ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 476 (เล่ม 72)

ข้าพเจ้าระลึกถึงบุญกรรมแล้ว ไปอุปบัติ
ยังดุสิต ข้าพเจ้าละทิ้งซากร่างกายไว้ แต่ข้าพเจ้า
ไปร่าเริงยินดีอยู่ในเทวโลก.
สตรี ๘๖,๐๐๐ นาง ประดับตกแต่งร่างกาย
งาม คอยบำรุงรับใช้ทั้งเวลาเช้าและเวลาเย็น อัน
นี้เป็นผลแห่งการถวายเหง้าบัว.
ครั้นกลับมาสู่กำเนิดมนุษย์ แต่ละครั้ง
ข้าพเจ้ามีแต่ความสุข โภคะทั้งหลายของข้าพเจ้า
ไม่บกพร่องเลย นี้เป็นผลของการถวายเหง้าบัว.
ข้าพเจ้าผู้อันกรรมนั้นและเทพแห่งเทพ
ผู้คงที่อนุเคราะห์แล้ว เพราะเป็นผู้สิ้นอาสวะทั้ง
ปวงแล้ว บัดนี้ภพใหม่นี้ได้มีแล้ว.
ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ ในครั้งนั้น
ข้าพเจ้าได้ถวายเหง้าบัวใด ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้า
ไม่รู้จักทุคติเลย อันนี้เป็นผลแห่งการถวาย
เหง้าบัว.
ข้าพเจ้าได้เผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว ฯลฯ
ข้าพเจ้า เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
ข้าพเจ้า ได้มาดีแล้วแล ฯลฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.

476
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 477 (เล่ม 72)

ปฏิสัมภิทา ๔ ฯลฯ คำสอนของพระ-
พุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระภัททชิเถระ ได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบภัททชิเถราปทาน
๕๕๘. อรรถกถาภัททชิเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๘ ดังต่อไปนี้:-
อปทานของท่านพระภัททชิเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า โอคยฺหาหํ
โปกฺขรณี ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้น ๆ
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิดใน
ตระกูลพราหมณ์ บรรลุนิติภาวะแล้ว จบการศึกษาในศิลปะวิชาการของหมู่
พราหมณ์ ละกามบวชเป็นพระดาบส สร้างอาศรมอยู่ในป่า วันหนึ่งเห็น
พระศาสดาเสด็จมาทางอากาศ มีใจเลื่อมใส ได้ยืนประคองอัญชลี. พระศาสดา
ทรงเห็นอัธยาศัยของเขา จึงเสด็จลงจากอากาศ. ก็เขาได้น้อมน้ำผึ้ง เหง้าบัว
เนยใสและนมสดเข้าไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เสด็จลงแล้ว พระผู้มี
พระภาคเจ้า ทรงอนุเคราะห์เขาจึงทรงรับสิ่งของนั้นแล้ว ทรงกระทำอนุโมทนา
เสด็จหลีกไป. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาจึงได้บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต ดำรงอยู่
ในสวรรค์ชั้นนั้นจนตลอดอายุแล้ว จุติจากอัพภาพนั้น ท่องเที่ยวไปมาใน

477
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 478 (เล่ม 72)

เฉพาะแต่สุคติภพอย่างเดียวเท่านั้น ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
วิปัสสี เขาเป็นเศรษฐีผู้มีทรัพย์มากมาย ได้นิมนต์ให้ภิกษุ ๑ ล้าน ๘ แสน
รูป ใช้สอยนุ่งห่มผ้าไตรจีวรแล้ว.
เขาได้ทำกุศลไว้เป็นอันมากอย่างนั้นแล้ว ก็ได้บังเกิดในเทวโลก.
เขาดำรงอยู่ในเทวโลกนั้นจนตลอดอายุแล้ว ก็เคลื่อนจากเทวโลกนั้น ได้
บังเกิดในมนุษยโลก ในโลกที่ว่างเปล่าจากพระพุทธเจ้า ได้บำรุงพระปัจเจก-
พุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ ด้วยปัจจัย ๔ แล้ว จุติจากอัตภาพนั้น ได้บังเกิดใน
ราชตระกูล เมื่อจะพร่ำสอนความเป็นพระราชา ได้บำรุงบุตรของตนผู้บรรลุ
พระปัจเจกโพธิญาณอยู่แล้ว ถือเอาพระธาตุของท่านผู้ปรินิพพานแล้ว สร้าง
เป็นเจดีย์บูชาแล้ว. เขาได้บำเพ็ญบุญเหล่านั้นไว้ในภพนั้นอย่างนั้นแล้ว ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดเป็นลูกชายคนเดียวของภัททิยเศรษฐี ผู้มีทรัพย์-
สมบัติมากถึง ๘๐ โกฏิ ในภัตทิยนคร. เขาได้มีชื่อว่า ภัททชิ. ทราบว่า
อิสริยสมบัติ โภคสมบัติ และบริวารสมบัติของเรา ได้มีในภพสุดท้าย คล้าย
กับของพระโพธิสัตว์ฉะนั้น .
ในคราวนั้น พระศาลดาประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี เพื่อจะทรงทำการ
สงเคราะห์ภัททชิกุมาร จึงพร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จไปยังภัททิยนคร
ประทับอยู่ในชาติวัน ทรงคอยเวลาให้ญาณของเขาแก่กล้าเสียก่อน. แม้
ภัททชิกุมารนั้น ก็นั่งอยู่บนปราสาทเปิดสีหบัญชรมองดู เห็นมหาชนกำลัง
เดินไปฟังธรรมในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ถามว่า มหาชนนี้ กำลัง
ไปไหนกัน ดังนี้. ครั้นทราบเหตุอันนั้นแล้ว แม้ตนเอง พร้อมด้วยบริวาร
หมู่ใหญ่ก็ไปสำนักของพระศาสดา ฟังธรรม ทั้งที่ประดับประดาไปด้วยอาภรณ์
พร้อมสรรพ ทำกิเลสทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว ได้บรรลุพระอรหัต, ก็เมื่อท่าน

478
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 479 (เล่ม 72)

ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว พระศาสดาตักเตือนท่านภัททิยเศรษฐีว่า ลูกชาย
ของท่าน ประดับประดาด้วยเครื่องอลังการ ฟังธรรม ได้ดำรงอยู่ในพระ-
อรหัตแล้ว. บุตรของท่านสมควรเพื่อจะได้บวชเสียเดี๋ยวนี้แหละ, ถ้าจักไม่
บวช, ก็จักปรินิพพานแน่. เศรษฐีกราบทูลว่า บุตรของข้าพระองค์ยังเป็น
คนหนุ่มแน่นอยู่ กิจด้วยการปรินิพพานจะมีไม่ได้ ขอพระองค์จงให้เขา
บวชเถิด. พระศาสดาทรงให้เขาได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว ประทับอยู่ในที่
นั้นได้ ๗ วันแล้ว ก็เสด็จไปถึงโกฏิคาม. ก็หมู่บ้านนั้น ได้ตั้งอยู่ใกล้ฝั่ง
แม่น้ำคงคา. ก็ชาวบ้านโกฏิคาม ได้ยังมหาทานให้เป็นไปแก่หมู่ภิกษุมีพระ-
พุทธเจ้าเป็นประมุข. พระภัททชิเถระ ไปยังนอกหมู่บ้าน เพื่อปรารภจะ
ให้พระศาสดาทรงอนุโมทนาเสียก่อน ด้วยคิดว่า ในเวลาที่พระศาสดาเสด็จ
มาใกล้หนทางฝั่งแม่น้ำคงคา จึงจักออกไปดังนี้ ทำการกำหนดเวลาแล้ว ก็
นั่งเข้าสมาบัติ ณ โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง. แม้เมื่อพระมหาเถระทั้งหลาย จะมาก็
ไม่ยอมลุกขึ้น ต่อเมื่อถึงเวลาที่พระศาสดาเสด็จมาแล้วเท่านั้น จึงลุกขึ้น.
พวกภิกษุผู้เป็นปุถุชน ก็พากันเพ่งโทษว่า ภิกษุรูปนี้บวชมายังไม่ทันไรเลย,
ก็กลายเป็นผู้แข็งกระด้าง ไม่ยอมลุกขึ้นในเวลาที่พระมหาเถระทั้งหลายมาถึง.
ชาวบ้านโกฏิคาม ได้พากันผูกเรือแพเป็นอันมากเพื่อพระศาสดาและ
ภิกษุสงฆ์. พระศาสดา ทรงพระดำริว่า เราจะประกาศถึงอานุภาพของ
พระภัททชิ แล้วจึงประทับยืนบนเรือ ตรัสถามว่า ภัททชิ ไปไหน
พระภัททชิเถระกราบทูลว่า พระเจ้าข้า แล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้ว
ได้ยืนประคองอัญชลี. พระศาสดาตรัสว่า ภัททชิ มานี่ซิ, เธอจงขึ้นเรือ
ลำเดียวกันกับเราเถอะ. พระภัททชินั้น จึงเหาะขึ้นแล้ว ได้ยืนในเรือลำที่
พระศาสดาประทับอยู่แล้ว. ในเวลาที่เรือแล่นไปในท่ามกลางแม่น้ำคงคา
พระศาสดาตรัสว่า ภัททชิ ในเวลาที่เธอเป็นพระเจ้ามหาปนาทะ รัตนปราสาท

479
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 480 (เล่ม 72)

จมลงในที่ไหนเล่า ? พระเถระกราบทูลว่า จมลงในที่ตรงนี้ พระเจ้าข้า
พระศาสดาตรัสว่า ภัททชิ ถ้าเช่นนั้น เธอจงตัดความสงสัยของเพื่อนสพรหม-
จารีทั้งหลายเสียเถอะ. ในขณะนั้น พระเถระ จึงถวายบังคมพระศาสดาแล้ว
ไปด้วยกำลังแห่งฤทธิ์แล้ว เอาระหว่างนิ้วเท้าคีบยอดปราสาท ถือปราสาทอัน
ใหญ่ประมาณ ๒๕ โยชน์ไว้ เหาะไปในอากาศ, ก็เมื่อเหาะไป ได้ยกขึ้นสูง
ถึง ๕๐ โยชน์. ลำดับนั้น พวกญาติของท่านในภพก่อน ซึ่งได้เกิดเป็นปลา
เต่าและกบ ด้วยความโลภในปราสาท เมื่อปราสาทนั้น ถูกยกลอยไป ก็พา
กันล้มตกลงไปมา. พระศาสดา ทรงเห็นสัตว์เหล่านั้นล้มกลิ้งเช่นนั้นแล้ว จึง
ตรัสว่า ภัททชิ พวกญาติของเธอกำลังลำบากนะ. พระเถระเชื่อพระดำรัส
ของพระศาสดา จึงปล่อยปราสาทแล้ว. ปราสาทก็คงตั้งสถิตอยู่ตามเดิมนั้นแล.
พระศาสดา เสด็จถึงฝั่งแล้ว ถูกพวกภิกษุทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ปราสาทหลังนี้ อันพระภัททชิเถระ ให้จมลงเมื่อไร แล้วจึงตรัสมหาปนาท-
ชาดก ทำชนหมู่มากให้ได้ดื่มน้ำอมตะ. คือธรรมะ.
ส่วนพระเถระ บรรลุพระอรหัตแล้ว ระลึกถึงบุญสมภารในกาล
ก่อนแล้ว เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยประพฤติ
มาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า โอคยฺหาหํ โปกฺขรณี ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอคยฺหาหํ โปกฺขรณี ความว่า ข้าพเจ้าหยั่งลง
ดำลง เข้าไปหยั่งลงไปสู่ชลาลัยอันได้นามว่า โบกขรณี เพราะเขาขุดห้วงน้ำ
ใหญ่และกว้างมากมาย คือ เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปยังสระโบกขรณีนั้นเพื่อของกิน
และของเคี้ยวแล้วเก็บเอาเหง้าบัวและรากบุณฑริกขึ้นมา. คำที่เหลือมีเนื้อความ
พอที่จะกำหนดได้โดยง่าย ตามลำดับแห่งเนื้อความ เพราะข้าพเจ้าได้กล่าว
เนื้อความไว้แล้วในหนหลัง และเพราะมีเนื้อความง่ายทั้งหมดแล.
จบอรรถกถาภัททชิเถราปทาน

480
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 481 (เล่ม 72)

สิวกเถราปทานที่ ๙ (๕๕๙)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระสิวกเถระ
[๑๔๙ ] ข้าพเจ้า ได้เห็นบาตรของพระ-
วิปัสสีพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ผู้กำลังเสด็จ
ไป เพื่อแสวงหาบิณฑะ ว่างเปล่า จึงถวายขนม
กุมมาสจนเต็ม.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ ในครั้งนั้น ข้าพเจ้า
ได้ถวายภิกษาใด ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลของการถวายขนมกุมมาส.
ข้าพเจ้าเผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว ฯลฯ
ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
ข้าพเจ้าเป็นผู้มาดีแล้วแล ฯลฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระสิวกเถระ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสิวกเถราปทาน

481
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 482 (เล่ม 72)

๕๕๙. อรรถกถาสิวกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระสิวกเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า เอสนาย จรนฺตสฺส
ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้น ๆ
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสสี ท่านได้เกิดในเรือนอัน
มีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่งเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเที่ยวไป
บิณฑบาต มีจิตเลื่อมใส รับบาตรมาบรรจุขนมกุมมาสจนเต็มแล้วจึงได้ถวาย.
ด้วยบุญกรรมอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุลของพราหมณ์ในกรุงราชคฤห์
เขาได้มีชื่อว่า สิวกะ เขาเจริญวัยแล้ว จบการศึกษาในวิชาและศิลปะทั้งหลาย
แล้ว เพราะค่าที่ตนมีอัธยาศัยใคร่จะออกบวช จึงละกามบวชเป็นพระดาบส
ท่องเที่ยวจาริกไป ได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรมแล้ว ได้มีศรัทธาบวช
แล้ว บำเพ็ญวิปัสสนา ไม่นานเท่าไรนัก ก็ได้บรรลุพระอรหัต.
ท่านครั้นได้บรรลุพระอรหัตแล้ว เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะ
ประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้น
ว่า เอสนาย จรนฺตสฺส ดังนี้. คำนั้นทั้งหมด บัณฑิตพอที่จะกำหนดรู้ได้
โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาสิวกเถราปทาน

482
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 483 (เล่ม 72)

อุปวาน๑เถราปทานที่ ๑๐ (๕๖๑)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระอุปวานเถระ
[๑๕๐] พระชินเจ้า พระนามว่าปทุมุตตระ
ผู้ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ผู้รุ่งโรจน์แล้ว
เสมือนกองเพลิงที่ลุกโพลงฉะนั้น พระสัมพุทธ-
เจ้าปรินิพพานแล้ว.
มหาชน มาประชุมกันแล้ว บูชา
พระตถาคต กระทำจิตกาธารให้ดีแล้ว ยก
พระสรีระขึ้นสู่จิตกาธารแล้ว.
กระทำสรีรกิจแล้ว รวบรวมพระธาตุไว้
ในที่นั้น มนุษย์และเทวดาทั้งสิ้นเหล่านั้น ได้
กระทำพระสถูปพระพุทธเจ้าแล้ว.
พระสถูปนั้นชั้นหนึ่ง สำเร็จด้วยทอง
ชั้นที่สอง สำเร็จด้วยแก้วมณี ชั้นที่สาม สำเร็จ
ด้วยเงิน ชั้นที่สี่ สำเร็จด้วยแก้วผลึก.
ที่พระสถูปชั้นที่ห้านั่นแล สำเร็จด้วย
แก้วทับทิมล้วน ชั้นที่หก สำเร็จด้วยแก้วลาย
ทั่วทั้งองค์ตลอดถึงยอด สำเร็จด้วยรัตนะ
ทางเท้า สำเร็จด้วยแก้วมณี แท่นบูชา
สำเร็จด้วยรัตนะ พระสถูปทั้งองค์ สำเร็จด้วยทอง
สูงหนึ่งโยชน์.
๑. ในบาลีทีฆนิกายเล่มที่ ๑๐ ข้อ ๑๓๐ ว่า อปวาณเถระ.

483
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 484 (เล่ม 72)

เทวดาทั้งหลายมาประชุมกัน ณ ที่นั้น
ร่วมปรึกษากันในครั้งนั้นว่า แม้พวกเราจักพากัน
เสริมแต่งพระสถูปของพระโลกนาถเจ้า ผู้คงที่
บ้าง.
พระธาตุมิได้กระจัดกระจาย พระสรีระ
ธาตุเป็นก้อนเดียว พวกเราจะเสริมแต่งหุ้ม
พระพุทธสถูปนี้.
เทวดาทั้งหลาย ได้เสริมแต่งพระสถูป
ให้สูงขึ้นอีกหนึ่งโยชน์ ประกอบด้วยรัตนะ ๗
ประการ เพราะฉะนั้น พระสถูปจึงสูงเป็นสอง
โยชน์ พระสถูปนั้น สูงขึ้นไปในหมอก.
พวกนาคทั้งหลายมาประชุมกัน ณ ที่นั้น
ร่วมปรึกษากันในครั้งนั้นว่า มนุษย์และเทวดา
ทั้งหลายเหล่านั้นได้สร้างพระพุทธสถูปกันแล้ว
พวกเราอย่าได้เป็นผู้ประมาทเลย เพราะ
พวกมนุษย์และเทวดา เป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว
แม้พวกเราจักเสริมแต่งพระสถูปของพระโลก-
นาถเจ้า ผู้คงที่บ้าง.
พวกนาคได้ประชุมกันแล้ว ได้หุ้มห่อ
พระสถูป ด้วยแก้วอินทนิล แก้วมหาอินทนิล
และแก้วโชติรส.

484
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 485 (เล่ม 72)

องค์พระพุทธเจดีย์ ได้สำเร็จด้วยแก้ว
มณีตลอดทั้งองค์ เพิ่มความสูงขึ้นเป็นสามโยชน์
ในครั้งนั้นได้กระทำที่นั้นให้สว่างแล้ว.
พวกครุฑ มาประชุมกันแล้ว ร่วม
ปรึกษากันในครั้งนั้นว่า มนุษย์ เทวดา และนาค
เหล่านั้นได้พากันกระทำพุทธบูชาแล้ว.
พวกเรา อย่าได้ประมาทเลย พวก
มนุษย์ เทวดา และนาค เป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว
แม้พวกเรา ก็จักเสริมแต่งพระสถูปของพระ-
โลกนาถเจ้า ผู้คงที่บ้าง.
พวกครุฑเหล่านั้น ได้กระทำการหุ้มห่อ
พระสถูป ให้สำเร็จด้วยแก้วมณีทั้งองค์ แม้พวก
ครุฑเหล่านั้น ได้เสริมแต่งพระพุทธเจดีย์ให้สูง
ขึ้นอีกหนึ่งโยชน์.
พระพุทธสถูปจึงสูงขึ้นเป็นสี่โยชน์
รุ่งโรจน์ยิ่ง สว่างแจ้งไปทุกทิศ แสงสว่างพวย-
พุ่งขึ้นสูง สว่างเหมือนดวงอาทิตย์ฉะนั้น.
พวกกุมภัณฑ์ มาประชุมกันแล้ว ร่วม
ปรึกษากันในครั้งนั้นเหมือนอย่างที่มนุษย์ เทวดา
นาค และครุฑปรึกษากันฉะนั้น
พวกเขาเหล่านั้น ต่างพากันกระทำ
พระสถูปอันอุดม ของพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐ

485