ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 536 (เล่ม 72)

นฬมาลิกาเถรีอปทาน ๖ (๑๖)
ผลของการบูชาด้วยดอกบัว
[๑๕๖ ] ดิฉันเกิดเป็นนางกินรีอยู่ที่ฝั่ง
แม่น้ำจันทภาคา ครั้งนั้น ดิฉันได้พบพระสยัม-
ภูพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไร ๆ
จึงมีจิตเลื่อมใสโสมนัส เกิดปีติ ประนมอัญชลี
แล้ว เก็บเอาดอกอ้อมาบูชาพระสยัมภู เพราะ
กรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการตั้งเจตน์จำนง
ไว้ ดิฉันละร่างนางกินรีแล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้น
ดาวดึงส์
ดิฉันได้เป็นอัครมเหสีของท้าวสักก-
เทวราช ๓๖ พระองค์ สิ่งที่ฉันปรารถนาด้วยใจ
ย่อมเกิดตามปรารถนา ดิฉันได้เป็นพระอัคร-
มเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐ พระองค์ ดิฉัน
เป็นผู้สร้างตน ท่องเที่ยวไปในภพทั้งปวง
กุศลของดิฉันมี ดิฉันได้ออกบวชเป็น
บรรพชิต วันนี้ดิฉันเป็นปูชารหบุคคลในศาสนา
ของพระศากยบุตร
ในกัปที่ ๘๔ แต่กัปนี้ ดิฉันได้บูชา
พระพุทธเจ้าใด ด้วยพุทธบูชานั้น ดิฉันไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เห็นผลแห่งดอกอ้อ

536
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 537 (เล่ม 72)

ทุกวันนี้ดิฉันมีใจบริสุทธิ์ ปราศจากใจ
ที่ชั่วช้า มีอาสวะสิ้นไปทั้งหมด บัดนี้ภพใหม่
ไม่มีอีก
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระนฬมาลิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบนฬมาลิกาเถรีอปทาน
มหาปชาบดีโคตมีเถรีอปทานที่ ๗ (๑๗)
บุพจริยาของพระมหาปาชาบดีโคตมีเถรี
[๑๕๗] ในกาลครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ผู้เป็นประทีปแก้วส่องโลกให้สว่างไสว
เป็นนายสารภีฝึกนรชน ประทับอยู่ ณ กูฏาคาร
ศาลาป่ามหาวันใกล้พระนครเวสาลี
ครั้งนั้น พระมาโคตมีภิกษุณี พระมหา-
ตุจฉาของพระพิชิตมาร อยู่ในสำนักนางภิกษุณี
ในพระนครอันรื่นรมย์นั้น พร้อมด้วยพระภิกษุณี
๕๐๐ องค์ ซึ่งล้วนแต่พ้นจากกิเลสแล้ว เมื่อ
พระมหาปชาบดีโคตมีนั้นอยู่ในที่สงัด ตรึกนึกคิด
อย่างนี้ว่า
การปรินิพพานของพระพุทธเจ้าก็ดี ของ
คู่พระอัครสาวกก็ดี ของพระราหุล พระอานนท์
และพระนันทะก็ดี เราไม่ได้เห็น

537
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 538 (เล่ม 72)

เราอันพระโลกนาถผู้แสวงหาคุณอันใหญ่
ทรงอนุญาตแล้ว พึงปลงอายุสังขารแล้วนิพพาน
ก่อนเถิด พระภิกษุณีทั้ง ๕๐๐ องค์ ก็ได้ตรึก
อย่างนั้นเหมือนกัน แม้พระเขมาภิกษุณีเป็นต้น
ก็ได้ตรึกเช่นนี้เหมือนกัน
ครั้งนั้น เกิดแผ่นดินไหว กลองทิพย์
ดังขึ้นเองทวยเทพที่สิงอยู่ในสำนักของนางภิกษุณี
ถูกความโศกบีบคั้น บ่นเพ้ออยู่อย่างน่าสงสาร
หลั่งน้ำตาแล้วในที่นั้น พระภิกษุณีทุก ๆ องค์
พร้อมด้วยทวยเทพเหล่านั้น เข้าไปหาพระมหา -
โคตมีภิกษุณี ซบศีรษะแทบเท้าแล้วกล่าวว่า
ข้าแต่พระแม่เจ้า เพราะเรามีปกติอยู่ด้วยการ
เทียบเคียงในกรรมเหล่านั้น เราได้อยู่ในที่สงัด
พื้นภูมิภาคหวั่นไหวจลาจล กลองทิพย์
ดังขึ้นเอง และเราได้ยินเสียงคร่ำครวญ ข้าแต่
พระโคตมี จะต้องมีเหตุอะไรเกิดขึ้นแน่
ครั้งนั้น พระมหาโคตมีภิกษุณีได้บอก
ถึงเหตุตามที่ตนได้ตรึกแล้วทุกประการ ลำดับ
นั้น พระภิกษุณีทุก ๆ องค์ ก็ได้บอกถึงเหตุที่
ตนตรึกตรองแล้ว กล่าวว่า
ข้าแต่พระแม่เจ้า ถ้าพระแม่เจ้าชอบใจ
การปรินิพพานอันเกษมอย่างยิ่งไซร้ ถึงดิฉัน
ทั้งหลายก็จักนิพพานทั้งหมด ในกาลก่อนที่

538
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 539 (เล่ม 72)

พระพุทธเจ้าจะทรงพระอนุญาต ดิฉันทั้งหลายได้
ออกจากเรือนพร้อมด้วยพระแม่เจ้า เมื่อดิฉัน
ทั้งหลายออกจากภพนี้ไปสู่บุรีคือนิพพานอันอุดม
ดิฉันทั้งหลาย ก็จักไปพร้อมกับพระแม่เจ้า
เหมือนกัน.
พระมหาปชาบดีโคตมีได้กล่าวว่า
เมื่อท่านทั้งหลายจะไปสู่นครคือนิพพาน
ดิฉันจักว่าอะไรได้เล่า แล้วได้ออกจากสำนักนาง
ภิกษุณีไปพร้อมกับพระภิกษุณีทั้งหมดในครั้งนั้น
พระปชาบดีโคตมีภิกษุได้กล่าวกะทวย-
เทพทั้งหลายที่สิง อยู่ ณ สำนักนางภิกษุณีว่า จง
อดโทษแก่ดิฉันเถิด การเห็นสำนักนางภิกษุณี
ของดิฉันนี้ เป็นการเห็นครั้งสุดท้าย
ในที่ใดไม่มีความแก่หรือความตาย ไม่มี
การสมาคมด้วยสัตว์และสังขารอันไม่เป็นที่รัก
ไม่มีการพลัดพรากจากสัตว์และสังขารอันไม่เป็นที่รัก
ที่นั้น นักปราชญ์กล่าวว่าเป็นอสังขตสถาน
พระโอรสของพระสุคตเจ้าทั้งหลายที่ยัง
ไม่ปราศจากราคะ ได้สดับคำของพระนางนั้น
เป็นผู้โศกกำศรดปริเทวนาการว่า
น่าสังเวชหนอพวกเราเป็นคนมีบุญน้อย
สำนักพระภิกษุณีนี้จะว่างเปล่า เพราะเว้นพระ-
ภิกษุณีเหล่านั้น พระภิกษุณีผู้ชิโนรส จะไม่

539
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 540 (เล่ม 72)

ปรากฏ เปรียบเหมือนดวงดาวทั้งหลายไม่ปรากฏ
ในเวลาที่สว่างฉะนั้น
พระนางโคตมีภิกษุณีจะไปสู่นิพพาน
พร้อมกับพระภิกษุณีอีก ๕๐๐ องค์ เหมือนกับ
แม่น้ำคงคาไหลไปสู่สาครพร้อมกับแม่น้ำ ๕๐๐
สาย ฉะนั้น
อุบาสิกาทั้งหลายผู้มีศรัทธา เห็นพระ-
โคตมีภิกษุณีนั้นกำลังเดินไปตามถนน ได้พากัน
ออกจากเรือนไปหมอบลงแทบเท้าแล้วกล่าวว่า
ดิฉันทั้งหลายเลื่อมใสในพระแม่เจ้า
พระแม่เจ้าจะละทิ้งดิฉันทั้งหลาย ไว้ให้เป็นคน
อนาถาเสียแล้ว พระแม่เจ้ายังไม่ควรที่จะปริ-
นิพพานก่อน
ควรที่จะสงสารด้วยอุบาสิกาเหล่านั้นพา
กันปริเทวนาการ เพื่อจะให้อุบาสิกาเหล่านั้นละ
เสียซึ่งความโศก พระนางจึงได้กล่าวอย่างเพราะ
พริ้งว่า อย่าร้องไห้ไปเลยลูกทั้งหลาย วันนี้เป็น
เวลารื่นเริงของท่านทั้งหลาย
ความทุกข์ ดิฉันกำหนดรู้แล้ว ตัณหา
อันเป็นเหตุแห่งควานทุกข์ดิฉันเว้นขาดแล้ว
ความดับทุกข์ ดิฉันได้ทำให้แจ้งแล้ว อนึ่ง
แม้ถึงมรรค ดิฉันก็ได้อบรมดีแล้ว.
จบภาณวารที่ ๑

540
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 541 (เล่ม 72)

พระศาสดาดิฉันได้บำรุงแล้ว คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว ภาระอัน
หนักดิฉันได้ปลงลงแล้ว ตัณหาอันนำไปสู่ภพ
ดิฉันได้ถอนเสียแล้ว
ดิฉันออกบวชเป็นบรรพชิตเพื่อประโยชน์
ใด ประโยชน์นั้นดิฉันบรรลุแล้วโดยลำดับ สัง-
โยชน์ทุกอย่างหมดไปแล้ว
พระพุทธเจ้าและพระสัทธรรม ของ
พระองค์ มิได้บกพร่อง ยังดำรงอยู่ตราบใด
ตราบนั้นเป็นกาลที่ดิฉันจะนิพพาน ลูกทั้งหลาย
อย่าได้เศร้าโศกถึงดิฉันเลย
พระโกณฑัญญะ พระอานนท์และ
พระนันทะเป็นต้น กับทั้งพระราหุลพุทธชิโนรส
ยังมีชนมีชีพอยู่ ขอพระสงฆ์จงเป็นผู้มีความ
สุขสำราญ ขอให้เดียรถีย์จงเป็นผู้มีความโง่เขลา
อันกำจัดเสียได้เถิด
ยศ คือ การย่ำยีมารอันวงศ์แห่งพระเจ้า
โอกกากราชยกขึ้นแล้ว ลูกทั้งหลาย บัดนี้ถึง
เวลาที่ดิฉันจะนิพพานมิใช่หรือ ความปรารถนา
ที่ดิฉันได้ตั้งไว้แต่ต้นมานานนักหนา จะสำเร็จ
แก่ดิฉันในวันนี้
เวลานี้เป็นเวลาที่จะบันลือกลองนันทเภรี
ลูกทั้งหลาย น้ำตาจะมีประโยชน์อะไรแก่ท่าน
ทั้งหลายเล่า

541
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 542 (เล่ม 72)

ถ้าท่านทั้งหลายจะมีความเอ็นดูหรือมี
ความกตัญญูในดิฉัน ขอให้ท่านทุกคนจงทำ
ความเพียรมั่นเพื่อความดำรงอยู่แห่งพระสัทธรรม
เถิด
พระสัมพุทธเจ้าอันดิฉันทูลอ้อนวอน
จึงได้ประทานบรรพชาแก่สตรีทั้งหลาย เพราะ
ฉะนั้น ดิฉันยินดีฉันใด ท่านทั้งหลายก็จง
เจริญรอยตามซึ่งความยินดีนั้น ฉันนั้นเถิด
ครั้น พระนางพร่ำสอนอุบาสิกาเหล่านั้น
อย่างนี้แล้ว ห้อมล้อมด้วยภิกษุณีทั้งหลาย เข้า
ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ถวายบังคมแล้วได้กราบทูล
ดังนี้ว่า
ข้าแต่พระสุคตเจ้า หม่อมฉันเป็นมารดา
ของพระองค์ ข้าแต่พระธีรเจ้า พระองค์เป็น
พระบิดาของหม่อมฉัน ข้าแต่พระโลกนาถ
พระองค์เป็นผู้ประทานความสุขอันเกิดจากพระ-
สัทธรรมให้หม่อมฉัน ข้าแต่พระโคดม หม่อมฉัน
เป็นผู้อันพระองค์ให้เกิด
ข้าแต่พระสุคตเจ้า รูปกายของพระองค์
นี้ อันหม่อมฉันทำให้เจริญเติบโต ธรรมกายอัน
น่าเพลิดเพลินของหม่อมฉัน อันพระองค์ทำให้
เจริญเติบโตแล้ว

542
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 543 (เล่ม 72)

หม่อมฉันให้พระองค์ดูดดื่มน้ำนมอัน
ระงับเสียได้ซึ่งความอยากชั่วครู่ แม้น้ำนม คือ
พระสัทธรรมอันสงบระงับล่วงส่วน พระองค์
ให้หม่อมฉันดูดดื่มแล้ว.
ข้าแต่พระมหามุนี ในการผูกมัดและ
รักษา พระองค์ชื่อว่ามิได้เป็นหนี้หม่อมฉัน
หม่อมฉันได้ฟังมาว่าสตรีทั้งหลายผู้ปรารถนาบุตร
บวงสรวงอยู่ก็ย่อมจะได้บุตรเช่นนั้น
สตรีที่เป็นพระมารดาของพระนราธิบดีมี
พระเจ้ามันธาตุเป็นต้น ชื่อว่าเป็นมารดาผู้ยังบุตร
ให้จมอยู่ในห้วงมหรรณพคือภพ
ข้าแต่พระโอรส หม่อมฉันผู้จมดิ่งอยู่
ในห้วงมหรรณพคือภพ อันพระองค์ให้ข้ามไป
จากสาครคือภพแล้ว พระนามว่าพระมเหสีพันปี
หลวง สตรีทั้งหลายได้ง่าย พระนามว่า พระ-
พุทธมารดา นี้ สตรีทั้งหลายได้ยากอย่างยิ่ง.
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ก็พระนามว่า
พระพุทธมารดานั้น หม่อมฉันได้แล้ว ความ
ปรารถนาน้อยใหญ่ของหม่อมฉันทั้งปวงนั้น
หม่อมฉันได้บำเพ็ญแล้วกับพระองค์
หม่อมฉันปรารถนาเพื่อจะทิ้งร่างนี้
นิพพาน ข้าแต่พระวีรเจ้าผู้ทำที่สุดทุกข์เป็นผู้นำ
ขอพระองค์จงทรงอนุญาตให้หม่อมฉันเถิด ขอ

543
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 544 (เล่ม 72)

ได้ทรงโปรดเหยียบออกซึ่งพระยุคลบาทอันเกลื่อน
กล่นไปด้วยลายจักรและธง อันละเอียดอ่อน
เหมือนกับดอกบัว หม่อมฉันจะถวายบังคม
พระยุคลบาทนั้น จะขอทำความรักในบุตร
ข้าแต่พระองค์ผู้นายก หม่อมฉันกระทำ
สรีระซึ่งเปรียบด้วยลองกองให้ปรากฏเป็นข้าวสุก
ได้เห็นพระสรีระของพระองค์แล้ว จึงจะขอไป
นิพพาน พระพิชิตมารได้ทรงแสดงพระกาย
อันประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ
ประดับด้วยพระรัศมีอันงาม อันเป็นเหมือนดวง
ตาของคนพาลเพราะมีค่ามาก กะพระมาตุจฉา
ลำดับนั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรี
ได้ซบพระเศียรลงแทบพื้นพระบาทอันเป็นลายจักร
คล้ายกับดอกบัวบานมีพระรัศมีปานดังพระอาทิตย์
แรกทอแสง แล้วพระนางได้กราบทูลว่า หม่อม
ฉันขอน้อมมนัสการพระนราธิป ผู้เป็นธงของ
องค์พระอาทิตย์ ขอพระองค์ทรงโปรดเป็นที่พึ่ง
ของหม่อมฉันในกาลสุดท้ายเถิด หม่อมฉันจะ
ไม่ได้เห็นพระองค์อีก
ข้าแต่พระองค์ผู้เลิศของโลก ธรรมดา
สตรีทั้งหลายรู้กันว่ามีแต่จะก่อโทษทุกประการ
ถ้าโทษอย่างใดอย่างหนึ่งของหม่อมฉันมีอยู่ ก็ขอ
พระองค์ได้โปรดกรุณาอดโทษแก่หม่อมฉันเถิด

544
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 545 (เล่ม 72)

อนึ่ง หม่อมฉันได้ทูลขอบ่อย ๆ ให้
สตรีทั้งหลายได้บวช ข้าแต่พระนราสภ ถ้าโทษ
ในข้อนั้นจะมีแก่หม่อมฉัน ขอได้ทรงโปรดอด
โทษนั้นเถิด.
ข้าแต่พระวีรเจ้าทรงไว้ซึ่งการอดโทษ
ภิกษุทั้งหลายอันหม่อมฉันสั่งสอนแล้ว ตามที่
พระองค์ทรงอนุญาต ถ้าในข้อนั้นจะมีการ
แนะนำได้ยาก ขอได้โปรดทรงอดโทษข้อนั้นเถิด
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อน
นางโคตมีผู้ประดับไปด้วยคุณ โทษที่ท่านจะให้
อดโทษพึงมีอะไร เมื่อท่านบอกว่าจะลานิพพาน
ตถาคตจักไปว่ากระไรให้มากไปเล่า.
เมื่อภิกษุสงฆ์ของตถาคตบริสุทธิ์ไม่บก-
พร่อง ท่านจะออกไปเสียจากโลกนี้ได้ก็ควร
เพราะเนื้อหมดแสงดาวในเวลารุ่งแล้ว รอบใน
พระจันทร์ย่อมจะมองไม่เห็น ฉะนั้น
พระภิกษุณีทั้งหลาย นอกจากพระมหา-
ปชาบดีโคตมีเถรีพากันทำประทักษิณพระพิชิตมาร
ผู้เลิศ เหมือนหมู่ดาวที่ติดตามพระจันทร์ ทำ
ประทักษิณภูเขาสิเนรุ ฉะนั้น หมอบลงแทบ
พระบาทแล้ว ยืนจ้องดูพระพักตร์ของพระพุทธ-
เจ้า กราบทูลว่า

545