พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 526 (เล่ม 72)

นางอัปสรแสนนางต่างบำรุงบำเรอดิฉัน
อยู่ทุกเมื่อ ดิฉันงามเกินนางเทพอัปสรอื่น ๆ ใน
กาลทั้งปวง.
ดิฉันได้เป็นพระอัครมเหสีของท้าว
สักรินทเทวราช ๖๔ พระองค์ ได้เป็นพระอัครมเหสี
ของพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๓ พระองค์
ฉันเป็นผู้มีผิวพรรณปานดังทองคำ ท่อง
เที่ยวอยู่ในภพทั้งหลาย ดิฉันเป็นผู้ประเสริฐในที่
ทุกสถาน นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล.
ดิฉันย่อมได้ยานช้าง ยานไม้ และยาน
รถ แม้ทุกอย่างมากมาย นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล
ภาชนะสำเร็จด้วยทองเงินแก้วผลึกและ
แก้วปทุมราช ดิฉันได้ทุกอย่าง ผ้าไหม ผ้าขน-
สัตว์ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้ายและผ้าที่มีราคาสูง ๆ
ดิฉันก็ได้ทุกสิ่ง
ข้าว น้ำ ของเคี้ยว ผ้า เสนาสนะ
ดิฉันได้ทุกอย่าง นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล.
เครื่องหอมชนิดดี ดอกไม้ จุรณสำหรับ
ลูบไล้ ดิฉันก็ได้ทุกประการ นี้เป็นผลแห่ง
อุโบสถศีล
เรือนยอด ปราสาท มณฑป เรือนโล้น
และถ้ำ ดิฉันก็ได้ถ้วนทุกสิ่ง นี้เป็นผลแห่ง
อุโบสถศีล

526
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 527 (เล่ม 72)

พอดิฉันอายุได้ ๗ ขวบ ก็ได้ออกบวช
เป็นบรรพชิต ได้บรรลุอรหัตเมื่อยังไม่ทันจะถึง
ครึ่งเดือน ดิฉันมีอาสวะสิ้นไปหมดแล้ว ดังนี้
ภพใหม่ไม่มีอีก.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ ดิฉันได้ทำกรรม
ใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น ดิฉันไม่รู้จักทุคติ
เลย นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระเอกุโปสถิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบเอกุโปสถิกาเถรีอปทาน.
สลฬปุปผิกาเถรีอปทานที่ ๒ (๑๒)
ผลของการถวายดอกช้างน้าว
[๑๕๒] ครั้งนั้น ดิฉันเกิดเป็นนางกินรี
อยู่ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ดิฉันได้พบพระ-
นราสภผู้เป็นเทพของทวยเทพ กำลังเสด็จจงกรม
อยู่
ดิฉันได้เลือกเก็บดอกไม้ช้างน้าวมาถวาย
แด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระมหาวีรเจ้า-
ทรงดมกลิ่นดอกไม้ช้างน้าว ซึ่งมีกลิ่นเหมือนทิพย์

527
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 528 (เล่ม 72)

พระมหาวีระผู้นำโลกพระนามว่าวิปัสสี
สัมพุทธเจ้าทรงรับแล้ว ได้ทรงดมกลิ่น ในเมื่อ
ดิฉันมองดูอยู่ในครั้งนั้น ดิฉันประนมอัญชลี
ถวายบังคม พระพุทธองค์ผู้อุดมกว่าสัตว์สองเท้า
ทำจิตของตนให้เลื่อมใส ต่อจากนั้น ก็ได้เดินขึ้น
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ ดิฉันได้ถวาย
ดอกไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายดอกไม้นั้น
ดิฉันไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทะบูชา
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. .. คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระสลฬปุปผิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสลฬปุปผิกาเถรีอปาน.
โมทกทายิกาเถรีอปานที่ ๓ (๑๓)
ผลของการถวายขนมต้ม ๓ ชิ้น
[๑๕๓ ] ดิฉันเป็นนางกุมภทาสีอยู่ใน
พระนครพันธุมดี ดิฉันถือเอาขนมต้มอันเป็นส่วน
ของดิฉันไปท่าน้ำได้พบสมณะผู้มีจิตสงบ มีใจ
เป็นสมาธิ ที่หนทาง ก็มีจิตเลื่อมใสโสมนัส
จึงได้ถวายขนมต้ม ๓ ชิ้น

528
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 529 (เล่ม 72)

เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันจึงไม่ได้ไปสู่วินิบาตเลย
ตลอด ๒ กัป
ก็ดิฉันทำสมบัติแล้วเสวยสิ้นทุกอย่าง
ดิฉันได้บรรลุอจลบทเพราะถวายขนมต้ม ๓ ชิ้น
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระโมทกทายิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบโมทกทายิกาเถราอปทาน
เอกาสนทายิกาเถรีอปทานที่ ๔ (๑๔)
ผลของการถวายอาสนะ
[๑๕๔] ครั้งนั้น ดิฉันเป็นหญิงช่าง
กรองดอกไม้ชาวพระนครหังสวดี มารดาบิดา
ของดิฉันท่านไปทำงาน ดิฉันได้พบพระสมณะ
กำลังเดินไปตามถนนในเวลาเที่ยงวัน ดิฉันได้
ปูลาดอาสนะไว้ ครั้นปูลาดอาสนะด้วยผ้าโกเชาว์
อันวิจิตรเป็นต้นแล้ว เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสโสมนัส
กล่าวดังนี้ว่า ภูมิภาคแรงร้อนแดดกล้าเวลาเที่ยง
แดดจัดลมไม่รำเพยพัด และเวลานี้ก็จวนจะเลย
เวลาแล้ว

529
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 530 (เล่ม 72)

ข้าแต่พระมหามุนี อาสนะนี้ดิฉันปูลาด
ไว้ถวายท่าน ขอท่านได้โปรดอนุเคราะห์นั่งบน
อาสนะของดิฉันเถิด
พระสมณะผู้ฝึกตนดีแล้วมีใจบริสุทธิ์
ได้นั่งลงบนอาสนะนั้น ดิฉันรับบาตรของท่าน
แล้ว ได้ถวายบิณฑบาตตามที่ตนหุงต้มไว้
เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และเพราะ
การตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันสละร่างมนุษย์แล้วได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
วิมานที่บุญกรรมสร้างให้ดิฉันอย่างสวย-
งามในดาวดึงส์นั้น สูง ๖๐ โยชน์ กว้าง ๓๐
โยชน์ ได้ถูกสร้างขึ้นแล้วเพราะอาสนะ
บัลลังก์ของดิฉันมีหลายอย่างต่าง ๆ ชนิด
สำเร็จด้วยทองก็มี ด้วยแก้วมณีก็มี ด้วยแก้ว
ผลึกก็มี ด้วยแก้วปทุมราชก็มี บัลลังก์ของดิฉัน
ปูลาดด้วยนวมก็มี ด้วยผ้าลาดอันวิจิตรด้วยรูป
ราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้นก็มี ด้วยผ้าลาดทอ
ด้วยไหมประดับแก้วอันวิจิตรก็มี ด้วยเครื่องลาด
มีขนยาวชายด้านเดียวก็มี
เมื่อใด ดิฉันต้องการจะเดินทาง เมื่อนั้น
ดิฉันย่อมเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยการรื่นเริงสนุก-
สนาน ไปสู่ที่ที่ดิฉันปรารถนา พร้อมกับบัลลังก์
อันประเสริฐ

530
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 531 (เล่ม 72)

ดิฉันได้เป็นพระอัครมเหสีของท้าวสัก-
รินทเทวราช ๘๐ พระองค์ ได้เป็นพระอัครมเหสี
ของพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๐ พระองค์
เมื่อดิฉันยังท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่
ย่อมได้โภคทรัพย์มากมาย ดิฉันไม่บกพร่อง
โภคทรัพย์เลย นี้เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียว
ฉันท่องเที่ยวไปแต่ในสองภพ คือ ใน
สวรรค์และมนุษย์ ภพอื่น ๆ ดิฉันไม่รู้จัก นี้
เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียว
ดิฉันเกิดแต่ในสองสกุล คือ สกุลกษัตริย์
และสกุลพราหมณ์ ดิฉันเกิดในสกุลสูงทุก ๆ ภพ
นี้เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียว
ความโทมนัสที่ทำจิตของดิฉันให้เร่าร้อน
ดิฉันไม่รู้จัก ความเป็นผู้มีผิวพรรณแปลกดิฉันก็
ไม่รู้จัก นี้เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียว
พี่เลี้ยงนางนมต่างก็บำรุงดิฉัน หญิงค่อม
และเด็กรับใช้มีมาก ดิฉันไปสู่อวัยวะหนึ่งจากอีก
อวัยวะหนึ่ง นี้เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียว
พวกพี่เลี้ยงนางนมอื่นให้ดิฉันอาบน้ำ
พวกอื่นให้รับประทานข้าว พวกอื่นประดับประดา
ดิฉัน พวกอื่นเห่กล่อมดิฉันให้รินเริงทุกเมื่อ
พวกอื่นเอาของหอมไล้ทาดิฉัน นี้เป็นผลแห่ง
อาสนะอันเดียว

531
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 532 (เล่ม 72)

บัลลังก์ดังจะรู้ความดำริของดิฉันผู้อยู่ที่
มณฑป ที่โคนไม้ หรือในเรือนว่างเปล่า ย่อม
ปรากฏขึ้น นี้เป็นอัตภาพสุดท้ายของดิฉัน ภพ
หลังกำลังเป็นไป
แม้วันนี้ดิฉันก็ได้สละราชสมบัติออกบวช
เป็นบรรพชิต ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ ดิฉันได้ให้
ทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น ดิฉันไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียว
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว
ทราบว่า ท่านพระเอกาสนทายิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบเอกาสนทายิกาเถรีอปทาน
ปัญฐจทีปทยิกาเถรีอปทานที่ ๕ (๑๕)
ผลของการถวายประทีป ๕ ดวง
[๑๕๕] ครั้งนั้น ดิฉันเป็นหญิงนักท่อง-
เที่ยวอยู่ในพระนครหังสวดี ดิฉันต้องการกุศล
จึงท่องเที่ยวไปตามวัดและอาราม ดิฉันได้พบไม้-
โพธิ์อันอุดมในวันกาฬปักษ์ ดิฉันยังจิตให้เลื่อม-
ใสในไม้โพธิ์นั้น แล้วนั่งลงที่โคนโพธิ์

532
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 533 (เล่ม 72)

ดิฉันตั้งจิตอันประกอบด้วยความเคารพ
ไว้ ประนมอัญชลีเหนือเศียรเกล้า สำแดงถึง
ความโสมนัส แล้วคิดอย่างนี้ในทันใดนั้นว่า
ถ้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้มีพระคุณนับไม่ได้
ไม่มีบุคคลอื่นเปรียบเสมอจริงไซร้ ขอให้แสดง
ปาฏิหาริย์แก่เราเถิด ขอให้ไม้โพธิ์นี้จงเปล่งรัศมี
ในทันไดนั้นเอง ไม้โพธิ์ก็ได้โพลงไป
ทั่วพร้อมกับที่ดิฉันนึก รัศมีนั้นสำเร็จด้วย
สีทองล้วน ไพโรจน์ไปทั่วทิศ
ดิฉันนั่งอยู่ที่โคนโพธิ์นั้น ๗ คืน ๗ วัน
เมื่อถึงวันเป็นคำรบ ๗ ดิฉันได้ทำการบูชาด้วย
ประทีป
ประทีป ๕ ดวงลุกโพรงรอบอาสนะ
ครั้งนั้นประทีปของดิฉันลุกโพลงอยู่ จนถึงเวลา
พระอาทิตย์อุทัย
เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างมนุษย์แล้วได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
วิมานที่บุญกรรมสร้างสรรให้ดิฉันอย่าง
สวยงาม ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น เรียกว่า
ปัญจทีปวิมาน สูง ๖๐ โยชน์ กว้าง ๓๐ โยชน์
มีประทีปนับไม่ถ้วนส่องแสงสว่างล้อม
ดิฉัน ทั่วเทพพิภพโชติช่วงด้วยแสงประทีป

533
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 534 (เล่ม 72)

ดิฉันนั่งหันหน้าไปทิศบูรพาแล้ว ถ้า
ประสงค์จะดู ย่อมเห็นทุกสิ่งได้ด้วยจักษุทั้ง
เบื้องบน เบื้องล่างและเบื้องขวาง
ดิฉันปรารถนาจะเห็นกรรมดีกรรมชั่วที่
คนทำในที่มีประมาณเท่าใด ที่มีประมาณเท่านั้น
ย่อมไม่มีต้นไม้หรือภูเขามากั้นกาง
ดิฉันได้เป็นพระอัครมเหสีของท้าวสักก-
เทวราช ๘๐ พระองค์ ได้เป็นพระอัครมเหสีของ
พระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐๐ พระองค์
ดิฉันเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ เทวดาหรือ
มนุษย์ ในกำเนิดนั้น ๆ ประทีปจำนวนแสนส่อง
แสงสว่างล้อมดิฉัน
ดิฉันจุติจากเทวโลกแล้ว เกิดในครรภ์
มารดา เมื่อดิฉันอยู่ในครรภ์มารดา นัยน์ตาของ
ดิฉันไม่หลับ ประทีปจำนวนแสนดวงส่องสว่าง
ในเรือนประสูติของดิฉัน ผู้เพียบพร้อมด้วยบุญ-
กรรม นี้เป็นผลแห่งประทีป ๕ ดวง
เมื่อถึงภพสุดท้าย ดิฉันกลับได้ฉันทะที่
มีในใจเห็นนิพพานอันเป็นสภาวะเยือกเย็น ไม่มี
ชราและมรณะ.
พอเกิดอายุได้ ๗ ขวบ ดิฉันก็ได้บรรลุ
อรหัต พระพุทธเจ้าให้ดิฉันอุปสมบท นี้เป็น
ผลแห่งประทีป ๕ ดวง

534
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 535 (เล่ม 72)

เมื่อดิฉันอยู่ที่มณฑป โคนไม้ หรือใน
เรือนว่างเปล่า ประทีปส่องแสงสว่างให้ทุกเมื่อ
เชื่อวัน นี้เป็นผลแห่งประทีป ๕ ดวง
ทิพยจักษุของดิฉันบริสุทธิ์ ดิฉันฉลาด
ในสมาธิ ถึงความบริบูรณ์ในอภิญญา นี้เป็นผล
แห่งประทีป ๕ ดวง
ดิฉันเป็นผู้อยู่จบพรหมจรรย์ทั้งปวง ทำ
กิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ข้าแต่พระมหาวีระผู้มี
จักษุ หม่อมฉันผู้ชื่อว่าปัญจทีปาขอถวายบังคม
พระยุคลบาทของพระองค์
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ ดิฉันได้ให้ทาน
ใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น ดิฉันไม่รู้จักทุคติ
เลยนี้เป็นผลแห่งประทีป ๕ ดวง
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระปัญจทีปทายิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปัญจทีปทายิกาเถรีอปทาน

535