ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 446 (เล่ม 72)

ลอยไปในน้ำแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วจึงซบ
ศีรษะลงแทบพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้กราบทูลพระผู้มี
พระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบท
ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอ จงเป็น
ภิกษุมาเถิด แล้วตรัสต่อไปอีกว่า ธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว พวกเธอจง
ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด. พระวาจานั้นแลได้
เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น.
นทีกัสสปชฎิล ได้เห็นแล้วซึ่งมวยผม ชฎา สาแหรก เครื่องบูชา
ไฟ ลอยน้ำมา ครั้นเขาได้เห็นแล้ว จึงมีความคิดว่า คงจะมีอันตรายแก่
พระพี่ชายของเราแน่ จึงส่งชฎิลไปสืบว่า ท่านจงไปให้รู้เรื่องพี่ชายของเราให้
ได้ดังนี้ และตนเองพร้อมกับชฎิล ๓๐๐ คน ได้ไปหาท่านอุรุเวลกัสสป
ครั้นเข้าไปหาแล้ว จึงกล่าวกะท่านอุรุเวลกัสสปนั้นว่า พี่กัสสป การบวชนี้
เป็นสิ่งประเสริฐดีหรือ. ท่านอุรุเวลกัสสปตอบว่า ใช่ การบวชแบบนี้ เป็น
สิ่งประเสริฐแน่. ลำดับนั้นแลพวกชฎิลเหล่านั้นจึงได้เอามวยผม ชฎา สาแหรก
เครื่องบูชาไฟ ลอยน้ำไปแล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้า
แล้ว จึงซบศีรษะลงแทบพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจึงได้
กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์
พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด แล้วตรัสอีกว่าธรรมอันเรากล่าว
ไว้ดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด.
พระวาจานั้นแลได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น .

446
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 447 (เล่ม 72)

คยากัสสปชฎิล ได้เห็นแล้วซึ่งมวยผม ชฎา สาแหรก เครื่องบูชา
ไฟ อันลอยน้ำมา ครั้นเขาได้เห็นแล้ว จึงได้มีความคิดว่า อันตรายจะมีแก่
พี่ชายทั้งสองของเราแน่นอน แล้วได้ส่งชฎิลไปสืบให้รู้ว่า พวกท่านจงไป
จงรู้เรื่องราวแห่งพี่ชายของเราดังนี้ และตนเองพร้อมด้วยพวกชฎิล ๒๐๐คน
จึงพากันเข้าไปหาท่านอุรุเวลกัสสป ครั้นเข้าไปหาแล้ว จึงได้กล่าวกะท่าน
อุรุเวลกัสสปนั้นว่า ข้าแต่พี่กัสสป การทำอย่างนี้ประเสริฐแล้วหรือ. ท่าน
อุรุเวลกัสสป ตอบว่า ใช่แล้ว การทำอย่างนี้เป็นสิ่งประเสริฐแน่. ลำดับ
นั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้น จึงได้พากันลอยมวยผม ชฎา สาแหรก เครื่อง
บูชาไฟ ในน้ำแล้ว พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว
จึงได้ซบศีรษะลงแทบพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้กราบ
ทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์
พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด แล้วตรัสอีกว่า ธรรมอันเรา
กล่าวไว้ดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบ
เถิด. พระวาจานั้นแลได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น .
ด้วยการอธิษฐานของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ปาฏิหาริย์ ๓,๕๐๐ วิธี จึงมีโดยนัยนี้คือ พวกชฎิล
ฝ่าฟืน ๕๐๐ ท่อนไม่ออก พอฝ่าฟืนออกแล้ว ก็
ก่อไฟไม่ติด พอก่อไฟติดแล้ว จะดับไฟก็ดับ
ไม่ได้ ครั้นพอดับไฟได้แล้ว ก็ทรงนิรมิต
เชิงกราน ๕๐๐ ที่ให้.

447
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 448 (เล่ม 72)

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประ
ทับอยู่ในอุรุเวลาตามความพอพระทัย ทรงพร้อม
กับภิกษุสงฆ์จำนวนมาก ร่วมกับปุราณชฎิล
ทั้งหมด ๑,๐๐๐ คน เสร็จหลีกจาริกไปยังคยาสีสะ
ประเทศ ได้ทราบว่า ในครั้งนั้น พระผู้มีพระ
ภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ คยาสีสะประเทศ ได้
แม่น้ำคยาพร้อมกับภิกษุจำนวน ๑,๐๐๐
ในกาลนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้
ตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลาย สิ่ง
ทั้งปวงเป็นของร้อน ภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า
ชื่อว่าสิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ภิกษุทั้งหลาย จักษุ
เป็นของร้อน รูปทั้งหลายก็เป็นของร้อน วิญญาณ
อาศัยจักษุก็เป็นของร้อน.
จักษุสัมผัสก็เป็นของร้อน ความเสวย
อารมณ์นี้เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย แม้
อันใด เป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข
ก็ดี แม้อันนั้นก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร
ร้อนเพราะไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ
ร้อนเพราะความเกิด เพราะความแก่ และเพราะ
ความตาย เพราะความเศร้าโศก เพราะความคร่ำ-

448
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 449 (เล่ม 72)

ครวญเพราะความทุกข์ เพราะความโทมนัส
เพราะความคับแค้นใจ เราจึงกล่าวว่าเป็นของ
ร้อน.
โสตเป็นของร้อน เสียงทั้งหลายก็เป็น
ของร้อน ฯลฯ ฆานะเป็นของร้อน กลิ่นทั้งหลาย
ก็เป็นของร้อน ฯลฯ ลิ้นเป็นของร้อน รสก็เป็น
ของร้อน ฯลฯ กายเป็นของร้อน โผฏฐัพพะก็
เป็นของร้อน ฯลฯ ใจเป็นของร้อน ธรรมทั้งหลาย
ก็เป็นของร้อน
มโนวิญญาณก็เป็นของร้อน มโนสัมผัส
ก็เป็นของร้อน ความเสวยอารมณ์นี้เกิดขึ้น
เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยแม้อันใดเป็นสุขก็ดี
เป็นทุกข์ก็ดี ไม่ใช่ทุกข์ไม่สุขก็ดี แม้อันนั้น
ก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร ร้อนเพราะไฟ
คือราคะ เพราะไฟคือโทสะ เพราะไฟคือโมหะ
ร้อนเพราะความเกิด เพราะความแก่ และ
ความตาย เพราะความเศร้าโศก เพราะความ
คร่ำครวญ เพราะความทุกข์ เพราะความโทมนัส
เพราะความคับแค้นใจ เราจึงกล่าวว่าเป็นของ
ร้อนแล.

449
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 450 (เล่ม 72)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้เห็น
ได้ฟังแล้วอย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายในจักษุ ย่อม
เบื่อหน่ายในรูป ย่อมเบื่อหน่ายในวิญญาณที่
อาศัยจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายในสัมผัสอาศัยจักษุ
ความเสวยอารมณ์นี้ เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสแม้
อันใด เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่
สุขก็ดี ย่อมเบื่อหน่ายในความเสวยอารารมณ์ นั้น
ย่อมเบื่อหน่ายในโสต ย่อมเบื่อหน่ายในเสียง ฯลฯ
ย่อมเบื่อหน่ายในฆานะ ย่อมเบื่อหน่ายในกลิ่น ฯลฯ
ย่อมเบื่อหน่ายในชิวหา ย่อมเบื่อหน่ายในรส
ทั้งหลาย ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย ย่อม
เบื่อหน่ายแม้ในโผฏฐัพพะ ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่าย
แม้ในใจ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในธรรมทั้งหลาย ย่อม
เบื่อหน่ายแม้ในมโนวิญญาณ ย่อมเบื่อหน่ายแม้
ในมโนสัมผัส ความเสวยอารมณ์นี้เกิดขึ้นเพราะ
มโนสัมผัสเป็นปัจจัยแม้อันใด เป็นสุขก็ดี เป็น
ทุกข์ก็ดี ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สุขก็ดี ย่อมเบื่อหน่าย
แม้ในความเสวยอารมณ์นั้น เมื่อเบื่อหน่าย ย่อม
คลายความกำหนัด เพราะคลายความกำหนัด
จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณรู้ว่า

450
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 451 (เล่ม 72)

หลุดพ้นแล้ว พระอริยสาวกนั้น ย่อมทราบชัดว่า
ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจอื่นที่
ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีก เพื่อความเป็น
อย่างนี้ มิได้มีอีกต่อไป ดังนี้.
ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังตรัสไวยากรณ์นี้อยู่ จิตของภิกษุ
๑,๐๐๐ รูปนั้น ก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่นแล.
เพราะได้ฟังอาทิตตปริยายเทศนาอย่างนี้ พระนทีกัสสปเถระจึงได้
บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศ
ถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต ดังนี้ . บรรดาบทเหล่านั้น บท อคฺคผลํ คือผลอัน
สูงสุด หรือ ผลที่ตนเก็บเอาในครั้งแรกแห่งต้นมะม่วงที่ตนเองได้ปลูกไว้. คำ
ที่เหลือ มีเนื้อความพอที่จะกำหนดรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถานทีกัสสปเถราปทาน
คยากัสสปเถราปทานที่ ๓ (๕๕๓)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระคยากัสสปเถระ
[๑๔๓ ] ครั้งเมื่อข้าพเจ้าเป็นดาบส ครอง
หนังเสือเหลือง ประกอบด้วยเครื่องหาบ หาบ
เครื่องหาบไปเที่ยวหาผลไม้ ได้นำเอาผลพุทรา
มายังอาศรม.

451
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 452 (เล่ม 72)

ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระชิน-
เจ้า เพียงพระองค์เดียว ทรงแผ่พระรัศมีตลอด
กาลทั้งสิ้น เสด็จมายังอาศรมของข้าพเจ้า.
ข้าพเจ้ายังจิตตนเองให้เลื่อมใสแล้ว ถวาย
บังคมพระองค์ ผู้มีวัตรอันงาม ประคองอัญชลี
ประนมด้วยหัตถ์ทั้งสองแล้ว ถวายผลพุทราแด่
พระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ ข้าพเจ้าได้ถวาย
ผลไม่ได้ไว้ ในคราวนั้น แต่นั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลพุทรา.
ข้าพเจ้า ได้เผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว
ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
ข้าพเจ้าเป็นผู้มาดีแล้วแล ฯลฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.
ปฏิสัมภิทา ๔ ฯลฯ คำสอนของพระ-
พุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระคยากัสสปเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบคยากัสสปเถราปทาน

452
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 453 (เล่ม 72)

๕๕๓. อรรถกถาคยากัสสปเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๓ ดังต่อไปนี้:-
อปทานของท่านพระคยากัสสปเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า อชินมฺม-
วตฺโถหํ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้น ๆ ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ไป ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
สิขี ท่านได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้วเพราะความที่ตนเองมี
อัธยาศัยที่จะออกจากทุกข์ จึงละเพศฆราวาสออกบวชเป็นพระดาบส สร้างอา-
ศรมอยู่ในป่า มีมูลผลาผลในป่าเป็นอาหาร. ก็โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์เดียวไม่มีผู้ติดตามเป็นที่สอง ได้เสด็จไปใกล้อาศรมของพระดาบส
นั้นแล้ว. ดาบสนั้น พอได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็มีใจเลื่อมใส เข้าไป
ใกล้แล้ว ถวายบังคมยืนอยู่ ณ ที่อันสมควรด้านหนึ่ง คอยดูเวลาอยู่จึงน้อม
เอาผลพุทธราอันเป็นที่น่าจับใจเข้าไปถวายแด่พระศาสดา. ด้วยบุญกรรมอัน
นั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้
ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ เจริญวัยแล้ว เพราะความที่คนมีอัธยาศัยที่จะออก
จากทุกข์ จึงละเพศฆราวาส บวชเป็นพระดาบสอยู่ร่วมกับพระดาบส ๒๐๐ องค์
ณ ใกล้แม่น้ำคยา. เพราะอยู่ใกล้แม่น้ำคยา และเพราะมีโคตรว่ากัสสป
จึงได้มีสมัญญาว่าคยากัสสป. ท่านได้ฟังโอวาทคืออาทิตตปริยายเทศนา โดย

453
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 454 (เล่ม 72)

นัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาให้พร้อมกับบริษัท ดัง
ที่ได้กล่าวไว้แล้วในอปทานของพระนทีกัสสป จึงได้ดำรงอยู่ในพระอรหัต-
ผล
ครั้นท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว เกิดมีความโสมนัสใจเมื่อจะประ-
กาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
อชินจมฺมวตฺโถหํ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชินจมฺมวตฺโถ
ความว่า เพราะบวชเป็นดาบส จึงนุ่งห่มด้วยหนังเสือ. บทว่า ขาริภารธโร
ความว่า ในเวลาเป็นดาบส ต้องบรรจุหาบบริขารสำหรับดาบสหาบไป. คือ
เอาบริขารของดาบสบรรจุลงจนเต็มหาบ. บทว่า โกลํ อหาสิ อสฺสมํ
ความว่า เอาผลพุทราวางจนเต็มเกลื่อนอาศรมแล้วก็นั่งในอาศรม. บทว่า
อโคปยึ ความว่า เราได้แสวงหาผลพุทราแล้วเก็บรักษาไว้ในอาศรม. คำที่
เหลือทั้งหมด มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาคยากัสสปเถราปทาน
กิมิลเถราปทานที่ ๔ (๕๕๔)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระกิมิลเถระ
[๑๔๔] เมื่อพระพุทธเจ้า พระนามว่า
กกุสันธะ ปรินิพพานแล้ว ข้าพเจ้า ได้เก็บเอา
ดอกเข็มมาทำเป็นมณฑปบรรจุพระธาตุ ของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงมีวสี.

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 455 (เล่ม 72)

ครั้นจุติแล้ว ไปสู่ภพดาวดึงส์ ได้วิมาน
สูงใหญ่เป็นพิเศษรุ่งโรจน์ล่วงวิมานของเทวดา
เหล่าอื่น นี้เป็นผลแห่งกรรมอันเป็นบุญ.
จะเป็นกลางวัน หรือกลางคืนก็ดี ข้าพ-
เจ้า จะเดินอยู่ หรือยืนอยู่ก็ดี ดอกเข็มจะต้อง
มาครอบคลุมอยู่เบื้องบน นี้เป็นผลแห่งกรรมอัน
เป็นบุญ.
ในกัปนี้นี่แหละ ข้าพเจ้าได้บูชาอย่างยิ่ง
ซึ่งพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้า
ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธ-
เจ้า.
กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้เผาสิ้นแล้ว
ฯลฯ ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
ข้าพเจ้า ได้มาดีแล้วแล ฯลฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระกิมิลเถระ ได้กล่าวคาถาเหล่านั้นไว้ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จนกิมิลเถราปทาน

455