ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 516 (เล่ม 72)

ประโยชน์อะไร ด้วยพวงมาลัยเหล่านี้
ซึ่งเราเอาประดับศีรษะเรา เราเอาบูชาในพระ-
ญาณของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด จะประเสริฐ
กว่า
ชนทั้งหลายเขาพากันนับถือบูชาพระ-
สัมพุทธเจ้า เราจะนั่งที่ใกล้ประตูจักบูชา
พระสัมพุทธเจ้าผู้มหามุนีในเวลาที่พระองค์เสด็จ
มา
พระพิชิตมารผู้งดงามดังต้นรกฟ้าขาว
หรือมิฉะนั้น ก็เปรียบเหมือนไกรสรมฤคราช
พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์เสด็จมาตามถนน
ฉันเห็นพระรัศมีของพระพุทธเจ้าแล้ว
ก็ร่าเริงสลดใจ ยังไม่ทันถึงประตูก็บูชาพระพุทธ-
เจ้าผู้ประเสริฐสุด.
ดิฉันทำดอกอุบลอันบานเต็มที่ ๗ ดอก
ให้เป็นของกั้นแดดในอัมพร ดอกอุบลเหล่านั้น
กั้นแดดอยู่เหนือพระเศียรพระพุทธเจ้า.
ดิฉันมีจิตประกอบด้วยปีติ ดีใจ เกิด
โสมนัสประนมอัฐชลี ยังจิตให้เลื่อมใสในกาลนั้น
แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เหนือศีรษะของดิฉัน เขากั้นเศวตฉัตร
ขนาดใหญ่ มีกลิ่นหอมดังกลิ่นทิพย์ฟุ้งไป นี้เป็น
ผลแห่งดอกอุบล ๗ ดอก.

516
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 517 (เล่ม 72)

บางครั้ง เมื่อดิฉันถูกหมู่ญาตินำเอาไป
ครั้งนั้น เศวตฉัตรคันใหญ่ย่อมกั้นแดดไว้ทั่ว
บริษัทของดิฉัน
ดิฉันได้เป็นพระอัครมเหสีของท้าว
สักรินทเทวราช ๗๐ พระองค์ ดิฉันเป็นอิสระทุก
ภพ เที่ยวไปในภพน้อยใหญ่ ได้เป็นพระอัคร-
มเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๓ พระองค์ ชน
ทั้งหลายประพฤติตามดิฉันทุกคน ดิฉันมีถ้อยคำ
น่าเชื่อถือ.
ผิวพรรณของดิฉันเหมือนดอกอุบล และ
กลิ่นก็ฟุ้งไปเหมือนกลิ่นอุบลหอม ดิฉันไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
ดิฉันเป็นผู้ฉลาดในอิทธิบาท ยินดีในการ
เจริญโพชฌงค์ ถึงความบริบูรณ์ในอภิญญา นี้
เป็นผลแห่งพุทธบูชา
ดิฉันเป็นผู้ฉลาดในสติปัฏฐาน มีสมาธิ
ฌานเป็นโคจร ขวนขวายในสัมมัปปธาน นี้เป็น
ผลแห่งพุทธบูชา.
ความเพียรของดิฉันนำเอาธุระน้อยใหญ่
ไป นำเอาธรรมที่เป็นแดนเกษมจากโยคะมาให้
ดิฉันมีอาสวะสิ้นไปหมดแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี
อีก

517
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 518 (เล่ม 72)

ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ ดิฉันได้เอาดอก
ไม้บูชาใด ด้วยการบูชานั้น ดิฉันจึงไม่รู้จักทุคติ
เลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระสัตตอุปลมาลิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสัตตอุปลมาลิกาเถรีอปทาน
ปัญจทีปิกาเถรีอปทานที่ ๙ (๙)
ผลของการถวายประทีป ๕ ดวง
[๑๔๙] ครั้งนั้น ดิฉันเป็นหญิงท่อง-
เที่ยวอยู่ในพระนครหังสวดี ดิฉันต้องการกุศล
จึงเที่ยวไปสู่อารามหนึ่งจากอารามหนึ่ง ได้พบไม้
โพธิ์อันอุดมในวันกาฬปักษ์ ยังจิตให้เลื่อมใสใน
ไม้โพธิ์นั้นแล้ว นั่งลงที่โคนไม้โพธิ์
ดิฉันตั้งจิตเคารพประนมอัญชลีเหนือ
เศียรเกล้า สำแดงความโสมนัสแล้วคิดอย่างนี้ใน
ขณะนั้นว่า
ถ้าพระพุทธเจ้ามีพระคุณนับไม่ได้ ไม่มี
บุคคลเปรียบเสมอไซร้ ก็ขอให้ทรงแสดงปาฎิ-

518
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 519 (เล่ม 72)

หาริย์แก่เราเถิด ขอไม้โพธิ์จงเปล่งรัศมี ทันใด
นั้นเอง ไม้โพธิ์ก็ได้โพลงไปทั่วพร้อมกับที่ดิฉัน
นึก รัศมีสำเร็จด้วยสีทองล้วนไพโรจน์ไปทั่วทิศ
ดิฉันนั่งลงอยู่ที่โคนโพธิ์นั้น ๗ คืน ๗ วัน
เมื่อถึงวันเป็นวันคำรบ ๗ ดิฉันได้ทำการบูชาด้วย
ประทีป
ประทีป ๕ ดวงลุกโพลงย่อมล้อมรอบอาสนะ
ครั้งนั้น ประทีปของดิฉันลุกโพลงอยู่ จนถึงเวลา
พระอาทิตย์อุทัย.
เพราะกรรมทีทำไว้ดีนั้น และเพราะการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
วิมานที่บุญกรรมสร้างให้ดิฉันอย่างสวย-
งามในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น เรียกว่า "ปัญจทีป-
วิมาน" ปัญจทีปวิมานนั้นสูง ๑๐๐ โยชน์ กว้าง
๖๐ โยชน์
ประทีปนับไม่ถ้วนส่องสว่างล้อมดิฉัน อยู่
ทั่วเทพพิภพโชติช่วงด้วยแสงประทีป
คนที่หันหน้าไปทางทิศบูรพา ถ้าดิฉัน
ปรารถนาที่จะดู ดิฉันย่อมเห็นได้ด้วยจักษุทุกคน
ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง และเบื้องขวาง

519
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 520 (เล่ม 72)

ดิฉันปรารถนาจะเห็นกรรมดีและกรรมชั่ว
ที่คนทำในที่มีประมาณเท่าใด ที่มีประมาณเท่านั้น
ย่อมไม่มีต้นไม้หรือภูเขามากั้นกาง
ดิฉันได้เป็นพระอัครมเหสีของท้าว
สักรินทเทวราช ๘๐ พระองค์ ได้เป็นอัครมเหสี
ของพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐๐ พระองค์
ดิฉันเข้าถึงกำเนิดนั้น ๆ ประทีปตั้ง
แสน ๆ ส่องแสงล้อมดิฉัน
ดิฉันจุติจากเทวโลกแล้ว เกิดในครรภ์
มารดา เมื่อดิฉันอยู่ในครรภ์มารดา จักษุของ
ดิฉันไม่หลับ
ประทีปทั้งจำนวนแสนดวง ส่องสว่าง
อยู่ในเรือนประสูติของดิฉันผู้พร้อมเพรียงด้วยบุญ
กรรม นี้เป็นผลแห่งประทีป ๕ ดวง
เมื่อถึงภพสุดท้าย ดิฉันกลับฉันทะที่มี
ในใจ เห็นนิพพานอันเป็นสภาวะเยือกเย็น ไม่มี
ชราและมรณะ
พอเกิดได้อายุ ๗ ขวบ ดิฉันได้บรรลุ
อรหัต พระพุทธเจ้าพระนามว่า โคดม ทรงทราบ
ถึงคุณของดิฉัน จึงให้ดิฉันอุปสมบท

520
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 521 (เล่ม 72)

ดิฉันเข้าฌานอยู่ในมณฑป โคนไม้
ปราสาท ถ้ำ หรือเรือนอันว่างเปล่าก็ดี ประทีป
๕ ดวงส่องแสงสว่างให้ดิฉัน
ทิพยจักษุของดิฉันบริสุทธิ์ ดิฉันฉลาด
ในสมาธิ ถึงความบริบูรณ์ในอภิญญา นี้เป็นผล
แห่งประทีป ๕ ดวง
ดิฉันเป็นผู้อยู่จบพรหมจรรย์ทั้งปวง ทำ
กิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ข้าแต่พระมหาวีระผู้มี
พระจักษุ หม่อมฉันชื่อว่าปัญจทีปา ขอถวาย
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ ดิฉันได้ถวาย
ประทีปใด ในครั้งนั้น ด้วยการถวายประทีปนั้น
ดิฉันไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งประทีป ๕
ดวง
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระปัญจทีปิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปัญจทีปิกาเถรีอปทาน.

521
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 522 (เล่ม 72)

อุทกทายิกาเถรีอปทานที่ ๑๐ (๑๐)
ผลของการถวายน้ำ
[๑๕๐] ดิฉันเป็นหญิงหาบน้ำขายอยู่ใน
พระนครพันธุมดี เลี้ยงชีพด้วยการหาบน้ำ เลี้ยง
ดูเด็ก ๆ ก็ด้วยการหาบน้ำนั้น
ก็ดิฉันไม่มีไทยธรรม ดิฉันเข้าไปยังซุ้ม
น้ำแล้ว ตั้งน้ำไว้ถวายในบุญเขตอันยอดเยี่ยม
เพราะกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ดิฉันจึง
ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วิมานที่บุญกรรมสร้าง
ให้แก่ดิฉันอยู่สวยงาม ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น
ถูกนิรมิตรขึ้นก็เพราะการหาบน้ำ
ครั้งนั้น ดิฉันประเสริฐกว่าพวกนาง
อัปสรตั้งพัน ดิฉันครอบงำนางอัปสรเหล่านั้น
ทั้งหมดด้วยฐานะ ๑๐ ประการ
ดิฉันได้เป็นพระอัครมเหสีของท้าวสัก-
รินทเทวราช ๕๐ พระองค์ ได้เป็นพระอัครมเหสี
ของพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๐ พระองค์
ดิฉันท่องเที่ยวอยู่แต่ในสองภพ คือ
เทวดาและมนุษย์ ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การถวายน้ำ.

522
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 523 (เล่ม 72)

บนยอดเขา ยอดไม้ ในอากาศ หรือ
พื้นดินก็ตาม ดิฉันต้องการน้ำเมื่อใด ดิฉันย่อม
ได้โดยเร็วพลันเมื่อนั้น
ทิศที่ไม่มีฝนอยู่ เพราะดิฉันเร่าร้อน
กระหายน้ำแล้ว มหาเมฆรู้ความดำริของดิฉันย่อม
ยังฝนให้ตก
ในบางครั้งเมื่อดิฉันถูกหมู่ญาตินำเอา
ออกไป มหาเมฆได้ยังฝนให้ฝนตกลง ในคราวที่
ดิฉันปรารถนาฝน
ในสรีระของดิฉัน ไม่มีความเร่าร้อน
หรือความกระวนกระวายเลย และละออง ธุลีก็ไม่
มีในกายของดิฉัน นี้เป็นผลแห่งการให้น้ำเป็น
ทาน
ทุกวันนี้ ดิฉันมีใจบริสุทธิ์ที่ ปราศจากใจ
ที่ชั่วช้า มีอาสวะสิ้นไปหมดแล้ว บัดนี้ภพใหม่
ไม่มีอีก
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ ดิฉันได้ทำกรรม
ใด ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น ดิฉันไม่รู้จักทุคติ
เลย นี้เป็นผลแห่งการให้น้ำเป็นทาน
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายหมดแล้ว . . .
คำสอนของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.

523
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 524 (เล่ม 72)

ทราบว่า ท่านพระอุทกทายิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอุทกทายิกาเถรีอปทาน
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สุเมธาเถรีอปทาน ๒. เมขลทายิกาเถรีอปทาน ๓. มัณฑปทา-
ยิกาเถรีปทาน ๔. สังกมนัตถาเถรีอปทาน ๕. นฬมาลิกาเถรีอปทาน
๖. เอกปิณฑปาตทายิกาเถรีอปทาน ๗. กฏัจฉุภิกขาทายิกาเถรีอปทาน
๘. สัตตอุปลทายิกาเถรีอปทาน ๙. ปัญจทีปิกาเถรีอปทาน ๑๐. อุทกทายิ-
กาเถรีอปทาน
และในวรรคนี้ บัณฑิตคำนวณคาถาได้ ๑๓๐ คาถากึ่ง.
จบสุเมธารวรรคที่ ๑๐

524
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 525 (เล่ม 72)

เอกกุโปสถวรรค ที่ ๒
เอกุโปสถิกาเถรีอปทานที่ ๑ (๑๑)
ผลของการรักษาอุโบสถศีล
[๑๕๑] ในพระนครพันธุมดี มีพระ-
บรมกษัตริย์ทรงพระนามว่าพันธุมา ในวันเพ็ญ
ท้าวเธอทรงรักษาอุโบสถ ศีล
สมัยนั้น ดิฉันเป็นนางกุมภทาสในพระ-
นครพันธุมดีนั้น เห็นเสนาพร้อมด้วยพระมหา
กษัตริย์ จึงคิดอย่างนี้ในครั้งนั้นว่า
แม้พระมหากษัตริย์ก็ยังทรงละราชกิจมา
รักษาอุโบสถศีล กรรมนั้นต้องมีผลแน่นอน หมู่
มหาชนจึงพากันเบิกบานใจ
ดิฉันพิจารณาเห็นทุคติและความเป็นคน
ยากไร้โดยแยบคาย ทำให้จิตใจร่าเริงแล้ว รักษา
อุโบสถศีล.
ดิฉันรักษาอุโบสถศีลในพระศาสนาของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว
นั้น ดิฉันได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
วิมานที่บุญกรรมสร้างให้ดิฉันอย่างสวย
งามในดาวดึงส์นั้น สูงโยชน์หนึ่ง ประกอบด้วย
เรือนยอด มีที่นั่งใหญ่โต ประดับแล้วอย่างดี

525