ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 426 (เล่ม 72)

จงทรงรับนิมนต์เสวยภัตตาหาร ในวันพรุ่งนี้ โดยมียสกุลบุตรเป็นปัจฉาสมณะ
เถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพแล้ว. ลำดับนั้นแล
ท่านเศรษฐีคฤหบดี ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้ว จึงลุกขึ้น
จากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป. ลำดับ
นั้นแล ยสกุลบุตร เมื่อเศรษฐีคฤหบดีหลีกไปไม่นาน ก็ได้กราบทูลกะพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคำนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์พึงได้บรรพชา
อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า จง
เป็นภิกษุมาเถิด แล้วได้ตรัสว่า ธรรมเรากล่าวไว้ดีแล้ว จงประพฤติพรหม-
จรรย์ เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด. พระวาจานั้นแลได้เป็นอุปสมบท
ของท่านผู้มีอายุนั้น.
ก็ครั้นท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประ-
กาศเรื่องราวที่ตนได้เคยประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
มหาสมุทฺทํ โอคฺคยฺห ดังนี้ .
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมุทฺทํ มีความหมายว่า ชื่อว่า สมุทร
เพราะอันบุคคลพึงแสดงชี้ด้วยดี ด้วยแหวนตรา อีกความหมายหนึ่งชื่อว่า
สมุทร เพราะผุดขึ้น กระเพื่อม ชำระด้วยดี คือทำเสียงครั่นครื้น ย่อม
เคลื่อนไหวเป็นลูกคลื่น, สมุทรนั้นด้วย ใหญ่ด้วย ชื่อว่า มหาสมุทร ซึ่งมหา-
สมุทรนั้น . บทว่า โอคฺคยฺห ความว่า จมลงแล้ว เข้าไปภายในคือเข้าไป
ภายในมหาสมุทรนั้น ก็คำว่า โอคฺคยฺห ความว่าไหลท่วมเข้าไปในภายในคือ
ไหลเข้าไปภายในมหาสมุทรนั้น . บทนั้นพึงทราบว่าเป็นทุติยาวิภัตติ ลงใน
อรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติ. บทว่า ภวนํ เม สุมาปิตํ ความว่า ชื่อว่า ภวนะ เพราะ
เป็นที่มี ที่เกิด ที่อยู่อาศัย คือ เป็นที่เลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยอิริยาบถ ๔ ในที่อยู่
นั้น วิมานนั้นเป็นของเรา ปราสาทนั้นคือนครที่เราสร้างไว้แล้วเป็นอย่างดี

426
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 427 (เล่ม 72)

ด้วยเรือนยอดมีปราการ ๕ แห่ง หมายความว่า สร้างเป็นอย่างดีด้วยกำลังของ
ตน. บทว่า สุนิมฺมิตา โปกฺขรณี ความว่า ชื่อว่า โปกขรณี เพราะเป็นสระ
ใหญ่ดี ถึง ไป เป็นไป สร้างไว้แล้วโดยครู่เดียว อธิบายว่า เพราะสร้างให้
มีพร้อมด้วย ปลา เต่า ดอกไม้ ทราย ท่าลง และน้ำหวานเป็นต้น. บทว่า
จกฺกวากูปกูชิตา เชื่อมความว่า สระโปกขรณีนั้นมีนกจากพราก ไก่ป่า และ
หงส์ เป็นต้นร้องกึกก้องบันลือเสียง. เบื้องหน้าต่อแต่นี้ไป การพรรณนาถึง
แม่น้ำ ป่า สัตว์ปีกชนิดสองเท้าและสี่เท้า การได้พบเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า สุเมธะ และการนิมนต์แล้ว ถวายทานตามลำดับแด่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่า สุเมธะ ทุกประเด็นบัณฑิตพอจะกำหนดได้โดยง่ายทีเดียว.
ในบทว่า โลกาหุติปฏิคฺคหํ นี้ มีความหมายว่า เครื่องบูชาและ
สักการะในโลก เรียกว่า โลกาหุติ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงรับเครื่อง
บูชาและสักการะของชาวโลก คือ กามโลก, รูปโลกอรูปโลก เพราะเหตุนั้น
จึงรวมเรียกว่า โลกาหุติปฏิคฺคหํ อธิบายว่า ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระ-
นามว่า สุเมธะ. เรื่องราวเกี่ยวกับการประทานพยากรณ์ และการบรรลุพระ-
อรหัตผลที่เหลือ บัณฑิตพอจะกำหนดรู้ได้โดยง่ายทีเดียว.
จบอรรถกถายสเถราปทาน

427
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 428 (เล่ม 72)

นทีกัสสปเถราปทานที่ ๒ (๕๕๒)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระนทีกัสสปเถระ
[๑๔๒] ข้าพเจ้าปฏิเสธความเป็นผู้มียศ
สูงแล้ว บวชเป็นดาบส ถือเอาผลมะม่วงสุกอัน
มีรสเลิศ ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนาม
ว่า ปทุมุตตระ ผู้เป็นใหญ่ที่สุดในโลก ผู้คงที่
ผู้เป็นพระศาสดา ซึ่งกำลังเสด็จจาริกไป เพื่อ
บิณฑบาต.
ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้าได้อุปบัติเป็น
จอมเทวดา เป็นนราสพ ผู้เป็นใหญ่ในโลก ได้
ดำรงตำแหน่งอันมั่นคง ครั้นละโลกนั้นแล้ว ก็
เป็นผู้มีชัยในเบื้องหน้า.
ในแสนกัปแต่กัปนี้ ข้าพเจ้าได้ถวาย
ผลไม้ใดไว้ ในครั้งนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น
ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติเลย อันนี้เป็นผลแห่งการ
ถวายผลไม้อันมีรสเลิศ.
ข้าพเจ้า ได้เผากิเลสทั้งหลายชิ้นแล้ว
ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
ข้าพเจ้าได้เป็นผู้มาดีแล้วแล คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.

428
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 429 (เล่ม 72)

ปฏิสัมภิทา ๔ ฯลฯ คำสอนของพระพุทธ-
เจ้า ข้าพเจ้าได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระนทีกัสสปเถระ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบนทีกัสสปเถราปทาน
๕๕๒. อรรถกถานทีกัสสปเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๒ ดังต่อไปนี้:-
อปทานของท่านพระนทีกัสสปเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรสฺส
ภวคโต ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิด
ในเรือนอันมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่งได้มองเห็นพระศาสดาเสด็จไป
บิณฑบาตแล้ว มีใจเลื่อมใส ได้น้อมถวายผลมะม่วงผลหนึ่ง มีสีดุจมโนศิลา
ซึ่งบังเกิดผลครั้งแรก ของต้นมะม่วงที่ตนเองปลูกไว้. ด้วยบุญกรรมอันนั้น
เขาจึงท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษย์โลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิด
เป็นน้องชายของท่านอุรุเวลกัสสปะ. ในตระกูลพราหมณ์ ในแคว้นมคธะ ไม่
ปรารถนาอยู่เป็นฆราวาส เพราะมีอัธยาศัยเพื่อออกจากทุกข์ จึงบวชเป็น
พระดาบสได้พร้อมกับพวกพระดาบสจำนวน ๓๐๐ คน ช่วยกันสร้างอาศรม

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 430 (เล่ม 72)

อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา. ได้มีสมัญญาว่า นทีกัสสปะ เพราะอาศัยอยู่ใกล้ฝั่ง
แม่น้ำ และเพราะมีโคตรว่ากัสสปะ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานอุป-
สมบท ด้วยความเป็นเอหิภิกขุแก่เขาพร้อมทั้งบริษัทด้วย. นทีกัสสปะนั้น
ดำรงอยู่ในพระอรหัต ด้วยพระธรรมเทศนาอาทิตตปริยายสูตรของพระผู้มี
พระภาคเจ้า ณ คยาสีสประเทศ.
ในเรื่องนั้น มีอนุปุพพิกถาดังต่อไปนี้ :- พระศาสดาทรงประทาน
อนุญาตให้ยสกุลบุตรได้บวชแล้ว ได้เสด็จไปยังตำบลอุรุเวลาเพื่อทรมานชฎิล
๓ พี่น้อง ณ อุรุเวลาประเทศ. ก็โดยสมัยนั้นแล ชฎิล ๓ พี่น้องคือ อุรุเวล-
กัสสปะ นทีกัสสปะและคยากัสสปะ ย่อมอยู่อาศัยในอุรุเวลประเทศ บรรดา
ชฎิลทั้ง ๓ นั้น อุรุเวลกัสสปชฎิล เป็นผู้นำ เป็นหัวหน้า เป็นผู้เลิศ เป็น
ประมุข เป็นปาโมกข์ ของพวกชฎิล ๕๐๐ คน, นทีกสัสปชฎิล เป็นผู้นำ
เป็นหัวหน้า เป็นผู้เลิศ เป็นประมุข เป็นปาโมกข์ ของพวกชฎิล ๓๐๐ คน,
คยากัสสปชฎิลก็เป็นผู้นำ เป็นหัวหน้า เป็นผู้เลิศ เป็นประมุข เป็นปาโมกข์
ของพวกชฎิล ๒๐๐ คน. ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จไปยังอาศรม
ของอุรุเวลกัสสปชฎิล ครั้นเข้าไปหาแล้ว ได้ตรัสกะอุรุเวลกัสสปชฎิลนั้นว่า
กัสสปะ ถ้าท่านไม่มีความหนักใจแล้วไซร้ เราจะขอพักอาศัยอยู่ที่โรงไฟนี้
สักราตรีหนึ่งเถิด. อุรุเวลกัสสปะ กล่าวว่า มหาสมณะ เราไม่มีความหนักใจ
อะไรเลย แต่ว่า นาคราชดุร้าย มีฤทธิ์ มีพิษ มีพิษร้ายแรงอาศัยอยู่ในโรงไฟ
นั้น เขาอย่าเบียดเบียนท่านเลย, แม้ถึงวาระที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ได้
ตรัสกะอุรุเวลกัสสปชฎิลนั้นอีก ฯลฯ แม้ถึงวาระที่ ๓ ฯลฯ เขาอย่าเบียดเบียน
ท่านเลย พระศาสดาตรัสว่า ถึงอย่างไร เขาก็ไม่เบียดเบียนเราดอก กัสสปะ

430
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 431 (เล่ม 72)

ขอท่านจงอนุญาตโรงไฟให้เถิด. อุรุเวลกัสสปะกล่าวว่ามหาสมณะ ตามใจ
ท่าน ท่านจงอยู่ตามสบายเถิด. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เสด็จ
เข้าไปยังโรงไฟ ทรงปูลาดสันถัดหญ้า ประทับนั่ง คู้บัลลังก์ ทรงตั้งพระกาย
ตรง ดำรงพระสติไว้เฉพาะหน้าอย่างนั้นคง.
นาคราชนั้น ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปแล้ว เดือดดาลใจ
จึงบังหวนควัน ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงมีพระดำริว่า ถ้า
อย่างไรเราพึงครอบงำเดชด้วยเดชให้จรดผิวหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อใน
กระดูกของนาคราชนี้. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรุงแต่งอิทธาภิ-
สังขารเช่นนั้น ทรงบังหวนควันแล้ว. ลำดับนั้นแลนาคราชนั้น ไม่สามารถ
จะอดทนความลบหลู่ได้โพลงไฟขึ้นแล้ว. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ได้ทรงเข้า
เตโชกสิณโพลงไฟขึ้นแล้ว.
โรงไฟมีกองไฟ ๒ กองลุกโพลง ดุจแสงพระอาทิตย์ ลุกโชติช่วง
โพลงไปทั่ว . ลำดับนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้น พากันแวดล้อมโรงไฟแล้ว
กล่าวอย่างนี้ว่า ชาวเราเอ๋ย ! พระมหาสมณะผู้มีพระรูปพระโฉมอันแสนจะ
งดงาม กำลังถูกนาคราชเบียดเบียนอยู่. ลำดับนั้นแล เมื่อราตรีนั้นผ่านไป
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงใช้เดชครอบงำเดชของนาคราชนั้น จนจรดถึง ผิว
หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก และเยื่อในกระดูกแล้วจับใส่ในบาตร แสดงให้
อุรุเวลกัสสปชฎิลได้เห็นประจักษ์แล้ว. ตรัสว่า กัสสปะ นาคราชของท่านนี้
ได้ถูกเราใช้เดชครอบงำเดชจนหมดฤทธิ์แล้ว. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสป-
ชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะนี้ มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากนักหนา
จึงได้ใช้เดชครอบงำเดชของนาคราชที่ดุร้ายมีฤทธิ์ มีพิษ มีพิษร้ายแรงนี้ได้
ถึงกระนั้น ก็ยังไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเรา.

431
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 432 (เล่ม 72)

พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ใกล้แม่น้ำ
เนรัญชราได้ตรัสกะอุรุเวลกัสสปชฎิลว่า กัสสปะ
ถ้าว่าความไม่หนักใจ มีอยู่แก่ท่านไซร้ วันนี้
เราจะขอพักอาศัยอยู่ ณ ที่โรงไฟ.
อุรุเวลกัสสปะกล่าวว่า มหาสมณะ ข้าพ-
เจ้าไม่มีความหนักใจแต่อย่างไรเลย ข้าพเจ้าผู้
ประสงค์ความผาสุก จึงห้ามท่านว่า นาคราชดุร้าย
มีฤทธิ์ มีพิษ มีพิษร้ายนี้อยู่ในที่นั้น นาคราชนั้น
อย่าเบียดเบียนท่านเลย.
พระศาสดาตรัสว่า ถึงอย่างไร นาคราช
ก็ไม่พึงเบียดเบียนเราแน่ กัสสปะ ขอท่านจง
อนุญาตโรงไฟให้เราเถิด.
พระศาสดาทรงทราบว่า อุรุเวลกัสสปะ
นั้น อนุญาตให้แล้ว ไม่ทรงหวาดกลัว ก้าวล่วง
เสียได้ซึ่งภัย เสร็จเข้าไปแล้ว.
นาคราช พอได้เห็นพระฤาษีเจ้า (พระ-
พุทธเจ้า) เข้าไปจึงเดือดดาลใจ บังหวนควันแล้ว
พระศาสดา ทรงมีพระหทัยอันสม่ำเสมอ มีน้ำ
พระทัยเยี่ยมยอด แม้ (จะถูก) นาคราชในร่าง
มนุษย์ บังหวนควันในที่นั้นก็ตาม.
ส่วนนาคราชไม่สามารจะอดกลั้น ต่อ
ความลบหลู่ได้ ได้บังหวนควันโพลงไฟทั่วแล้ว.
พระศาสดาทรงเป็นผู้ฉลาดอย่างยอดเยี่ยมในเตโซ-
ธาตุกสิน ได้ทรงบังหวนควันจนโพลงไฟทั่วแล้ว

432
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 433 (เล่ม 72)

โรงไฟมีเปลวไฟโพลงของทั้งสองฝ่าย ลุกโพลง
โชติช่วง ดุจแสงพระอาทิตย์. พวกชฎิลพากัน
พูดว่า ชาวเราเอ๋ย ! พระมหาสมณะ ผู้มีรูปงาม
ยิ่ง กำลังถูกนาคราชเบียดเบียนอยู่.
พอราตรีนั้นผ่านไป เปลวไฟของนาคราช
นั้นก็ถูกเบียดเบียน. ส่วนพระศาสดาก็คงทรงมี
พระฤทธิ์อยู่ เปลวไฟจึงมีวรรณะมากมายที่พระกายของ
พระอังคีรส. พระศาสดา ทรงให้นาคาราชขดลง
ในบาตรแล้ว แสดงแก่พราหมณ์ว่า กัสสปเอ่ย
นี่อย่างไร นาคราชของท่านถูกเราใช้เดชทำลาย
เดชของนาคราชนั้นแล้วแล.
ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปฎิล เลื่อมใสยิ่งแล้วในอิทธิปาฏิหาริย์
นี้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระมหาสมณะ ขอพระองค์จงประทับอยู่ในที่นี้เท่านั้นเถิด ข้าพเจ้า จักถวาย
ภัตรเป็นประจำแก่พระองค์.
จบปาฏิหาริย์ครั้งแรก
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในราวป่าแห่งหนึ่ง
ซึ่งไม่ไกลจากอาศรมของอุรุเวลกัสสปชฎิลนัก. ลำดับนั้นแล ท้าวมหาราช

433
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 434 (เล่ม 72)

ทั้ง ๔ เมื่อปฐมยามแห่งราตรีล่วงไปแล้ว มีรัศมีงดงามยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้น
ให้สว่างไสวแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวาย
บังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ยืนอยู่ทั้ง ๔ ทิศ เปรียบเหมือนกองไฟใหญ่.
ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล พอราตรีนั้นล่วงพ้นไป จึงเข้าไปเฝ้าพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว จึงได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ภัตรสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าแต่
พระมหาสมณะ เมื่อปฐมยามแห่งราตรีล่วงไปแล้ว ใครหนอแลมีรัศมีงดงาม
ยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้นให้สว่างไสวแล้ว จึงพากันเข้าไปเฝ้าพระองค์ ครั้น
เข้าไปเฝ้าแล้ว ได้ถวายบังคมพระองค์แล้ว ได้ยืนอยู่ในทิศทั้ง ๔ เปรียบด้วย
กองไฟอันใหญ่ยิ่ง. พระศาสดาตรัสว่า กัสสป ท่านเหล่านั้นคือท้าวมหาราช
ทั้ง ๔ เข้ามาหาเราก็เพื่อฟังธรรม. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความ
คิดว่า พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ซึ่งท้าวมหาราชทั้ง
๔ เข้าเฝ้าเพื่อฟังธรรม ถึงอย่างไร ก็ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์เหมือนเรา.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยภัตรของอุรุเวลกัสสปชฎิลแล้วประทับ
อยู่ในราวป่านั้นนั่นแล.
จบปาฏิหาริย์ครั้งที่สอง
ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะเทวานมินทะ เมื่อปฐมยามแห่งราตรีล่วงพ้น
ผ่านไป มีรัศมีงดงามยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้นให้สว่างไสวเข้าไปเฝ้าพระผู้มี
พระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
ประทับยืน ณ ที่สมควรด้านหนึ่งเปรียบเหมือนกองไฟใหญ่ มีรัศมีมากกว่า

434
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 435 (เล่ม 72)

และประณีตกว่ารัศมีสีแสงที่มีมาก่อน. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล เมื่อ
ราตรีนั้นล่วงผ่านไป จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วได้
กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ภัตร
สำเร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าแต่พระมหาสมณะ ใครกันหนอแล เมื่อปฐมยามแห่ง
ราตรีผ่านไป มีรัศมีงดงามยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้นไห้สว่างไสว เข้าไปเฝ้า
พระองค์ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วได้ถวายบังคมพระองค์ ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้าง
หนึ่ง เปรียบเหมือนกองไฟใหญ่ยิ่งมีรัศมีมากกว่า และประณีตกว่ารัศมีสีแสง
ที่มีมาก่อน. พระศาสดาตรัสว่า กัสสป ผู้นั้นคือท้าวสักกะเทวานมินทะ เข้า
มาหาเราก็เพื่อฟังธรรม. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า
พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ซึ่งแม้ท้าวสักกะเทวานมินทะ
ก็ยังเข้ามาเฝ้าเพื่อฟังธรรม ถึงอย่างไรก็ยังไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เสวยภัตรของอุรุเวลกัสสปชฎิลแล้ว
ประทับอยู่ที่ราวป่านั้นนั่นแล.
จบปาฏิหาริย์ครั้งที่สาม
ลำดับนั้นแล ท้าวสหัมบดีพรหม เมื่อปฐมยามแห่งราตรีผ่านพ้นไป
ทรงมีรัศมีงดงามยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้นให้สว่างไสวแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มี
พระภาคเจ้า ครั้น เข้าไปเฝ้าแล้ว ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ยืนอยู่ ณ
ที่สมควรข้างหนึ่ง เปรียบเหมือนกองไฟอันใหญ่ยิ่ง มีรัศมีมากกว่า และประณีต
กว่าแสงสีที่มีมาก่อน. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลเมื่อราตรีนั้นผ่านพ้น
ไป จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ได้กราบทูลกะ

435