ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 486 (เล่ม 72)

แล้ว พวกเราอย่าเป็นผู้ประมาทเลย พวกมนุษย์
และเทวดาเป็นต้น เป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว.
แม้พวกเรา ก็จักเสริมแต่งพระสถูปของ
พระโลกนาถเจ้า ผู้คงที่บ้าง พวกเราจักเสริมแต่ง
พระพุทธเจดีย์ให้สูงขึ้นไปด้วยรัตนะ.
แม้พวกเขาเหล่านั้น ก็ได้เสริมแต่ง
พระพุทธเจดีย์ให้สูงขึ้นไปหนึ่งโยชน์ ครั้งนั้น
พระสถูปจึงสูงห้าโยชน์ ส่องแสงสว่างอยู่
พวกยักษ์ ได้มาในที่นั้นแล้ว ต่างประชุม
ปรึกษากันในครั้งนั้นว่า พวกมนุษย์ เทวดา นาค
ครุฑ และกุมภัณฑ์ ได้เสริมแต่งพระสถูปแล้ว.
พวกเขาเหล่านั้น ต่างได้กระทำพระ-
สถูปอันอุดมของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐแล้ว
พวกเรา อย่าได้เป็นผู้ประมาทเลย พวกมนุษย์
และเทวดาเป็นต้นเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว.
แม้พวกเรา ก็จักเสริมแต่งพระสถูปของ
พระโลกนาถเจ้า ผู้คงที่บ้าง พวกเราจักเสริม
แต่งพระพุทธเจดีย์ ด้วยแก้วผลึก.
แม้พวกเขา (ยักษ์) เหล่านั้น ได้
เสริมแต่งพระพุทธเจดีย์ให้สูงขึ้นหนึ่งโยชน์ ใน
ครั้งนั้น พระสงฆ์จึงสูงเป็นหกโยชน์ ส่องสว่าง
อยู่.

486
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 487 (เล่ม 72)

พวกคนธรรพ์ได้มาประชุมกันแล้ว ได้
ประชุมปรึกษากันในครั้งนั้นว่า พวกมนุษย์
เทวดา นาค กุมภัณฑ์ และครุฑ ได้กระทำกัน
แล้วอย่างนั้น
พวกเขาทั้งหมดได้กระทำพระพุทธสถูป
แล้ว พวกเราในที่นี้ยังมิได้กระทำ แม้พวกเรา
ก็จักกระทำพระสถูปของพระโลกนาถเจ้า ผู้คงที่
บ้าง.
ในครั้งนั้น พวกคนธรรพ์ ได้กระทำที่
บูชา ๗ ที่ กระทำธง และฉัตรแต่งเสริมพระสถูป
ให้สำเร็จด้วยทองคำทั้งองค์.
ในครั้งนั้น พระสถูปสูงได้เจ็ดโยชน์
ส่องแสงสว่างอยู่ จนไม่ปรากฏว่า เป็นกลางคืน
หรือกลางวัน โลกคงมีแต่แสงสว่างตลอดกาล.
แสงสว่างของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์และ
ดวงดาวทั้งหลาย ไม่ครอบงำแสงสว่างพระ-
สถูปนั้นได้ แสงสว่างนั้น สว่างแผ่ไปถึงระยะ
หนึ่งร้อยโยชน์โดยรอบ จนแม้ประทีป ก็ไม่สว่าง
ในกาลนั้น มนุษย์บางพวกบูชาพระสถูป
อยู่ ทั้งที่นั้นมนุษย์เหล่านั้น ก็มิได้ขึ้นสู่พระสถูป
มนุษย์เหล่านั้น ก็เสมือนขึ้นไปอยู่สูงในท้องฟ้า
ฉะนั้น.

487
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 488 (เล่ม 72)

ยักษ์ มีนามว่า อภิสมมต ยืนอยู่กับ
พวกเทวดา ได้ยกธงและพวงดอกไม้ขึ้นสูงยิ่ง.
ชนเหล่านั้น มิได้เห็นยักษ์นั้น เมื่อเดิน
ไป ก็เห็นพวงดอกไม้ เมื่อเห็นพวงดอกไม้ ก็
เดินไปอยู่อย่างนั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมไป
สู่สุคติ.
มนุษย์เหล่าใด ประพฤติชอบในปาพจน์
และเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มนุษย์เหล่านั้น
ใคร่จะเห็นปาฏิหาริย์ จึงบูชาพระสถูป.
ครั้นเมื่อข้าพเจ้าเกิดเป็นคนรับจ้าง อา-
ศัยอยู่ในพระนครหังสวดี เห็นชนรื่นเริงยินดี
แล้วจึงคิดอย่างนี้ว่า
ก็ชนเหล่านี้ ยินดีแล้ว ย่อมไม่อิ่มต่อ
การบุญที่ควรกระทำ อันปรากฏในพระสถูป บรรจุ
พระธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้สูงสุดพระองค์
นั้น.
แม้ข้าพเจ้าจักกระทำบุญ ข้าพเจ้าจัก
เป็นทายาทในธรรมของพระโลกนาถเจ้า ผู้คงที่
พระองค์นั้น ในอนาคตกาลบ้าง.
ข้าพเจ้าจักทำความสะอาด ด้วยการเช็ด
ล้างพระสถูป ยกธงแผ่นผ้าของข้าพเจ้าขึ้นให้สูง
ผูกธงที่ปลายไม้ไผ่แล้วยกขึ้น.

488
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 489 (เล่ม 72)

ข้าพเจ้ายืนประคองอยู่ธงอยู่ ธงของข้าพเจ้า
ถูกยกสูงขึ้นไปในอัมพร ข้าพเจ้า เห็นธงถูกลม
ปลิวสะบัดแล้ว ข้าพเจ้ามีความยินดีเกิดขึ้นแล้ว
ข้าพเจ้ากระทำจิตให้เลื่อมใสในพระสถูป
นั้น จึงเข้าไปหาพระสมณะ ถวายอภิวาทพระภิกษุ
นั้น ถามถึงวิบากในการถวายธง
พระภิกษุนั้น มีความยินดี กล่าวกับ
ข้าพเจ้า คือกล่าวถึงวิบากของการถวายธงนั้น ยัง
ความปีติให้เกิดแก่ข้าพเจ้า ตลอดกาลทั้งปวง.
กองทหารช้าง กองทหารม้า กองทหาร
รถ กองทหารเดินเท้า และจตุรงคเสนาแวดล้อม
เขาอยู่เป็นประจำ นี้เป็นผลแห่งการถวายธง.
นักดนตรีหกหมื่นคน กับกลองที่ประดับ
แล้ว แวดล้อมเขาอยู่เป็นประจำ นี้เป็นผลแห่ง
การถวายธง.
สตรีผู้ประดับตกแต่งแล้ว ๘๖,๐๐๐ นาง
ประดับตกแต่งด้วยเครื่องผ้าอาภรณ์อันวิจิตร
ประดับประดาด้วยแก้วมณีและตุ้มหู.
มีปากงาม เจรจาด้วยความยิ้มแย้ม อก
ผึ่งตะโพกผาย ทรวดทรงองค์เอวกลมกลึง แวด-
ล้อมเขาอยู่เป็นประจำ นี้เป็นผลของการถวายธง.

489
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 490 (เล่ม 72)

ท่านจักยินดีในเทวโลก ตลอดเวลาสาม-
หมื่นกัป จักเป็นจอมเทวดา ๘๐ ครั้ง จักเสวย
เทวรัชสมบัติ.
จักเป็นพระราชา ๑,๐๐๐ ครั้ง และจักเป็น
พระเจ้าจักพรรดิ ๑,๐๐๐ ครั้ง จักเป็นพระเจ้า
ประเทศราช ผู้ไพบูลย์โดยประมาณนับมิได้.
ในกัปที่หนึ่งแสน พระมหาบุรุษจักทรง
สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช มีพระนามตาม
พระโคตรว่า โคตมะ จักทรงเป็นพระศาสดาใน
โลก.
ครั้นจุติจากเทวโลกแล้ว อันกุศลตัก-
เตือนแล้ว อันบุญกรรมให้ระลึกได้แล้ว จักเกิด
เป็นพราหมณ์.
ท่านจักทอดทิ้งโภคสมบัติจำนวน ๘๐
โกฏิ ทาสและกรรมกรเป็นจำนวนมาก จักบวช
ในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนาม
ว่า โคตมะ.
ท่านจักกราบทูลพระสัมพุทธเจ้า พระ-
นามว่า โคตมะ ผู้ประเสริฐในสักวงศ์ให้ทรง
ยินดี ด้วยชื่อว่า อุปวานะ จักเป็นสาวกของ
พระศาสดา.

490
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 491 (เล่ม 72)

กรรมที่ข้าพเจ้ากระทำไว้ในแสนกัป จัก
ให้ผลแก่ข้าพเจ้าในกัปนี้ ข้าพเจ้าได้หลุดพ้นแล้ว
จากแรงเสียบแทงของกิเลสเพียงดังลูกศร ข้าพ-
เจ้าเผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว.
ธงทั้งหลาย ได้ชักขึ้นเพื่อข้าพเจ้า ได้
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้สงบ ผู้ปกครองทวีป
ทั้ง ๔ โดยรอบสามโยชน์ ในกาลทุกเมื่อ.
แต่ในกัปที่แสนในกาลนั้น ข้าพเจ้า ได้
กระทำกรรมใดไว้ ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้
จักทุคติเลย อันนี้เป็นผลแห่งการถวายธง.
กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้า ได้เผาทิ้งไปสิ้นแล้ว
ฯลฯ ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
ข้าพเจ้าเป็นผู้มาดีแล ฯลฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.
ปฏิสัมภิทา ๔ ฯลฯ คำสอนของพระ-
พุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระอุปวานเถระ ได้กล่าว
คาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบอุปวานเถราปทาน

491
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 492 (เล่ม 72)

๕๖๐. อรรถกถาอุปวานเถราปทาน๑
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
เรื่องราวของท่านพระอุปวาณเถระ อันคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร
นาม ชิโน ดังนี้.
ได้ทราบว่า พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระ-
พุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็น
อันมากในภพนั้น ๆ เพราะถูกกรรมบางอย่างมาตัดรอน ในกาลแห่งพระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ เขาจึงได้มาบังเกิดในตระกูลคนยากจน
บรรลุนิติภาวะแล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ได้เก็บเอาพระธาตุ
ของพระองค์ไว้แล้ว เมื่อพวกมนุษย์ เทวดา นาคราช ครุฑ ยักษ์ กุมภัณฑ์
และคนธรรพ์ พากันสร้างสถูปประมาณ ๗ โยชน์ อันสำเร็จล้วนด้วยรัตนะ
๗ ประการ ได้เอาผ้าอุตตราสงค์อันขาวสะอาดของคนทำเป็นธงผูกติดปลาย
ไม้ไผ่แล้ว ได้ทำการบูชา ณ ที่สถูปนั้น เสนาบดียักษ์ ชื่อว่า อภิสัมมตกะ
ถือเอาธงนั้น ได้ตั้งพวกเทวดาไว้เพื่อรักษาเครื่องบูชาที่พระเจดีย์แล้ว เป็นผู้
ไม่ปรากฏกาย ทรงตัวอยู่ในอากาศ ได้ทำประทักษิณพระเจดีย์ ๓ รอบ. ด้วย
บุญกรรมอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุป-
บาทกาลนี้ ได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกรุงสาวัตถี ได้มีชื่อว่า อุปวาณะ
เจริญวัยแล้ว ได้มองเห็นพุทธานุภาพในการรับพระเชตวัน ได้มีศรัทธา บวช
แล้ว บำเพ็ญวิปัสสนา ได้อภิญญา ๖ แล้ว. ก็โดยสมัยนั้น อาพาธเกี่ยวด้วย
โรคลมได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พราหมณ์ ชื่อว่า เทวหิตะ
ผู้เป็นสหายคฤหัสถ์ของพระเถระ อยู่ประจำในกรุงสาวัตถี. เขาได้ปวารณา
๑. บาลีเป็นอุปวานเถระ

492
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 493 (เล่ม 72)

พระเถระไว้ด้วยปัจจัย ๔. ลำดับนั้น ท่านพระอุปวาณะนุ่งห่มแล้ว ถือบาตร
และจีวร เข้าไปยังนิเวศน์ของพราหมณ์นั้นแล้ว. พราหมณ์ทราบว่า พระเถระ
เห็นจักมาด้วยประโยชน์อะไรสักอย่างเป็นแน่ จึงพูดว่า พระคุณเจ้า ต้องการ
อะไร ก็พูดมาเถอะขอรับ. พระเถระเมื่อจะบอกถึงความประสงค์แก่พราหมณ์
นั้น จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
พราหมณ์เอ๋ย ! พระสุคตมุนีเจ้า ผู้เป็น
อรหันต์ในโลก ถูกโรคลมเข้าเบียดเบียน ถ้า
ท่านมีน้ำอุ่นจงถวายแด่พระมุนีเจ้าเถิด การบูชา
แล้วแก่ผู้ควรบูชา การสักการะแล้วแก่ผู้ควร
สักการะ การนอบน้อมแล้วแก่ผู้ควรนอบน้อม
พระองค์นั้น.
เนื้อความแห่งบาทคาถานั้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด อัน
พวกเทวดามีท้าวสักกะเป็นต้น และอันพวกพรหมมีท้าวมหาพรหมเป็นต้น
ได้บูชาแล้วแก่ผู้ควรบูชาในโลกนี้, ผู้อันพระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าโกศล
เป็นต้น ทรงกระทำสักการะแล้ว แก่ผู้ควรสักการะ, ผู้อันพระขีณาสพผู้
แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่นอบน้อมแล้ว แก่ผู้ควรนอบน้อม, ทรงเป็นพระอรหันต์
เพราะไกลจากกิเลสทั้งหลายเป็นต้น, ทรงเป็นผู้เสด็จไปดี เพราะเสด็จไปได้
อย่างงดงามเป็นต้น ทรงเป็นพระสัพพัญญู เป็นพระมุนี คือพระศาสดาของ
พวกเรา ซึ่งทรงเป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดา ทรงเป็นท้าวสักกะยิ่งกว่าท้าวสักกะ
ทรงเป็นท้าวมหาพรหมยิ่งกว่าพวกพรหม, บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์
นั้น ถูกโรคลม มีลมเป็นเหตุ เกิดการกระสับกระส่ายเพราะลมเป็นเหตุ

493
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 494 (เล่ม 72)

ทรงกลายเป็นผู้อาพาธ. ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าท่านมีน้ำอุ่น, เราปรารถนาจะ
นำน้ำอุ่นนั้นไปเพื่อระงับอาพาธเนื่องด้วยโรคลมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระ
องค์นั้น ดังนี้.
พราหมณ์ ได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงได้น้อมเภสัชระงับโรคลม อันพอ
เหมาะกับน้ำอุ่นนั้นเข้าไปถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. ก็โรคของพระ-
ศาสดา ได้ระงับแล้วด้วยเภสัชนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำ
อนุโมทนาแล้ว แก่พราหมณ์นั้น.
ลำดับนั้น ท่านพระอุปวาณะ ได้ระลึกถึงบุรพกรรมของตน ในกาล
ต่อมา เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมา
แล้วในกาลก่อน จึงได้กล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปทฺมุตฺตโร เป็นต้น มีเนื้อความตามที่ได้กล่าว
มาแล้วในตอนต้นนั่นแล. บทว่า มหาชนา สมาคมฺม ความว่า ชาวชมพู-
ทวีปทั้งสิ้น ได้รวมกันเป็นกลุ่ม. บทว่า จิตกํ กตฺวา เธอมีความว่า ชน
ทั้งหลายได้ทำจิตกาธาน ด้วยหมู่ไม้จันทน์สูงตั้งโยชน์ แล้วยกพระสรีระของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าขึ้นวางบนจิตกาธานนั้น. บทว่า สรีรกิจฺจํ กตฺวาน
ความว่า การทำกิจคือการเผาด้วยไฟ คือ การจุดไฟ. บทว่า ชงฺฆา มณิมยา
อาสิ ความว่า ทางเท้า ไปที่สถูปอันพวกมนุษย์สร้างขึ้นไว้ คือ สร้าง
ทำด้วยแก้วมณี ได้แก่ ทำสถานที่นั้นด้วยแก้วอินทนิล เพื่อนำดอกไม้ไป.
บทว่า มยมฺปิ ความว่า พวกเทวดาทั้งหมดจักสร้างสถูปไว้แน่. บทว่า
ธาตุ อาเวณิการ นตฺถิ ความว่า พระธาตุไม่มีเป็นแผนก ๆ เพื่อที่พวกเทวดา
และมนุษย์จะสร้างเจดีย์ไว้เป็นแห่ง ๆ เมื่อจะแสดงถึงพระธาตุนั้น ท่านจึง
กล่าวไว้ว่า สรีรํ เอกปิณฺฑิตํ เป็นต้น, อธิบายว่า ด้วยกำลังแห่งการอธิษฐาน

494
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 495 (เล่ม 72)

พระสรีรธาตุทั้งสิ้น จึงได้เป็นเพียงก้อนเดียวเท่านั้น เปรียบดุจพระปฏิมาที่
สำเร็จด้วยศิลาก้อนเดียว ฉะนั้น. บทว่า อิมมฺหิ พุทธถูปมฺหิ ความว่า พวก
เราทั้งหมด จักมาพร้อมกันแล้ว ช่วยกันสร้างเครื่องปกคลุมสถูปไว้ ณ สถูป
ทองคำนี้ ที่พวกชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นได้พากันสร้างไว้แล้ว. บทว่า อินฺทนีลํ
มหานีลํ ความว่า แก้วมณีที่มีสีและแสงดุจดอกบัวสีน้ำเงิน เรียกว่า แก้ว
อินทนิล. เชื่อมความว่า ชื่อว่า แก้วมณีก้อนใหญ่ เพราะมีสียิ่งด้วยแก้ว
อินทนิลนั้น, เราได้นำเอา แก้วมณีอินทนิล แก้วมณีสีเขียวชนิดก้อนใหญ่
แก้วมณีโชติรส และแก้วมณีสีแดงโดยชาติ มารวมเป็นก้อนเดียวกัน แล้ว
ทำเป็นเครื่องคลุมที่สถูปทองคำ ปกคลุมไว้แล้ว. บทว่า ปจิเจกํ พุทฺธเสฏฺฐสฺส
ความว่า พวกประชาชนได้ทำสถูปด้วยเครื่องปกคลุมไว้ข้างบนเป็นแผนกหนึ่ง
เพื่อให้เป็นอิสระแด่พระพุทธเจ้าผู้สูงสุด. บทว่า กุมฺภณฺฑา คุยฺหกา ตถา
ความว่า เทวดาพวกที่มีอัณฑะประมาณเท่าหม้อ ชื่อว่า กุมภัณฑ์, จึงกลาย
มาเป็นชื่อกำเนิดเทวดาพวกครุฑ เพราะปกปิดทำให้มิดชิด, พวกกุมภัณฑ์
เหล่านั้น ตัวเองมีเครื่องปกปิด จึงได้สร้างสถูปมีเครื่องปกปิดบ้าง. บทว่า
อติโภนฺติ น ตสฺสาภา ความว่า แสงสว่างแห่งพระจันทร์พระอาทิตย์และ
หมู่ดาว จึงไม่สาดส่อง ไม่เล็ดลอดท่วมทับรัศมีแห่งพระเจดีย์นั้นได้. บทว่า
อหมฺปิ การํ กสฺสามิ ความว่า แม้เราก็จักทำสักการะบุญกิริยา คือกุศลกรรม
ได้แก่ การบูชาด้วยธงชัยและธงปฏาก ณ พระสถูปของพระโลกนาถเจ้าผู้คงที่
บ้าง.
จบอรรถกถาอุปวาณเถราปทาน

495