ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 456 (เล่ม 72)

๕๕๔. อรรถกถากิมิลเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๔ ดังต่อไปนี้:-
อปทานของท่านพระกิมิลเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต กกุสนฺธมฺหิ
ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กกุสันธะ ท่านได้บังเกิด
ในเรือนอันมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว ได้ช่วย
กันเอาดอกเข็มมาทำเป็นมณฑปอุทิศถวายพระธาตุของพระองค์ ได้ทำการบูชา
แล้ว. ด้วยบุญกรรมอันนั้น ท่านได้บังเกิดในภพดาวดึงส์ ได้ท่องเที่ยวไป
ในเทวโลกและมนุษยโลกกลับไปกลับมา ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดใน
สักยราชตระกูลในกบิลพัสดุ์นคร เขาได้มีชื่อว่า กิมิละ. พอเขาเจริญวัยแล้ว
อยู่อย่างประมาทด้วยโภคสมบัติ. พระศาสดาประทับอยู่นอนุปิยนิคม ทรง
ทราบว่าญาณของเขาแก่กล้าแล้ว เพื่อจะให้เขาเกิดความสังเวช จึงทรงเนรมิต
รูปหญิงที่งามน่ารื่นรมย์ใจ อยู่ในวัยรุ่น ทรงแสดงให้ปรากฏข้างหน้าตาม
ลำดับอีก ปรากฏเป็นไปตามความวิบัติด้วยความชราและโรคภัยไข้เจ็บ. ได้ทรง
กระทำอย่างนั้นแล้ว. กิมิลกุมารได้เห็นรูปนั้น แล้วได้เกิดความสังเวชเป็นยิ่งนัก
เมื่อจะประกาศความสังเวชของตน ทำให้ปรากฏแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้
รับคำสั่งสอนแล้ว ก็ได้บรรลุพระอรหัต.

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 457 (เล่ม 72)

ท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึง
เรื่องราวที่ตนเองเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
นิพฺพุเต กกุสนฺธมฺหิ ดังนี้. บทว่า พฺราหฺมณมฺหิ วุสีมติ ความว่า เมื่อ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุวสี ด้วยวสี ๕ อย่าง อธิบายว่า เมื่อพราหมณ์
คือพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ เพราะประดับและเจริญยิ่งด้วยหมู่
แห่งคุณทั้งปวงของพราหมณ์ ปรินิพพานแล้ว คำที่เหลือทั้งหมด มีเนื้อ
ความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถากิมิลเถราปทาน
วิชชีปุตตเถราปทานที่ ๕(๕๕๕)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระวัชชีปุตตเถระ
[๑๔๕] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มี
พระรัศมีเป็นพัน เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง
ผู้อันใคร ๆ เอาชนะไม่ได้ ทรงออกจากนิโรธ
แล้ว จะเสด็จไปสู่ที่โคจร.
ข้าพเจ้า มีผลไม้อยู่ในมือ เห็นพระ-
ศาสดาเสด็จเข้ามา มีจิตเลื่อมใส มีใจแช่มชื่น
จึงถวายผลไม้หมดทั้งพวง.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ ข้าพเจ้าได้ถวาย
ผลไม้ใด ในครั้งนั้น ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้า
ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้.

457
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 458 (เล่ม 72)

ข้าพเจ้าได้เผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว
ฯลฯ ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
ข้าพเจ้าเป็นผู้มาดีแล้วแล ฯลฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ทำเสร็จแล้ว.
ปฏิสัมภิทา ๔ ฯลฯ คำสอนของพระ-
พุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระวัชชีปุตตเถระ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบวัชชีปุตตเถราปทาน
๕๕๕. อรรถกถาวัชชีปุตตเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระวัชชีปุตตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สหสฺสรํสี ภควา
ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้น ๆ ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ ได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งกำลังเที่ยว
ภิกขาจารอยู่ มีใจเลื่อมใสได้ถวายผลกล้วย ด้วยบุญกรรมนั้น เขาจึงได้ท่อง-

458
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 459 (เล่ม 72)

เที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดเป็นลิจฉวี
ราชกุมารในเมืองเวสาลี. เพราะท่านเป็นโอรสของเจ้าวัชชี จึงได้รับสมัญญา
ว่า วัชชีบุตร. ท่านเป็นหนุ่ม ในเวลาที่ศึกษาศิลปะเกี่ยวกับช้างเป็นต้น
เพราะสมบูรณ์ด้วยเหตุ จึงเป็นผู้มีอัธยาศัยใคร่จะออกจากทุกข์เที่ยวไป ได้
ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว ได้มีศรัทธาบวชในสำนักของพระ-
ศาสดา บำเพ็ญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ไม่นานเท่าไรนัก ก็ได้อภิญญา ๖. ก็
ท่านเป็นผู้ได้อภิญญา ๖ ในกาลต่อมา เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้วไม่นาน
นัก จึงทำหมายกำหนดการเพื่อสังคายนาพระธรรม เมื่อพระมหาเถระทั้งหลาย
ประชุมกันในที่นั้น ๆ วันหนึ่ง ได้เห็นท่านพระอานนท์ซึ่งเป็นพระเสขบุคคล
มีบริษัทใหญ่แวดล้อมกำลังแสดงธรรมอยู่. เมื่อจะทำความอุตสาหะให้เกิดขึ้น
เพื่อบรรลุมรรคผลที่สูงขึ้นไปกว่าท่านพระอานนท์นั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า:-
โคตมะเอ่ย ! ท่านจงเข้าไปยังโคนต้นไม้
ในป่า จงตั้งพระนิพพานไว้ในหทัย จงเจริญ
ภาวนาและอย่าประมาท พูดซุบซิบนินทาคนอื่น
จักทำประโยชน์เช่นไร ให้สำเร็จแก่ท่านได้เล่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รุกฺขมูลคหนํ ความว่า ป่าที่มีโคนต้นไม้
จริงอยู่ ป่าไม่มีโคนต้นไม้ก็มีอยู่ และโคนต้นไม้ที่ไม่มีในป่าก็มี. บรรดา
บทเหล่านั้น ท่านแสดงถึงความไม่มีอันตรายคือลมและแดด เพราะเป็นสถานที่
อันสมบูรณ์ด้วยร่มเงา ด้วยศัพท์ว่า รุกขมูละ ท่านแสดงถึงความไม่มีอันตราย
คือลม เพราะปราศจากสายลมและแสดงถึงความไม่เบียดเสียดด้วยฝูงชน ไว้

459
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 460 (เล่ม 72)

ด้วย คหนะ ศัพท์. และท่านได้ประกอบบททั้งสองนั้นมุ่งถึงการบำเพ็ญเพียร
ทางภาวนา. บทว่า ปสกฺกิย แปลว่าเข้าไปแล้ว. บทว่า นิพฺพานํ หทยสฺมึ โอปิย
ความว่า ตั้งพระนิพพานไว้ในหทัย คือ ทำไว้ในจิตว่าเราปฏิบัติอย่างนี้แล้ว
จะพึงบรรลุพระนิพพานได้. บทว่า ฌาย ความว่า จงเพ่งด้วยการเพ่งไตร-
ลักษณะ คือ จงเจริญมรรคภาวนาอันประกอบด้วยวิปัสสนาภาวนา. ท่านเรียก
พระธรรมภัณฑาคาริกโดยโคตรว่า โคตมะ. บทว่า มา จ ปมาโท ความว่า
อย่าถึงความประมาทในกุศลธรรมทั้งปวงเลย. บัดนี้ ความประมาทเช่นใดมีแก่
พระเถระ เมื่อจะแสดงถึงการห้ามความประมาทนั้น ท่านจึงกล่าวว่า กึ เต
พิฬิพิฬิกา กริสฺสติ การพูดซุบชิบนินทาคนอื่นจักทำประโยชน์เช่นไรให้
สำเร็จแก่ท่านได้เล่า ดังนี้ไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พิฬิพิฬิกา ความ
ว่า กิริยาที่ซุบซิบนินทาคนอื่น ความเป็นไปแห่งเสียงซุบซิบนินทาคนอื่น
ไม่มีประโยชน์อย่างไร การบัญญัติของหมู่ชนอันเช่นกับเสียงซุบชิบนินทาคน
อื่นก็อย่างนั้นแล. บทว่า กึ เต กรสฺสติ ความว่า การซุบซิบนินทาคนอื่นจัก
ทำประโยชน์เช่นไรให้สำเร็จแก่ท่านได้เล่า เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้ให้โอวาท
ว่า ท่านจงละการบัญญัติว่าคน จงขวนขวายในประโยชน์ของตนเถิด.
พระเถระได้ฟังคำนั้นแล้ว เกิดความสลดใจตามคำอันระบายออกซึ่ง
ความหอมฟุ้งที่ท่านผู้อื่นได้กล่าวแล้ว ทำราตรีโดยมากให้ล่วงไปด้วยการจง-
กรมพยายามเจริญวิปัสสนา เข้าไปสู่ที่นอนและที่นั่ง พอนั่งบนเตียงเท่านั้น
ก็คิดว่า เราจะนอนพักผ่อนสักเล็กน้อย ดังนี้แล้วจึงยกเท้าขึ้นจากพื้นพอศีรษะ
ถึงหมอน ในขณะที่สรีระอยู่ในอากาศนั่นแล (อยู่ในท่าอิริยาบถ) ก็ได้
บรรลุพระอรหัต.

460
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 461 (เล่ม 72)

ในกาลต่อมา พระวัชชีปุตตเถระเกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศ
ถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
สหสฺสรํสี ภควา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สหสฺสรํสี ซึ่งในที่นี้ควร
จะกล่าวว่า อเนกสตสหสฺสรํสี บัณฑิตพึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้แล้วว่า
สหสฺสรํสี ก็เพื่อสะดวกในการประพันธ์คาถา. คำที่เหลือมีเนื้อความพอที่
จะกำหนดได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาวัชชีปุตตเถราปทาน
อุตตรเถราปทานที่ ๖ (๕๕๖)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระอุตตรเถระ
[๑๔๖] พระผู้มีพระภาคสัมพุทธเจ้า
พระนามว่า สุเมธะ ทรงประกอบด้วยพระวร-
ลักษณะ ๓๒ ประการ ทรงพอพระทัยในความ
วิเวก เสด็จเข้าไปยังหิมวันตประเทศ
พระมุนี ผู้เป็นบุรุษสูงสุด ทรงประกอบ
ด้วยพระกรุณา ผู้เลิศ ครั้นถึงหิมวันตประเทศ
แล้ว ประทับนั่งขัดสมาธิ.
ในกาลครั้งนั้น ข้าพเจ้า เกิดเป็นวิทยาธร
สามารถแม้เหาะไปในอากาศได้ ถืออาวุธวิเศษ

461
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 462 (เล่ม 72)

คือตรีศูลอันคมฉกาจนัก ในเวลานั้น ข้าพเจ้า
กำลังเหาะท่องเที่ยวไปในอัมพร.
พระพุทธเจ้า ทรงยังป่าหิมวันต์ให้สว่าง
กระจ่างแจ้งอยู่ เสมือนกองไฟที่ลุกโพลงอยู่บน
ยอดภูเขา เสมือนแสงแห่งดวงจันทร์ที่กำลังเต็ม
ดวง หรือเสมือนต้นพญาสาละที่มีดอกกำลังบาน
เต็มต้นฉะนั้น.
จิตของข้าพเจ้าเลื่อมใส เพราะได้เห็น
พระพุทธเจ้า ผู้กำลังเสด็จออกมาจากป่า มีพระ-
พุทธรังสีกำลังซ่านออก ดุจดังแสงไฟที่กำลังเผา
ไหม้ป่าต้นอ้อฉะนั้น.
ข้าพเจ้าได้ถือเอาดอกไม้ ๓ ดอก คือ
ดอกทานตะวัน ดอกกรรณิการ์ และดอกเทว-
คันธีมาบูชาพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐ.
เพราะอานุภาพของพระพุทธเจ้า ในขณะ
นั้น ดอกไม้ทั้งสามดอกของข้าพเจ้า ได้ทำขั้ว
ขึ้นเบื้องบน เอาดอกลงเบื้องล่าง ทำเป็นดังร่ม
บังเงาให้พระศาสดา.
เพราะกรรมที่ข้าพเจ้า ได้กระทำมาดี
แล้วนั้น ประกอบกับที่ข้าพเจ้าตั้งเจตนาไว้ดี

462
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 463 (เล่ม 72)

เมื่อข้าพเจ้าจุติจากความเป็นมนุษย์แล้ว ก็ไปเกิด
ในดาวดึงส์.
วิมานของข้าพเจ้าในดาวดึงส์นั้น บุญ
กรรมได้สร้างให้เป็นอย่างดี มีชื่อปรากฏว่า
กัณณิการี สูง ๖๐ โยชน์ กว้าง ๓๐ โยชน์.
มียอดแหลม ๑,๐๐๐ ยอด มียอดเป็นโดม
๑๐๐ ยอดประดับด้วยธงสีเหลือง ประกอบด้วย
ป้อมหอคอยหนึ่งแสนป้อม สิ่งเหล่านี้มีปรากฏอยู่
ในวิมานของข้าพเจ้า.
แท่นนั่งสำเร็จด้วยแก้วผลึกก็มี สำเร็จ
ด้วยทอง ด้วยแก้วมณี และด้วยทับทิมก็มี ผู้นั่ง
ย่อมได้ตามปรารถนา.
ที่นอนมีราคามาก ประกอบด้วยชนิดที่
ยัดด้วยนุ่น แต่ละชายประดับด้วยครุยขนสัตว์
และประกอบด้วยหมอน.
ครั้นข้าพเจ้าจุติจากภพแล้ว ท่องเที่ยว
ไปสู่ภพเทวดา ข้าพเจ้าท่องเที่ยวไปตามปรารถนา
เป็นผู้มีหมู่เทวดาแวดล้อมแล้ว.
ข้าพเจ้า ดำรงอยู่ภายใต้ร่มดอกไม้
ดอกไม้กั้นอยู่เบื้องบนข้าพเจ้า กว้างโดยรอบ
หนึ่งร้อยโยชน์แวดล้อมด้วยดอกกรรณิการ์.

463
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 464 (เล่ม 72)

นักดนตรี หกหมื่นคน บำรุงข้าพเจ้า
อยู่ ตลอดเวลาตั้งแต่เย็นถึงเช้า แวดล้อมข้าพเจ้า
อยู่เป็นประจำทั้งกลางคืนกลางวัน โดยไม่เกียจ
คร้าน.
ในเทวโลกนั้น ข้าพเจ้า ยินดีอยู่กับ
นางรำ นางร้อง นางประโคม นางนักดนตรี
เพลิดเพลินอยู่กับความยินดี บันเทิงอยู่กับความ
ใคร่ในกาม.
ในเทวโลกนั้น มีแต่รับประทาน และ
ดื่ม ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าเพลิดเพลินอยู่ในไตรทศ
พรั่งพร้อมไปด้วยหมู่นางสนมนารี ข้าพเจ้าเพลิด
เพลินอยู่ในวิมานอันอุดม.
ข้าพเจ้าเสวยรัชสมบัติอยู่ ๕๐๐ ครั้ง และ
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิอยู่ ๓๐๐ ครั้ง ส่วนที่
เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ ไม่อาจจะนับ
ประมาณได้.
เมื่อข้าพเจ้าท่องเที่ยวอยู่ในระหว่างภพ
กับภพ ย่อมได้โภคสมบัติเป็นอันมาก ข้าพเจ้า
ไม่มีความบกพร่องในโภคสมบัติเป็นอันมาก นี้ เป็นผล
แห่งการบูชาพระพุทธเจ้า.

464
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 465 (เล่ม 72)

เมื่อข้าพเจ้าท่องเที่ยวอยู่ในภพ ก็ท่อง-
เที่ยวอยู่ในภพทั้งสอง คือ ภพแห่งเทวดา และ
ภพแห่งมนุษย์ ข้าพเจ้า ไม่รู้จักทุคติอื่นเลย นี้
เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า.
เมื่อข้าพเจ้าเกิด ก็เกิดในตระกูลทั้งสอง
คือ ตระกูลกษัตริย์ และตระกูลพราหมณ์ ข้าพ-
เจ้า ไม่รู้จักตระกูลต่ำเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชา
พระพุทธเจ้า.
ข้าพเจ้า ได้รับยานช้าง ยานม้า ยาน
วอ อันไปได้รวดเร็ว ทั้งหมดนี้ นี้เป็นผลแห่ง
การบูชาพระพุทธเจ้า.
ข้าพเจ้า ได้รับหมู่ทาสี หมู่ทาส หมู่
สตรีผู้แต่งกายงดงาม ทั้งหมดนี้ นี้เป็นผลแห่ง
การบูชาพระพุทธเจ้า.
ข้าพเจ้าได้รับผ้าไหม ผ้ากัมพล ผ้าลินิน
และผ้าฝ้าย ทั้งหมดนี้ นี้เป็นผลแห่งการบูชา
พระพุทธเจ้า.
ข้าพเจ้า ได้รับผ้าใหม่ และผลไม้ใหม่
โภชนะมีรสอร่อยเลิศ ทั้งหมดนี้ นี้เป็นผลแห่งการบูชา
พระพุทธเจ้า.
ข้าพเจ้า ได้รับคำบอกเล่าว่า เชิญท่านจง
เคี้ยวกินสิ่งนี้ เชิญท่านจงบริโภคสิ่งนี้ เชิญท่าน.

465