ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 466 (เล่ม 72)

จงนอนบนที่นอนนี้ ทั้งหมดนี้ นี้เป็นผลแห่ง
การบูชาพระพุทธเจ้า.
ข้าพเจ้า ได้รับการบูชาในที่ทุกแห่ง
เกียรติยศของข้าพเจ้าฟุ้งขจรไป มีสหายมากใน
กาลทุกเมื่อ ข้าพเจ้าเป็นผู้มีบริษัทไม่แตกแยก
ในกาลทุกเมื่อ ข้าพเจ้าเป็นผู้สูงสุดกว่าหมู่ญาติ
นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า.
ข้าพเจ้าไม่รู้จักความหนาว ความร้อน
ไม่มีความเร่าร้อน อนึ่ง ข้าพเจ้าไม่มีทุกข์ทางจิต
ในหทัยเลย.
ข้าพเจ้าเป็นผู้มีวรรณะ เพียงดังวรรณะ
แห่งทอง ท่องเที่ยวไปในระหว่างภพกับภพ
ข้าพเจ้าไม่รู้จักความเป็นผู้มีวรรณะต่างออกไปเลย
นี้ เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า.
ข้าพเจ้า จุติจากเทวโลกแล้ว อันกุศล-
มูลชักจูงแล้ว ไปเกิดในนครสาวัตถี ในตระกูล
มหาศาล ผู้มั่งคั่ง.
ครั้น ข้าพเจ้าละกามคุณ ๕ แล้ว บวช
ในความเป็นผู้ไม่มีเรือน ข้าพเจ้ามีอายุเพียง ๗
ขวบแต่ปีเกิด ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว.
พระพุทธเจ้า ผู้มีพระจักษุ ทรงทราบ
คุณของข้าพเจ้าแล้ว ทรงอนุญาตการอุปสมบท

466
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 467 (เล่ม 72)

ข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก เป็นผู้ได้รับการบูชา
ผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า.
ข้าพเจ้า เป็นผู้มีทิพยจักษุบริสุทธิ์ เป็น
ผู้ฉลาดในสมาธิ เป็นผู้บรรลุถึงฝั่งแห่งอภิญญา
นี้ เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า.
ข้าพเจ้า เป็นผู้บรรลุปฏิสัมภิทาตาม
ลำดับแล้ว เป็นผู้ฉลาดในอิทธิบาท เป็นผู้บรรลุ
ถึงฝั่งในธรรมทั้งหลาย นี้ เป็นผลแห่งการบูชา
พระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ ข้าพเจ้าได้บูชาพระ-
พุทธเจ้าใด ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ
เลย นี้ เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า.
ข้าพเจ้า เผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว
ฯลฯ ข้าพเจ้าเป็น ไม่มีอาสวะอยู่.
ข้าพเจ้าเป็นผู้มาดีแล้วแล ฯลฯ คำสอน
พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.
ปฏิสัมภิทา ๔ ฯลฯ คำสอนของพระ-
พุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระอุตตรเถระ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอุตตรเถราปทาน

467
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 468 (เล่ม 72)

๕๕๖. อรรถกถาอุตตรเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านอุตตรสามเณร มีคำเริ่มต้นว่า สุเมโธ นาม สมฺพุทฺ-
โธ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้น ๆ
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สุเมธะ ท่านเป็นวิทยาธรเที่ยวไป
ทางอากาศ. ก็โดยสมัยนั้น พระศาสดาประทับนั่งเปล่งพระพุทธรัศมีมีพรรณะ
๖ ประการ ณ โคนต้นไม้แห่งหนึ่งระหว่างป่า เพื่อทรงอนุเคราะห์สรรพสัตว์
ในที่นั้นนั่นแล. วิทยาธรนั้น ไปทางอากาศ มองเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
มีใจเลื่อมใส ลงจากอากาศนำเอาดอกกรรณิการ์อันบริสุทธิ์สะอาดงามตา น้อม
บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า ดอกไม้ทั้งหลายได้
ตั้งอยู่โดยอาการดังฉัตรอยู่เบื้องบนพระศาสดา. วิทยาธรนั้น มีจิตเลื่อมใส
โดยประมาณยิ่ง ในกาลต่อมา กระทำกาละแล้ว บังเกิดในดาวดึงส์ เสวย
ทิพยสมบัติ ดำรงอยู่ในดาวดึงส์นั้นจนตลอดอายุ จุติจากภพนั้นแล้ว ท่อง
เที่ยวไปโนเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ได้บังเกิดเป็นบุตรของ
พราหมณ์มหาศาลในกรุงราศคฤห์. เขาได้มีชื่อว่า อุตตระ. เขาได้บรรลุนิติ-
ภาวะแล้ว ถึงความสำเร็จในวิชาของพราหมณ์แล้ว ด้วยชาติตระกูล ด้วยรูป
สมบัติ ด้วยความรู้ ด้วยวัย และด้วยศีลจารวัตร เขาจึงได้รับความยกย่อง
จากชาวโลก.

468
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 469 (เล่ม 72)

วัสสการพราหมณ์ ตำแหน่งมหาอำมาตย์ประจำแคว้นมคธ ได้มอง
เห็นสมบัติอันนั้นของอุตตระนั้นแล้ว จึงมีความประสงค์ที่จะยกธิดาของตน
มอบให้แก่เขา ได้ประกาศความประสงค์ของตนให้ทราบแล้ว. อุตตระนั้น
ปฏิเสธเรื่องผู้หญิง เพราะว่าเขาเป็นผู้มีอัธยาศัยเพื่อจะออกจากทุกข์ เข้าไปหา
พระธรรมเสนาบดีเป็นประจำตามการอันสมควร ได้ฟังธรรมในสำนักของ
ท่านแล้ว ได้มีศรัทธาบรรพชาแล้ว เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวัตรปฏิบัติ บำรุง
พระเถระเป็นประจำ.
ก็โดยสมัยนั้น อาพาธอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแก่พระเถระ อุตตรสามเณร
ประสงค์จะปรุงเภสัชถวายพระเถระ. รุ่งขึ้นเช้า จึงถือบาตรและจีวรออกจาก
วิหาร ในระหว่างหนทางได้วางบาตรไว้ใกล้สระน้ำแล้ว เข้าไปใกล้น้ำ ล้าง
หน้าอยู่. ครั้งนั้น โจรขุดอุโมงค์คนหนึ่ง ไปทำการลักขโมยมาแล้ว ถูก
พวกจำรวจติดตามไล่จับ ออกจากเมืองโดยถนนใหญ่ เมื่อจะหนีไป
ได้ใส่ห่อรัตนะที่ตนถือมาลงในบาตรของสามเณรแล้ว จึงหนีไป. แม้
สามเณร เข้าไปใกล้บาตรแล้ว. พวกตำรวจติดตามโจรไป มองเห็นห่อ
ของในบาตรของสามเณรเข้าใจผิดว่า ผู้นี้ เป็นโจร, ผู้นี้ได้กระทำโจรกรรม
แล้ว. ดังนี้แล้ว จึงผูกแขนสามเณรไพล่หลัง นำไปแสดงแก่ท่านวัสสการ-
พราหมณ์. ก็ในครั้งนั้น ท่านวัสสการพราหมณ์เป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษา
ประจำพระราชสำนัก ย่อมตัดสินการตัดและการทำลายได้. ท่านวสัสการ-
พราหมณ์กล่าวว่า ครั้งก่อน ท่านไม่เชื่อถ้อยคำเรา. ไปบวชในหมู่ผู้ประพฤติ
นอกรีตนอกรอยจากทางที่บริสุทธิ์ ดังนี้ ไม่ยอมชำระคดีให้ขาวสะอาด ใคร่

469
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 470 (เล่ม 72)

จะตัดสินฆ่าอย่างเดียว โดยวิธีเอาหลาวเสียบเขาทั้ง ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่
นั่นแหละ.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงแลเห็นว่าญาณของเขาแก่กล้า
แล้ว จึงเสด็จไปยังสถานที่นั้น ทรงวางพระหัตถ์มีพระองคุลียาวเรียวอ่อนนุ่ม
ดุจปุยนุ่นเหมือนตัดด้วยเปลวไฟ คล้ายท่อธารทองคำสีแดงชาติหลั่งไหลออก
เพราะมีพระหัตถ์และพระนขาอันงดงามดุจสำเร็จด้วยแก้วมณีทำให้สั่นสะเทือน
ลงบนศีรษะของอุตตรสามเณรตรัสว่า อุตตระ นี้เป็นผลกรรมในครั้งก่อน
เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ เธอพึงอดกลั้นด้วยกำลังแห่งปัจจเวกขณญาณแล้ว จึง
ทรงแสดงธรรมอันเหมาะแก่อัธยาศัย. อุตตรสามเณร ได้รับปีติปราโมทย์
อันโอฬาร เพราะเกิดความเลื่อมใสโสมนัสใจ ด้วยการสัมผัสพระหัตถ์
ของพระคาสดา เช่นกับได้รับการรดด้วยน้ำอมฤต เริ่มยกจิตขึ้นสู่หนทาง
วิปัสสนาตามที่ตนได้สั่งสมมา เพราะญาณถึงความแก่กล้า และเพราะ
ความไพเราะแห่งเทศนาของพระศาสดา จึงทำกิเลสทั้งปวงให้สิ้นไปได้ตาม
ลำดับแห่งมรรค ในขณะนั้นนั่นเอง เป็นผู้ได้อภิญญา ๖. ก็ครั้นท่านเป็นผู้
ได้อภิญญา ๖ แล้วได้ถอนตนขึ้นจากหลาว ยืนอยู่ในอากาศ เพื่ออนุเคราะห์
ผู้อื่น จึงแสดงปาฏิหาริย์แล้ว. มหาชนได้เกิดความอัศจรรย์ใจ. ในขณะนั้น
นั้นเอง แผลของท่านก็หายสนิทดี. สามเณรนั้น ถูกพวกภิกษุถามว่า อาวุโส
ได้รับทุกข์ถึงอย่างนั้น เธอยังสามารถเพื่อเจริญวิปัสสนาได้อย่างไร ดังนี้
จึงกล่าวว่า อาวุโส จะกล่าวไปทำไมถึงโทษในสงสารของผมเล่า, ก็สภาวะ
แห่งสังขารทั้งหลาย ผมเห็นได้ชัดเจนแล้ว ผมแม้จะเสวยทุกข์ถึงเช่นนั้น
ก็ยังสามารถเพื่อบรรลุวิปัสสนาได้ และกล่าวอีกว่า ในชาติก่อนเวลาเป็น

470
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 471 (เล่ม 72)

เด็กหนุ่ม ผมถือหลาวไม้สะเดาไล่แทงแมลงวัน เพราะอาศัยการเล่นจับสัตว์
เสียบหลาว จึงได้เสวยความทุกข์ถูกเสียบหลาว ตั้งหลายร้อยชาติอย่างนี้ ใน
ชาติสุดท้ายนี้ก็ยังได้รับทุกข์ถึงอย่างนี้แล.
ครั้นในกาลต่อมา ท่านระลึกถึงบุรพกรรมได้ เกิดความโสมนัสใจ
เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำ
เริ่มต้นว่า สุเมโธ นาม สมฺพุทฺโธ ดังนี้. ในคำนั้นข้าพเจ้าจักทำการอธิบาย
เฉพาะบทที่ยากเท่านั้น.
วิชฺชาโร จทา อาสึ ความว่า เราได้เป็นผู้สามารถไปในอากาศได้
ด้วยวิชาที่สำเร็จมามีมนต์ภายนอกศาสนาเป็นต้น รักษาวิชานั้นไม่ให้เสื่อมไป
ด้วยการประพฤติเสมอ ด้วยอำนาจการบริหารรักษาไว้ จึงได้กำเนิดเกิดเป็น
วิทยาธร. บทว่า อนฺตลิกฺขจโร อหํ ความว่า ชื่อว่า อันตลิกขะ เพราะ
กระทำการกำหนดเบื้องต้นและที่สุดได้, อีกความหมายหนึ่งชื่อว่า อันตลิกขะ
เพราะเป็นเหตุให้กำหนดแลดูเบื้องต้นและที่สุดได้. อธิบายว่า ในอากาศนั้น
ข้าพเจ้าเที่ยวไปในอากาศเป็นประจำ. บทว่า ติสูลํ สุกนตํ คยฺห ความว่า
หลาวอันคมกริบ คือ อาวุธชั้นยอด ได้แก่ หลาวที่ทำเป็นอย่างดี, อธิบาย
ว่า ข้าพเจ้าถือเอาอาวุธคือหลาวที่ทำอย่างดี สามารถที่จะทิ่มแทง ย่ำยี และ
ประหารสัตว์ได้ แล้วไปทางท้องฟ้า. คำที่เหลือทั้งหมดมีเนื้อความพอที่จะ
กำหนดรู้ได้โดยง่าย ด้วยวิธีประกอบตามเนื้อความ เพราะมีความหมายดังที่
ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.
จบอรรถกถาอุตตรเถราปทาน

471
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 472 (เล่ม 72)

อปรอุตตรเถราปทาน ๗ (๕๕๗)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระอปรอุตตรเถระ/H1
[๑๔๗ ] เมื่อพระพุทธเจ้า พระนามว่า
สิทธัตถะ ผู้เป็นนาถะของโลก ผู้นำโลก นิพพาน
แล้ว ข้าพเจ้าประชุมกันระหว่างพวกญาติของ
ข้าพเจ้าแล้ว ได้ทำการบูชาพระธาตุ.
ในกัปที่ ๙๔ ข้าพเจ้า ได้บูชาพระธาตุ
ใดไว้ เพราะกรรมนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระธาตุ.
ข้าพเจ้า เผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว ฯลฯ
ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
ข้าพเจ้า ได้มาดีแล้วแล ฯลฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.
ปฏิปทา ๔ ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า
ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระอุตตรเถระ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอปรอุตตรเถราปทาน

472
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 473 (เล่ม 72)

๕๕๗. อรรถกถาอปรอุตตรเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๗ ดังต่อไปนี้:-
อปทานของท่านพระอุตตรเถระรูปอื่นอีก มีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต
โลกนาถมฺหิ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้น ๆ
ในกัปที่ ๙ แต่กัปนี้ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า สิทธัตถะ
ท่านได้เกิดในเรือนอันมีสกุล เจริญวัยแล้ว บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้เป็นผู้
เลื่อมใสในพระศาสนา ประกาศตนเป็นอุบาสก. เมื่อพระศาสดาปรินิพพาน
แล้ว อุบาสกนั้น เรียกประชุมหมู่ญาติของตนรวบรวมเครื่องบูชาสักการะมาก
มายแล้ว ได้ทำการบูชาพระธาตุ. ด้วยบุญกรรมอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยว
ไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์
เมืองสาเกต มีชื่อว่า อุตตระ เจริญวัยแล้ว ไปเมืองสาวัตถีด้วยการงานบาง
อย่าง มองเห็นยมกปาฏิหาริย์ ที่พระศาสดาทรงกระทำแล้ว ณ โคนต้น
คัณฑามพพฤกษ์แล้วเลื่อมใส มีศรัทธาเจริญยิ่งขึ้นด้วยเทศนากาฬการามสูตร
อีกบรรพชาแล้ว ไปยังกรุงราชคฤห์กับพระศาสดา ได้อุปสมบทแล้ว เที่ยว
จาริกไปอย่างนั้นแล เริ่มเจริญวิปัสสนาไม่นานนักแลก็ได้อภิญญา ๖. ก็ท่าน
เป็นผู้ได้อภิญญา ๖ เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี จึงออกจาก
กรุงราชคฤห์ไปยังกรุงสาวัตถีเพื่ออุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ถูกพวกภิกษุถามว่า
อาวุโส กิจแห่งการบวช ท่านทำให้ถึงที่สุดได้แล้วหรือ จึงได้พยากรณ์ความ
เป็นพระอรหันต์แล้ว.

473
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 474 (เล่ม 72)

ก็ท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศ
ถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ดังนี้. คำนั้นทั้งหมด มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น เพราะ
ข้าพเจ้าได้กล่าวความหมายไว้แล้วในหนหลังแล.
จบอรรถกถาอปรอุตตรเถราปทาน
ภัททชิเถราปทานที่ ๘ (๕๕๘)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระภัททชิเถระ
[๑๔๘] ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ลงสู่สระ
บัว ได้ถอนเหง้าบัว อันเป็นอาหารที่ช้างชอบ
เสพในสระนั้นขึ้นมาเพราะเหตุที่มีความหิว.
ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า
พระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้ทรงไว้ซึ่งความสูงสุด
ผู้กำลังเสด็จมาทางอากาศ.
ผ้าบังสุกุลจีวร ปลิวสะบัดอยู่ ในครั้งนั้น
ข้าพเจ้าได้ยินเสียง ข้าพเจ้าจึงแหงนหน้าขึ้นมอง
ดูเบื้องบน ได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้นายกของโลก.
ข้าพเจ้ายืนสงบอยู่ในที่นั้นนั่นแหละ ได้
ทูลอาราธนาพระโลกนายกให้ทรงรับน้ำผึ้ง พร้อม
กับเหง้าบัว น้ำนม เนยใส และเหง้าบัว.
พระพุทธเจ้า ผู้มีพระจักษุ ทรงรับภิกษา
แล้ว เพื่อทรงอนุเคราะห์ข้าพเจ้า แต่นั้นพระ-

474
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 475 (เล่ม 72)

ศาสดาผู้มีพระกรุณา ผู้มีพระยศใหญ่ เสด็จลงมา
จากอากาศแล้ว.
พระพุทธเจ้า ผู้มีพระจักษุ จึงทรงรับ
ภิกษาของข้าพเจ้า เพื่อทรงอนุเคราะห์ข้าพเจ้า
ครั้นทรงรับแล้ว ได้ทรงกระทำอนุโมทนาแก่
ข้าพเจ้าว่า
ท่านผู้มีบุญใหญ่ ท่านจงมีความสุข คติ
จงสำเร็จแก่ท่าน ด้วยอานิสงส์แห่งการถวายเหง้า-
บัวนี้ ท่านจงได้สุขอันไพบูลย์เถิด.
พระสัมพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตตระ
ครั้นตรัสพระดำรัสนี้แล้ว พระสัมพุทธเจ้า ได้
นำภิกษาไปทางอากาศ พระพุทธชินเจ้า ได้เสด็จ
ไปทางอากาศแล้ว.
แต่นั้น ข้าพเจ้า ถือเอาเหง้าบัวกลับไป
ยังอาศรมของข้าพเจ้า ได้แขวนพวงเหง้าบัวไว้ที่
ต้นไม้แล้ว ระลึกถึงทานของข้าพเจ้า.
ครั้งนั้น ลมพายุใหญ่ ก็เกิดขึ้น ไฟป่า
ก็ไหม้ป่า อากาศ ก็กำเริบคะนองยิ่ง และใน
ขณะนั้น ฟ้าก็ผ่าลงมา.
ครั้งนั้น อสุนีบาตตกบนศีรษะข้าพเจ้า
จนล้มลง ในขณะนั้น ข้าพเจ้านั่งสงบอยู่ ข้าพเจ้า
ได้ทำกาละแล้วในที่นั้น.

475