ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 436 (เล่ม 72)

พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ภัตรสำเร็จ
เรียบร้อยแล้ว ข้าแต่พระมหาสมณะ ใครหนอแล เมื่อปฐมยามแห่งราตรี
ผ่านไปแล้ว ทรงมีพระรัศมีงดงามยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้า
ไปเฝ้าพระองค์ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายบังคมพระองค์แล้วได้ยืน ณ ที่สมควร
ข้างหนึ่ง เปรียบเหมือนกองไฟอันใหญ่ยิ่ง มีรัศมีมากกว่าและประณีตกว่า
แสงสีที่มีมาก่อน พระศาสดาตรัสว่า กัสสป ผู้นั้นคือท้าวสหัมบดีพรหม เข้า
มาหาเรา เพื่อฟังธรรม. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า
พระมหาสมณะ ทรงมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ซึ่งแม้ท้าวสหัมบดีพรหม
ยังเข้าไปเฝ้าเพื่อฟังธรรมเลย ถึงอย่างไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์ เหมือนเรา
แน่นอน. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า เสวยภัตรของอุรุเวลกัสสปชฎิล
แล้ว ประทับอยู่ที่ราวป่านั้นนั่นแล.
จบปาฏิหาริย์ครั้งที่สี่
ก็โดยสมัยนั้นแล มหายัญ ได้ตั้งขึ้นเฉพาะแล้วเพื่ออุรุเวลกัสสปชฎิล
และชาวแคว้นอังคะและมคธะทั้งสิ้น ตั้งใจถือเอาขาทนียะโภชนียะเป็นอันมาก
มุ่งหน้าไป. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล ได้มีความคิดว่า บัดนี้มหายัญ
ตั้งขึ้นแล้วเพื่อเรา ชาวแคว้นอังคะและมคธะทั้งสิ้น จักถือเอาขาทนียะ
โภชนียะเป็นอันมากมุ่งหน้าไป ถ้าว่า พระมหาสมณะ จักกระทำอิทธิปาฏิหาริย์
ในหมู่มหาชน ลาภและสักการะจักเจริญยิ่งแก่พระมหาสมณะ ลาภและสักการะ
ของเราจักเสื่อมไป โอ ทำไฉน พระมหาสมณะจะไม่พึงมาในวันพรุ่งนี้. ลำดับ
นั้นแล พระมีผู้พระภาคเจ้า ได้ทรงทราบถึงความปริวิตกทางใจ ของอุรุเวล-

436
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 437 (เล่ม 72)

กัสสปชฎิลด้วยใจแล้ว เสด็จไปยังอุตตรกุรุ ทรงนำเอาบิณฑบาตมาจากที่
นั้นแล้ว เสวยใกล้สระอโนดาตแล้ว ได้ทรงกระทำการพักผ่อนเวลากลางวัน
ในที่นั้นนั่นแหสะ. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลครั้นราตรีนั้นล่วงผ่าน
ไปแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว จึงได้กราบทูล
กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ภัตรเสร็จ
เรียบร้อยแล้ว ข้าแต่พระมหาสมณะ เพราะเหตุไรหนอ เมื่อวานนี้พระองค์
จึงไม่เสด็จมา อนึ่งพวกเรานึกถึงพระองค์ เพราะเหตุไรหนอ พระมหาสมณะ
จึงไม่เสด็จมา พวกเราได้แบ่งขาทนียะและโภชนียะวางไว้สำหรับพระองค์แล้ว.
พระศาสดาตรัสว่า กัสสป เธอได้มีความคิดอย่างนี้มิใช่หรือว่า บัดนี้แล มหายัญ
เกิดขึ้นเฉพาะเพื่อเรา และชาวแคว้นอังคะและมคธะทั้งสิ้น จักถือเอาขาทนียะ
โภชนียะเป็นอันมากมุ่งหน้าไป ถ้าว่าพระมหาสมณะจักกระทำอิทธิปาฏิหาริย์
ในหมู่มหาชนไซร้ ลาภและสักการะของพระมหาสมณะก็จักเจริญยิ่งขึ้น ส่วน
ลาภและสักการะของเราก็จักเสื่อมสิ้นไป โอ ทำไฉน พระมหาสมณะ จะไม่
พึงมาในวันพรุ่งนี้ ดังนั้น ดูก่อนกัสสป เรานั้นแล ได้ทราบความปริวิตก
ทางใจของท่านด้วยใจ จึงไปยังอุตตรกุรุ นำเอาบิณฑบาตมาจากที่นั้นแล้ว
ฉันใกล้สระอโนดาต ได้ทำการพักผ่อนกลางวันในที่นั้นนั่นเอง. ลำดับนั้นแล
อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพ
มาก จึงจักทราบชัดถึงจิตใจได้ด้วยใจ ชื่อเห็นปานนี้ ถึงอย่างไรก็ไม่เป็น
พระอรหันต์เหมือนเราแน่. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสวยภัตร
ของอุรุเวลกัสสปชฎิลแล้ว ประทับอยู่ ณ ราวป่านั้นนั่นแล.
จบปาฏิหาริย์ครั้งที่ห้า

437
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 438 (เล่ม 72)

ก็โดยสมัยนั้นแล ผ้าบังสุกุลเกิดขึ้นแล้ว แก่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงมีพระดำริว่าเราจะพึงชักผ้าบังสุกุล
ในที่ไหนหนอแล. ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะเทวานมินทะ ได้ทรงทราบถึง
ความปริวิตกแห่งพระทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจแล้ว จึงใช้มือขุด
สระโบกขรณีเสร็จแล้ว ก็กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงซักผ้าบังสุกุลในที่สระโบกขรณีนี้เถิด.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงมีพระดำริว่า เราพึงขยำผ้าบังสุกุล
ณ ที่ไหนหนอแล. ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะเทวานมินทะ ได้ทรงทราบความ
ปริวิตกแห่งใจของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจแล้ว จึงทรงยกแผ่นศิลาใหญ่
มาวางไว้แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจง
ขยำผ้าบังสุกุล ณ ที่แผ่นศิลานี้เถิด. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้
ทรงมีพระดำริว่า เราจะพึงห้อยตากผ้าบังสุกุลในที่ไหนหนอแล. ลำดับนั้นแล
เทพยดาผู้สิงสถิตอยู่ ณ ที่นี้ไม้รกฟ้า ได้ทราบถึงความปริวิตกแห่งใจของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจแล้ว จึงน้อมเอากิ่งไม้ลงมาแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงตากผ้าบังสุกุลไว้ที่กิ่งไม้นี้. ครั้ง
นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงมีพระดำริว่า เราพึงเปลี่ยนผ้าบังสุกุลใน
ที่ไหนหนอแล. ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะเทวานมินทะ ได้ทรงทราบความ
ปริวิตกแห่งใจของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจแล้ว จึงได้ยกเอาแผ่นศิลาใหญ่
มาวางไว้แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
เปลี่ยนผ้าบังสุกุล ณ ที่นี้เถิด. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลพอเมื่อราตรี
นั้นผ่านพ้นไปแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว จึง

438
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 439 (เล่ม 72)

ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงกาลเวลา
แล้ว ภัตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าแต่พระมหาสมณะ เพราะเหตุไรในกาล
ก่อนโบกขรณีนี้ไม่มีในที่นี้ เย็นนี้จึงมีสระโบกขรณีในที่นี้ได้ ก้อนศิลา
นี้ในกาลก่อนไม่มีวางไว้ ใครยกเอาก้อนศิลานี้มาวางไว้ กิ่งแห่งต้นรกฟ้า
นี้ในกาลก็มิได้น้อมลง เย็นนี้ก็มีกิ่งไม้น้อมลงแล้ว. พระศาสดาตรัสว่า
ดูก่อนกัสสป ผ้าบังสุกุลได้เกิดขึ้นแก่เราในที่นี้ ดูก่อนกัสสป เราได้มีความ
ดำรินี้ว่า เราจะพึงซักผ้าบังสุกุลในที่ไหนหนอแล กัสสป ลำดับนั้นแล ท้าว
สักกะเทวานมินทะ ได้ทราบถึงความปริวิตกแห่งใจของเราด้วยใจ จึงใช้
ฝ่ามือขุดสระโบกขรณีแล้ว ได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ
พระผู้มีพระภาคเจ้าจงซักผ้าบังสุกุลในที่นี้เถิด. ดูก่อนกัสัสป เย็นนี้ เท1า
ซึ่งมิใช่มนุษย์ใช้ฝ่ามือขุดเป็นสระโบกขรณี ดูก่อนกัสสป เราได้มีความ
ดำริว่า เราจะพึงขยำผ้าบังสุกุลในที่ไหนหนอแล ดูก่อนกัสสป ลำดับนั้นแล
ท้าวสักกะเทวานมินทะ ได้ทราบถึงความปริวิตกแห่งใจของเราด้วยใจ จึงได้
เอาแผ่นศิลาใหญ่มาวางไว้ กราบทูล ว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มี
พระภาคเจ้า จงขยำผ้าบังสุกุล ณ ที่แผ่นศิลานี้เถิด ดูก่อนกัสสป เย็นวานนี้
เทวดามิใช่มนุษย์จึงได้วางแผ่นศิลาไว้แล้ว ดูก่อนกัสสป เราได้มีความดำริว่า
เราจะพึงตากผ้าบังสุกุลในที่ไหนหนอแล ดูก่อนกัสสป ลำดับนั้นแล เทพยดา
ผู้สิงสถิตอยู่ ณ ต้นรกฟ้า ได้ทราบถึงความปริวิตกแห่งใจของเราด้วยใจแล้ว
จึงน้อมเอากิ่งไม้ลงมาแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มี-
พระภาคเจ้าจงห้อยตาก ณ ที่กิ่งไม้นี้เถิด ก็ต้นรกฟ้านั้นสูงแค่มือเอื้อมถึง. ดู
ก่อนกัสสป เราได้มีความดำริว่าเราจะพึงเปลี่ยนผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอแล.

439
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 440 (เล่ม 72)

ดูก่อนกัสสป ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะเทวานมินทะได้ทราบถึงความปริวิตก
แห่งใจของเราด้วยใจ ยกเอาแผ่นศิลาใหญ่มาวางไว้แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเปลี่ยนผ้าบังสุกุล ณ ที่นี่เถิด
ดูก่อนกัสสป แผ่นศิลานี้เทวดามิใช่มนุษย์ยกมาวางไว้ ลำดับนั้นแล ท่าน
อุรุเวลกัสสปได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะนี้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก
ซึ่งแม้ท้าวสักกะเทวานมินทะก็ยังมาทำการช่วยเหลือถึงที่ ถึงอย่างไรก็ไม่เป็น
พระอรหันต์เหมือนเราแน่. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสวยภัตรของ
อุรุเวลกัสสปชฎิลแล้วประทับอยู่ ณ ราวป่านั้นนั่นแล.
ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล พอเมื่อราตรีนั้นผ่านพ้นไปแล้ว จึง
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นพอเข้าไปเฝ้าแล้ว จึงกราบทูลภัตกาลแด่
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณเจ้า บัดนี้ถึงภัตกาลแล้ว ภัตร
เสร็จเรียบร้อยแล้ว. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกัสสป เธอไปก่อนเถอะแล้ว
เราจะตามไป ดังนี้แล้ว เสด็จส่งท่านอุรุเวลกัสสปชฎิล. ชมพูทวีป ย่อม
ปรากฏมีต้นหว้า จึงทรงถือเอาผลจากต้นหว้านั้นแล้ว รีบเสด็จมาประทับ
นั่ง ณ ที่โรงไฟก่อนกว่า. อุรุเวลกัสสปชฎิลพอได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับนั่ง ณ ที่โรงไฟจึงกราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระสมณะ
พระองค์เสด็จมาโดยหนทางไหน พระเจ้าข้า ข้าพระองค์หลีกไปก่อนกว่า
พระองค์ แต่ทำไม พระองค์จึงมาถึงก่อนกว่าข้าพระองค์ แล้วยังประทับนั่ง
ณ ที่โรงไฟ (อย่างสำราญเสียอีก). พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกัสสป เราส่ง
เธอ ณ ที่นั่นแล้ว ชมพูทวีปเกิดมีต้นหว้าใหญ่ เราจึงเก็บผลหว้าจากต้นหว้า
นั้นแล้ว มานั่ง ณ โรงไฟก่อนกว่า ดูก่อนกัสสป ผลหว้านี้แล สมบูรณ์ด้วยสี

440
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 441 (เล่ม 72)

สมบูรณ์ด้วยกลิ่น สมบูรณ์ด้วยรสชาติ ถ้าเธอประสงค์ ก็จงบริโภคเถิด.
อุรุเวลกัสสปกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ พอแล้ว พระองค์เท่านั้น
สมควรแก่ผลไม้นั้น พระองค์เท่านั้น จงบริโภคผลไม้นั้นเถิด. ลำดับนั้นแล
อุรุเวสกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพ
มากแล ทรงส่งเราให้ไปก่อนกว่าแล้ว ชมพูทวีปก็ปรากฏมีต้นหว้าขึ้น เก็บ
ผลไม้จากต้นหว้านั้น มาถึงประทับนั่ง ณ โรงไฟก่อนกว่าเรา ถึงอย่างไรก็
คงไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวย
ภัตรของอุรุเวลกัสสปชฎิลแล้ว ประทับอยู่ ณ ราวป่านั้นแล.
ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล เมื่อพอว่าราตรีนั้นล่วงไปแล้วจึง
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว จึงได้กราบทูลภัตกาลให้
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงภัตกาลแล้ว
ภัตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกัสสป เธอจงไปก่อน
เราจะตามไปแล้วทรงส่งอุรุเวลกัสสปชฏิลไป ชมพูทวีปปรากฏมีต้นหว้าขึ้น
ต้นมะม่วงมีไม่ไกลต้นหว้านั้นนัก ฯลฯ ต้นมะขามป้อมมีไม่ไกลต้นหว้านั้น
นัก ฯลฯ ต้นสมอไทยมีไม่ไกลต้นหว้านั้นนัก ฯลฯ จึงไปยังดาวดึงส์ ถือเอา
ดอกปาริฉัตตกะมาประทับนั่ง ณ โรงไฟก่อนกว่า. อุรุเวลกัสสปชฎิล ได้เห็น
แล้วแลซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับนั่ง ณ โรงไฟ ครั้นได้เห็นแล้วจึงได้
กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ พระองค์เสด็จมาโดย
หนทางไหน ข้าพระองค์หลีกไปก่อนกว่าพระองค์ พระองค์นั้นกลับมาประทับ
นั่ง ณ โรงไฟก่อนกว่าข้าพระองค์. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกัสสป เราส่ง
เธอในที่นั้นแล้ว ก็ไปยังดาวดึงส์ ถือเอาดอกปาริฉัตตกะ มานั่ง ณ โรงไฟ

441
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 442 (เล่ม 72)

ก่อนกว่า ดูก่อนกัสสป ดอกปาริฉัตตกะนี้แล สมบูรณ์ด้วยสี สมบูรณ์ด้วย
กลิ่น ถ้าเธอประสงค์ ก็จงถือเอาเถิด. อุรุเวลกัสสป กราบทูลว่า ข้าแต่
พระมหาสมณะ พอแล้ว พระองค์เท่านั้น สมควรแก่ดอกไม้นั้น พระองค์
เท่านั้น จงถือเอาดอกไม้นั้นเถิด. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความ
คิดว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากมายนักแล ทรงส่งเราไป
ล่วงหน้าก่อนแล้ว พระองค์เสด็จไปยังดาวดึงส์ เลือกเก็บดอกปาริฉัตตกะแล้ว
มาประทับนั่ง ณ โรงไฟก่อนกว่าเราอีก ถึงอย่างไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์
เหมือนเราแน่.
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้น มีความประสงค์เพื่อจะทำการ
บูชาไฟ แต่ไม่อาจเพื่อจะฝ้าฟืนได้. ลำดับนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นจึงได้มี
ความคิดว่า ต้องเป็นอิทธานุภาพของพระมหาสมณะเป็นแน่ อย่างมิต้องสงสัย
พวกเราจึงไม่อาจจะฝ่าฟืนได้. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้ตรัส
กะอุรุเวลกัสสปชฎิลนั้นว่า ดูก่อนกัสสป พวกของเธอจงฝ่าฟืนเถิด. อุรุเวล-
กัสสปกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ พวกชฎิลจะฝ่าฟืน. พวกชฎิลได้ฝ่าฟืน
๕๐๐ ท่อนครั้งเดียวเท่านั้น . ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า
พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก ทรงมีอานุภาพมากนักแล ทรงบันดาลให้
พวกเราฝ่าฟืนทั้งหลายได้ ถึงอย่างไรก็คงจะไม่เป็นพระอรหันต์ เหมือนเรา
แน่.
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้น มีความประสงค์จะบูชาไฟแต่
ไม่อาจเพื่อจะก่อไฟได้. ลำดับนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้น ได้มีความคิดว่า คง
จะเป็นอิทธานุภาพของพระมหาสมณะแน่นอน อย่างมิต้องสงสัย พวกเราจึง

442
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 443 (เล่ม 72)

ไม่อาจเพื่อจะก่อไฟได้. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้ตรัสกะ
อุรุเวลกัสสปชฎิลนั้นว่า ดูก่อนกัสสป ไฟจงลุกโพลงขึ้นเถิด. อุรุเวลกัสสป
กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ ขอไฟจงลุกโพลงขึ้นเถิด. พวกชฎิลได้ให้
กองไฟ ๕๐๐ กองลุกโพลงขึ้นแล้วคราวเดียวเท่านั้น . ลำดับนั้นแล อุรุเวล-
กัสสปชฎิลได้มีความคิดนี้ว่า พระมหาสมณะ ทรงมีฤทธิ์มาก ทรงมีอานุ-
ภาพมากนักแล ทรงสามารถบันดาลแม้กระทั่งไฟให้ลุกโพลงขึ้นได้ ถึงอย่าง
ไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นบูชาไฟแล้ว แต่ไม่สามารถเพื่อ
จะทำการดับไฟได้. ลำดับนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นได้มีความคิดนี้ว่า คง
เป็นอิทธานุภาพของพระมหาสมณะอย่างมิต้องสงสัย พวกเราจึงไม่สามารถ
เพื่อจะทำการดับไฟได้. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้ตรัสกะ
อุรุเวลกัสสปชฎิลนั้นว่า ดูก่อนกัสสป พวกชฎิลจงดับไฟเถิด. อุรุเวลกัสสป
กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ พวกชฎิลจงดับไฟเถิด. พวกชฎิลพากันดับ
ไฟ ๕๐๐ กองคราวเดียวเท่านั้น. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความ
คิดนี้ว่า พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก ทรงมีอานุภาพมากนักแล ซึ่งบันดาล
ให้เราดับไฟได้. ถึงอย่างไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.
ก็โดยสมัยนั้นแล ในราตรีที่เย็นหนาว ในสมัยที่มีหิมะตกในวันที่
หนาวที่สุด ๘ วันในฤดูหิมะตก พวกชฎิลเหล่านั้น ต่างก็พากันอาบน้ำโผล่ขึ้น
บ้าง ดำลงบ้างในแม่น้ำเนรัญชรา กระทำการโผล่ขึ้นและดำลงบ้าง. ลำดับ
นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้ทรงเนรมิตเชิงกรานก่อไฟขึ้นประมาณ

443
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 444 (เล่ม 72)

๕๐๐ ที่ซึ่งพวกชฎิลเหล่านั้นต่างก็พากันผิงไฟ. ลำดับนั้นแล พวกชฎิล
เหล่านั้นจึงคิดว่า คงจะเป็นอิทธานุภาพของพระมหาสมณะเป็นแน่มิต้องสงสัย
จึงเกิดมีการเนรมิตเชิงกรานก่อไฟขึ้น. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล ได้
มีความคิดขึ้นว่า พระมหาสมณะ มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากนักแล ทรงเนรมิต
เชิงกรานก่อไฟขึ้นมาก ถึงอย่างไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.
ก็โดยสมัยนั้นแล มหาเมฆก้อนใหญ่ตกลงมา มิใช่ตามฤดูกาล ได้
มีน้ำท่วมมาก พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในประเทศถิ่นที่ใด ประเทศ
ถิ่นที่นั้น ก็ไม่มีน้ำท่วม. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพระดำริ
ว่า ไฉนหนอเราจะพึงยังน้ำนั้นให้เป็นขอบสูงในรูปในทิศโดยรอบได้. ลำดับ
นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงยังน้ำนั้นให้เป็นขอบสูงขึ้นไปในทิศโดย
รอบ เสด็จจงกรมตรงกลางที่มีพื้นเป็นธุลีฟุ้งขึ้น. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสป
ชฎิลคิดว่า พระมหาสมณะ อย่าได้ถูกน้ำท่วมทับพัดพาไปเลย จึงได้ไปยัง
ถิ่นที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่พร้อมกับพวกชฎิลมากมาย โดยมีเรือเป็น
พาหนะ. อุรุเวลกัสสปชฎิลได้เห็นแล้วแล ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์
ผู้ทรงเนรมิตน้ำนั้นให้เป็นขอบสูงขึ้นโดยรอบ ทรงจงกรมตรงกลางที่มีพื้นเป็น
ฝุ่นฟุ้งขึ้น. ครั้นได้เห็นแล้ว จึงได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระมหาสมณะ นี่พระองค์หรือ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนกัสสป
นี้เราเอง แล้วเสด็จเหาะขึ้นสู่เวหาส ได้เสด็จขึ้นไปพร้อมกับเรือ ลำดับ
นั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล ได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก
ทรงมีอานุภาพมากนักแล ซึ่งแม้กระทั่งน้ำก็ยังไม่พัดพาไปได้ ถึงอย่างไร
ก็คงไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.

444
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 445 (เล่ม 72)

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงมีพระดำริว่า เป็นเวลา
นานหนอ จึงจักมีโมฆบุรุษเช่นนี้ โดยที่คิดว่าพระมหาสมณะ. ทรงมีฤทธิ์
มาก ทรงมีอานุภาพมากนักแล ถึงอย่างไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์ เช่น
กับเราแน่ดังนี้ ถ้ากระไร เราพึงทำชฎิลนี้ให้เกิดความสังเวช. ลำดับนั้นแล
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสกะอุรุเวลกัสสปชฎิลนั้นว่า ดูก่อนกัสสป เธอ
ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ทั้งยังไม่ได้เข้าถึงแม้อรหัตมรรคด้วย เธอจัก
เป็นพระอรหันต์ หรือว่า จักเข้าถึงอรหัตมรรค ด้วยปฏิปทาใด ปฏิปทาแม้
นั้นของเธอยังไม่มีเลย. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล ได้ซบศีรษะ
ลงที่พระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้กราบทูลกับพระผู้
มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์พึงได้การ
บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด. พระศาสดาตรัสว่า
ดูก่อนกัสสป เธอแล เป็นนายกผู้คอยแนะนำ เป็นผู้เลิศเป็นประมุข เป็น
ประธานของพวกชฎิล ๕๐๐ คน เธอจงบอกลาพวกชฎิลเหล่านั้นเสียก่อน พวก
ชฎิลเหล่านั้นจักได้ทำตามที่เธอสำคัญเข้าใจได้. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล
จึงเข้าไปหาพวกชฎิลเหล่านั้น ครั้นเข้าไปหาแล้วจึงได้กล่าวกะชฎิลเหล่านั้นว่า
ชาวเราเอ่ย เราต้องการจะประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ ขอพวก
ท่านจงทำตามที่ท่านผู้เจริญเข้าใจเถิด. พวกชฎิลกล่าวว่า ชาวเราเอ่ย ตั้งแต่
กาลนานมาแล้ว พวกเราได้มีความเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่งในพระมหาสมณะ ถ้า
ท่านผู้เจริญจักประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะไซร้ แม้พวกเราทั้งหมด
ก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะนั้นด้วยเหมือนกัน. ลำดับนั้นแล
ชฎิลเหล่านั้นจึงปล่อยให้สิ่งที่เจือปนด้วยเส้นผม ชฎา สาแหรก เครื่องบูชาไฟ

445