ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 546 (เล่ม 72)

จักษุของหม่อมฉันทั้งหลาย ไม่เคยอิ่ม
ด้วยการเห็นพระองค์ โสตของหม่อมฉันทั้งหลาย
ไม่เคยอิ่มด้วยพระภาษิตของพระองค์ จิตของ
หม่อมฉันทั้งหลายดวงเดียวแท้ ๆ ก็ไม่อิ่มด้วยรส
แห่งธรรมของพระองค์.
ผู้บันลืออยู่ในบริษัท กำจัดเสียซึ่งทิฏฐิ
และมานะชนเหล่าใดเห็นพระพักตร์ของพระองค์
ชนเหล่าใดประณตน้อมพระยุคลบาทของพระองค์
ข้าแต่พระองค์ผู้ถึงที่สุดสงความ ชน
เหล่าใดประณตน้อมพระยุคลบาทของพระองค์
ซึ่งมีพระองคุลียาว มีพระนขาแดงงดงาม มีส้น
พระบาทยาว ถึงชนเหล่านั้น ก็ชื่อว่าเป็นผู้มีโชคดี
ข้าแต่พระนโรดม ชนเหล่าใดได้สดับ
พระดำรัสของพระองค์อันไพเราะน่าปลื้มใจ เผา
เสียซึ่งโทษ เป็นประโยคเกื้อกูล ชนเหล่านี้
ก็ชื่อว่าเป็นผู้มีโชคดี
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันทั้งหลาย
อิ่มไปด้วยการบูชาพระบาทของพระองค์ ข้ามพ้น
ทางกันดารคือสงสารได้ ด้วยพระสุนทรกถาของ
พระองค์ผู้ทรงสิริ ฉะนั้นหม่อมฉันทั้งหลายจึง
ชื่อว่าเป็นผู้มีโชคดี.
ลำดับนั้น พระมหาปชาบดีโคตมีเถรีผู้
มีวัตรอันงาม ประกาศในหมู่พระภิกษุสงฆ์แล้ว

546
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 547 (เล่ม 72)

ไหว้พระรากล พระอานนท์ และพระนันทะ
แล้วได้ตรัสดังนี้ว่า ดิฉันเบื่อหน่ายในร่างกายซึ่ง
เสมอด้วยที่อยู่ของอสรพิษ เป็นที่พักของโรค
เป็นสถานที่เกิดทุกข์ มีชราและมรณะเป็นโคจร
อาเกียรณ์ไปด้วยมลทิน คือ ซากศพ
ต่าง ๆ ต้องพึ่งพาผู้อื่น ปราศจากเรี่ยวแรง
ฉะนั้น ดิฉันจึงปรารถนาจะนิพพานเสีย ขอลูก
ทั้งหลายจงยอมอนุญาตให้เถิด.
พระนันทเถรเจ้าและพระราหุลผู้เจริญ
เป็นผู้ปราศจากความโศก ไม่มีอาสวะ ตั้งมั่น
ไม่หวั่นไหว มีปัญญา มีความเพียร ได้คิดตาม
ธรรมดาว่า
น่าติโลกที่ปัจจัยปรุงแต่งปราศจากแก่น-
สาร เปรียบด้วยต้นกล้วย เช่นเดียวกับกลลวง
และพยับแดด ต่ำช้า ไม่มั่นคง
พระโคตมีเถรี พระมาตุจฉาของพระ-
พิชิตมาร ซึ่งได้เลี้ยงดูพระพุทธเจ้าก็ยังต้องถึงแก่
กรรม สังขตธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง
ก็ครั้งนั้น พระอานนท์พุทธอนุชา ซึ่ง
เป็นคนสนิทของพระพิชิตมาร ยังเป็นพระเสข-
บุคคลอยู่ ท่านหลั่งน้ำตาร้องไห้คร่ำครวญอย่าง
น่าสงสาร ณ ที่นั้นว่า

547
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 548 (เล่ม 72)

พระโคตมีเถรีเจ้าตรัสอยู่หลัด ๆ ก็จะ
เสด็จไปนิพพานเลย อีกไม่นานเลยแม้พระพุทธ-
เจ้าก็คงจะเสด็จไปนิพพานแน่นอน เปรียบเหมือน
ไฟที่หมดเชื้อแล้ว ฉะนั้น
พระโคตมีเถรีเจ้าได้ตรัสกะท่านพระ-
อานนท์ผู้ชำนาญพระปริยัติ ปานดังสาครอันลึก
ล้ำ เอาใจใส่ในการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ซึ่ง
พร่ำรำพันอยู่ดังกล่าวมาว่า
ลูกเอ๋ย เมื่อกาลเป็นที่ร่าเริงปรากฏขึ้น
แล้ว พ่อไม่ควรที่จะเศร้าโศกถึงการตายของดิฉัน
ที่สุดแห่งการนิพพานของดิฉันใกล้เข้ามาแล้ว
พ่อเอย พระศาสดา พ่อได้ทูลให้ทรงยิน-
ยอม จึงได้ทรงอนุญาตให้เราบวช ลูกเอ๋ย พ่อ
อย่าเสียใจไปเลย ความพยายามของพ่อมีผล
ก็บทใด ที่ติตถิกาจารย์ทั้งหลายผู้เก่าแก่
ไม่เห็น บทนั้นอันเด็กหญิงซึ่งมีอายุ ๗ ขวบรู้แจ้ง
ประจักษ์แล้ว
พ่อจงรักษาพระพุทธศาสนาไว้ การที่
ดิฉันได้เห็นพ่อครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย บุคคลไป
ในทิศใดแล้วไม่ปรากฏ ดิฉันก็จะขอลาไปในทิศ
นั้นนะลูก.

548
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 549 (เล่ม 72)

ในกาลบางคราวพระ นายกเจ้าผู้เลิศโลก
กำลังทรงแสดงธรรมอยู่ พระองค์ทรงถามแล้ว
ครั้งนั้น ดิฉันเกิดความสงสารกล่าววาจาถวาย
พระพรว่า
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ขอพระองค์จงมี
พระชนชีพอยู่นาน ๆ ข้าแต่พระมหามุนี ขอ
พระองค์ จงดำรงพระชนม์อยู่ตลอดกัป เพื่อความ
เกื้อกูลและประโยชน์แก่โลกทั้งปวงเถิด ขออย่า
ให้พระองค์ทรงพระชราและปรินิพพานเสียเลย.
พระพุทธเจ้า พระองค์ได้ตรัสกะดิฉัน
กราบทูลเช่นนั้นว่า ดูก่อนพระนางโคตมี พระ-
พุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้อันบุคคลชมเชย เหมือน
อย่างที่ท่านชมเชยอยู่มิได้ ดิฉันได้ทูลถามว่าก็แล
ด้วยประการเป็นดังฤา พระตถาคตผู้สัพพัญญูจึง
ชื่อว่าอันบุคคลพึงชมเชยด้วยประการเป็นดังฤา.
พระพุทธเจ้าจึงชื่อว่าอันบุคคลไม่ชมเชย
พระองค์อันหม่อมฉันถามถึงเหตุนั้นแล้ว ขอได้
ตรัสบอกเหตุนั้นแก่หม่อมฉันเถิด.
พระองตรัสตอบว่า ท่านจงดูพระสาวก
ทั้งหลายผู้ปรารภความเพียร ตั้งใจแน่วแน่ มี
ความบากบั่นมั่นเป็นนิตย์ เป็นคนพร้อมเพรียงกัน
นี้เป็นการชมเชยพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

549
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 550 (เล่ม 72)

ต่อแต่นั้น ดิฉันไปสู่สำนักนางภิกษุ
อยู่ผู้เดียว คิดเห็นแจ้งชัดว่า พระนาถะผู้ถึงที่สุด
แห่งไตรภพ ทรงพอพระทัยบริษัทที่สามัคคีกัน
เมื่อกระนั้น ดิฉันจะนิพพานเสีย ดิฉัน
อย่าได้พบความวิบัตินั้นเลย ครั้นดิฉันคิดดังนี้
แล้ว ได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้อุดมกว่าฤาษีทั้งปวง
แล้วได้กราบทูลกาลเป็นที่ปรินิพพานกะ
ผู้นำชั้นพิเศษ ลำดับนั้น พระองค์ได้ทรงอนุญาต
ให้ดิฉันดั่งนี้ว่า จงรู้กาลเอาเถิดพระนางโคตมี
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อน
พระโคตมี คนพาลเหล่าใด สงสัยในการตรัสรู้
ธรรมของสตรีทั้งหลาย ท่านจงแสดงอิทธิฤทธิ์
เพื่อละเสียซึ่งทิฏฐิของคนพาลเหล่านั้น
ครั้งนั้น พระโคตมีเถรีเจ้า ถวายบังคม
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เหาะขึ้นสู่อัมพร แสดง
ฤทธิ์เป็นอันมากตามพระพุทธานุญาต
คือองค์เดียวเป็นหลายองค์ก็ได้ ทำให้
ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพง
ภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุด
ขึ้นดำลงแม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบน
น้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้

550
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 551 (เล่ม 72)

เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ใช้
อำนาจทางกายไปตลอดพรหม ก็ได้
ทำถูเขาสิเนรุให้เป็นท่อน ๆ พลิกมหา-
ปฐพีขึ้นพร้อมด้วยราก ทำให้เป็นตัวร่มกั้นต่าง
ร่มเดินจงกรมในอากาศ
ทำโลกให้รุ่งโรจน์ ประหนึ่งว่าเวลา
พระอาทิตย์อุทัยเหนือภูเขายุคันธร และทำโลก
นั้น ให้เป็นเหมือนพวงดอกไม้ตาข่าย
เอาพระหัตถ์ข้างหนึ่งกำภูเขามุจจลินท์
ภูเขาสิเนรุ ภูเขามันทาระ และภูเขาทัททระไว้
ทั้งหมด เหมือนดังกำเมล็ดพันธ์ผักกาด เอา
ปลายนิ้วมือบังพระอาทิตย์พร้อมทั้งพระจันทร์ไว้
ทัดทรงพระจันทร์พระอาทิตย์ไว้ตั้งพันดวง
เหมือนทัดทรงพวงมาลัย ฉะนั้น
ทรงน้ำในสาครทั้ง ๔ ไว้ได้ด้วยฝ่า
พระหัตถ์ข้างหนึ่ง ยังฝนใหญ่ อันมีอาการปาน
ดังเมฆบนภูเขายุคันธรให้ตกลง
พระนางเจ้านั้นได้นิรมิตให้เป็นพระเจ้า-
จักรพรรดิ พร้อมด้วยบริษัทในนภาดลอากาศ
แสดงให้เป็นครุฑ คชสาร ราชสีห์ ต่างบันลือ
สีหนาทนฤโฆษอยู่

551
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 552 (เล่ม 72)

องค์เดียวนิรมิตให้เป็นคณะ พระภิกษุณี
นับไม่ถ้วน แล้วก็อันตรธานกลับเป็นองค์เดียว
กราบทูลพระมหามุนีเจ้าว่า
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าผู้มีพระจักษุ หม่อม
ฉันผู้เป็นพระมาตุจฉาของพระองค์ เป็นผู้ทำตาม
คำสอนของพระองค์ บรรลุประโยชน์ของตนโดย
ลำดับแล้ว ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของ
พระองค์
พระนางเจ้านั้นครั้นแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ
แล้ว ลงจากนภาดลอากาศ ถวายบังคมพระผู้
ส่องโลกแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
พระนางเจ้าได้กราบทูลว่า
ข้าแต่พระมหามุนีผู้นายกของโลก หม่อม
ฉันมีอายุได้ ๑๒๐ ปี แต่กำเนิดแล้วเพียงเท่านี้ก็
พอแล้ว หม่อมฉันจักขอทูลลานิพพาน.
ครั้งนั้น บริษัททั้งหมดนั้นถึงความพิศวง
ยิ่งนัก จึงได้พากันประนมอัญชลีถามว่า ข้าแต่
พระแม่เจ้า พระแม่เจ้าได้ทำอะไรไว้ จึงมีฤทธิ์
อำนาจเช่นนี้.
พระมหาปชาบดีโคตมีเถรีเจ้า ได้กล่าวบุพจริยาของท่านดังต่อไปนี้
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระพิชิตมาร
พระนามว่าปทุมุตตระ ผู้มีจักษุในธรรมทั้งปวง
เป็นผู้นำได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

552
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 553 (เล่ม 72)

ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลอำมาตย์ ซึ่ง
สมบูรณ์ด้วยเครื่องอุปการะทุกสิ่ง เจริญ รุ่งเรือง
ร่ำรวย ในพระนครหังสวดี
บางครั้ง ดิฉันพร้อมด้วยบิดา อันหมู่
ทาสห้อมล้อม เข้าไปเฝ้าพระนราสภพระองค์นั้น
พร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก ได้เห็นพระพิชิต
มารผู้ปานดังท้าววาสวะ ยังฝนคือธรรมให้ตกอยู่
เป็นผู้ไม่มีอาสวะ เกลื่อนไปด้วยระเบียบแห่งรัศมี
เป็นกับพระอาทิตย์ในสรกาล แล้วยังจิตให้
เลื่อมใส และสดับสุภาษิตของพระองค์ ได้สดับ
พระผู้นำนรชนทรงตั้งพระภิกษุณีผู้เป็นพระมาตุจ-
ฉาไว้ในตำแหน่งอันเลิศ จงถวายมหาทานและ
ปัจจัยเป็นอันมาก แต่พระผู้เลิศกว่านรชน ผู้คง
ที่พระองค์นั้น พร้อมทั้งพระสงฆ์ ๗ วัน แล้ว
ได้หมอบลงแทบพระบาท มุ่งปรารถนาตำแหน่ง
นั้น.
ลำดับนั้น พระพิชิตมารผู้อุดมกว่าฤาษี
ได้ตรัสในบริษัทใหญ่ว่า สตรีใดได้นิมนต์พระผู้
นำโลกพร้อมด้วยสงฆ์ให้ฉันตลอด ๗ วัน เราจัก
พยากรณ์สตรีนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดาพระ-
นามว่าโคดม ซึ่งทรงสมภพในวงศ์พระเจ้า
โอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก

553
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 554 (เล่ม 72)

สตรีผู้มีจิตได้เป็นธรรมทายาทของพระ-
ศาสดา พระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมนิรมิต
จักได้เป็นพระสาวิกาของพระศาสดา มีนามว่า
โคตมี
จักได้เป็นพระมาตุจฉาบำรุงเลี้ยงชีวิต
ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น จักได้ความเป็นผู้
เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายผู้รู้ราตรีนาน.
ครั้งนั้น ดิฉันได้สดับพระพุทธพยากรณ์
นั้นแล้ว มีใจปราโมทย์ บำรุงพระพิชิตมารด้วย
ปัจจัยทั้งหลายตราบเท่าสิ้นชีวิต ต่อจากนั้นดิฉัน
ได้ทำกาลกิริยา
ดิฉันเกิดในพวกเทพเหล่าดาวดึงส์ผู้ซึ่ง
ให้สำเร็จกามอารมณ์ได้ทุกประการ ครอบงำ
ทวยเทพอื่น ๆ เสียด้วยองค์ ๑๐ ประการ
คือ ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส ผัสสะ
อายุ วรรณะ สุข ยศ และรุ่งเรื่องครอบงำ
ทวยเทพอื่น ๆ ด้วยความเป็นใหญ่ ดิฉันได้เป็น
พระมเหสีผู้น่ารักของท้าวอมรินทร์ในสวรรค์ชั้น
ดาวดึงส์นั้น.
เมื่อดิฉันยังท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร เป็น
หวั่นไหวเพราะพายุ คือกรรม จึงเกิดในบ้าน
ของทาส ในอาณาเขตของพระเจ้ากาสี

554
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 555 (เล่ม 72)

ครั้งนั้น ทาส ๕๐๐ คนอาศัยอยู่ในบ้าน
นั้น ดิฉันได้เป็นภรรยาของหัวหน้าทาสในบ้าน
นั้น
พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ ได้เข้าไป
สู่บ้านเพื่อบิณฑบาต ดิฉันกับญาติทุกคน เห็น
พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นมีความยินดี เรา
พร้อมด้วยสามีมีจิตเลื่อมใส สร้างกุฎี ๕๐๐ หลัง
อุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นตลอดสี่เดือน
แล้วถวายไตรจีวร
ต่อจากนั้น เราพร้อมกับสามีก็ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ในภพสุดท้ายในบัดนี้ดิฉัน
เกิดในพระนครเทวทหะ พระชนกของดิฉัน
พระนามว่าอัญชนศากยะ พระชนนีของดิฉัน
พระนามว่าสุลักขณา ต่อมาดิฉันได้ไปสู่พระราช-
วังของพระเจ้าสุทโธทนะ ในพระนครกบิลพัสดุ์
สตรีทุกคนเกิดในสกุลศากยะแล้ว ไปสู่เรือนของ
พวกเจ้าศากยะ ก็ดิฉันประเสริฐกว่าสตรีทุกคน
ได้เป็นคนบำรุงเลี้ยงพระพิชิตมาร
พระโอรสของดิฉันพระองค์นั้นเสด็จออก
มหาภิเนษกรมณ์แล้ว ได้เป็นพระพุทธเจ้าผู้นำชั้น
พิเศษ ภายหลังดิฉันพร้อมด้วยนางศากิยานี ๕๐๐
จึงได้บวช

555