจ้า อัศจรรย์ยิ่งนัก
ในเวลาพระพุทธเจ้าเสด็จนิพพาน ไม่มี
พระพุทธเจ้าและภิกษุทั้งหลาย มีพระสารีบุตร
เป็นต้น เหมือนในเวลาพระโคตมีเถรีเจ้านิพพาน
ซึ่งมีพระพุทธเจ้าและภิกษุทั้งหลายมีพระสารีบุตร
เป็นต้น
ชนทั้งหลายช่วยกันทำจิตกาธารซึ่งสำเร็จ
ด้วยของหอมล้วน และเกลื่อนไปด้วยจุรณแห่ง
เครื่องหอม แล้วเผาพระภิกษุเหล่านั้นบนจิต-
กาธารนั้น ส่วนที่เหลือนอกจากอัฐิถูกไฟไหม้สิ้น.
ก็ในเวลานั้นท่านพระอานนท์ได้กล่าว
วาจาอันให้เกิดความสังเวชว่า พระโคตมีเถรีเจ้า
เข้านิพพานแล้ว พระสรีระของพระนางก็ถูกเผา
แล้ว การนิพพานของพระพุทธเจ้าน่าสังเกต อีก
ไม่นานก็คงจักมี
ต่อจากนั้น ในพระอานนท์อันพระ-
พุทธเจ้าทรงตักเตือน ท่านได้น้อมพระธาตุของ
พระโคดมเถรีเจ้า ซึ่งอยู่ในบาตรของพระนางเข้า
มาถวายแด่พระโลกนาถ

564
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 565 (เล่ม 72)

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สูงสุดกว่าฤาษี ได้
ทรงประคองพระธาตุเหล่านั้นด้วยฝ่าพระหัตถ์แล้ว
ตรัสว่า เพราะสังขารเป็นสภาพไม่เที่ยง พระ-
โคตมีผู้เป็นใหญ่กว่าหมู่พระภิกษุณีจึงต้องนิพพาน
เช่นเดียวกับลำต้นของต้นไม้ใหญ่ ที่มีแก่นตั้งอยู่
ถึงจะใหญ่ก็ต้องพินาศ ฉะนั้น.
ดูเถอะอานนท์ เมื่อพระพุทธมารดาแม้
นิพพานแล้ว เพียงแต่สรีระก็ยังไม่เหลือ ไม่น่า
เศร้าโศกปริเทวนาการไปเลย
คนอื่น ๆ ไม่ควรเศร้าโศกถึงพระนางผู้
ข้ามสาครคือสังขารไปแล้ว ละเว้นเหตุอันทำให้
เดือดร้อนเสียได้ เป็นผู้เยือกเย็นดับสนิทดีแล้ว
พระนางเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก และ
มีปัญญากว้างขวาง ทั้งเป็นผู้รู้ราตรีนานกว่า
ภิกษุณีทั้งหลาย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จงรู้ไว้อย่างนี้เถิด
พระโคตมรเถรีเจ้า เป็นผู้ชำนาญในทิพโสต-
ธาตุ และมีความชำนาญในเจโตปริยญาณ รู้ทั่ว
ถึงปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพยจักษุให้หมดจด
อาสวะทั้งสิ้นของพระนางหมดสิ้นไปแล้ว บัดนี้
ภพใหม่ไม่มีอีก

565