ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 406 (เล่ม 72)

ว่าพระพุทธเจ้าทรงอุบัติแล้ว จึงไปเฝ้าพระศาสดา ได้ฟังธรรมแล้วจึงบวช
ไม่นานนัก ก็ได้เป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยอภิญญา ๖.
ท่านบรรลุพระอรหันต์แล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมของตน ได้เกิดความ
โสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน
จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น ใน
บทว่า พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส นี้ได้แก่ เป็นพวกพ้องคือญาติของพวก
พราหมณ์ พึงทราบว่า ในเมื่อควรจะกล่าวว่า พฺราหฺมณพนฺธุ แต่ท่านได้กล่าว
ไว้ว่า พฺรหฺมพนฺธุ ก็เพื่อความสะดวกแก่การประพันธ์คาถา. ชื่อว่า มหายโส
เพราะมียศแผ่ปกคลุมไปในโลกทั้ง ๓ คำที่เหลือทั้งหมด มีเนื้อความพอที่จะ
กำหนดได้โดยง่ายทีเดียวแล
จบอรรถกถาวนวัจฉเถราปทาน
จูฬสุคันธเถราปทานที่ ๑๐ (๕๕๐)
[๑๔๐] ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้ามีพระ-
นามว่า กัสสปะผู้เป็นพงศ์พันธ์พรหม ทรงพระยศ
ใหญ่ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย ได้เสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว
พระองค์สมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะ มี
พระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ มีพระ-
รัศมีล้อมรอบข้างละวา ประกอบด้วยข่ายรัศมี

406
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 407 (เล่ม 72)

ทรงยังสัตว์ให้ยินดีได้เหมือนพระจันทร์
แผดแสงเหมือนพระอาทิตย์ ทำให้เยือกเย็น
เหมือนเมฆ เป็นบ่อเกิดแห่งคุณเหมือนสาคร
มีศีลเหมือนแผ่นดิน มีสมาธิเหมือนขุน
เขาหิมวันต์ มีปัญญาเหมือนอากาศ ไม่ข้องเหมือน
กับลมฉะนั้น
ครั้งนั้น เราเกิดในสกุลใหญ่ มีทรัพย์และ
ธัญญาหารมากมาย เป็นที่สั่งสมแห่งรัตนะต่าง ๆ
ในพระนครพาราณสี
เราได้เข้าไปเฝ้าพระองค์ผู้เป็นนายกของ
โลก ซึ่งประทับนั่งอยู่กับบริวารมากมาย ได้สดับ
อมตธรรมอันนำมาซึ่งความยินดีแห่งจิต
พระพุทธองค์ทรงพระมหาปุริส ลักษณะ
๓๒ ประการ มีนักษัตรฤกษ์ดีเหมือนพระจันทร์
ทรงสมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะ บานเหมือนต้น
พระยารัง
อันข่ายคือพระรัศมีแวดวง มีพระรัศมี
รุ่งเรืองเหมือนภูเขาทอง มีพระรัศมีล้อมรอบ
ด้านละวา มีรัศมีนับด้วยร้อยเหมือนอาทิตย์
มีพระพักตร์เหมือนทองคำเป็นพระพิชิต
มารผู้ประเสริฐ เป็นเหมือนภูเขาอันให้เกิดความ
ยินดี มีพระหฤทัยเต็มด้วยพระกรุณา มีพระ-

407
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 408 (เล่ม 72)

คุณปานดังสาคร มีพระเกียรติปรากฏแก่โลก
เหมือนเขาสิเนรุซึ่งเป็นภูเขาสูงสุด มีพระยศ เป็น
ที่ปลื้มใจ เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาเช่นเดียวกับ
อากาศ เป็นนักปราชญ์
มีพระทัยไม่ข้องในที่ทั้งปวงเหมือนลม
เป็นผู้นำ เป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์เหมือนแผ่นดิน
เป็นมุนีพระองค์ที่ ๗
อันโลกไม่เข้าไปฉาบทาได้ เหมือนปทุม
ไม่ติดน้ำฉะนั้น เป็นผู้เช่นกับกองไฟ เผาทำลาย
พวกมีวาทะผิด
พระองค์เป็นเสมือนยาบำบัดโรค ทำให้
ยาพิษคือกิเลสพินาศ ประดับด้วยกลิ่นคือคุณ
เหมือนภูเขาคันธมาทน์
เป็นนักปราชญ์ที่เป็นบ่อเกิดของคุณ ดุจ
ดังสาครเป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะทั้งหลาย ฉะนั้น
และเป็นเหมือนม้าสินธพอาชาไนย เป็นผู้นำออก
ซึ่งมลทินคือกิเลส
ทรงย่ำยีมารและเสนามารเสียได้ เหมือน
นายทหารใหญ่ผู้มีชัยโดยเด็ดขาด ทรงเป็นใหญ่
เพราะรัตนะคือโพชฌงค์เหมือนพระเจ้าจักรพรรดิ
ฉะนั้น

408
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 409 (เล่ม 72)

ทรงเป็นผู้เยียวยาพยาธิคือโทสะเหมือนกับหมอ
ใหญ่ ทรงเป็นศัลยแพทย์ผ่าฝีมือคือทิฏฐิ เหมือน
ศัลยแพทย์ผู้ประเสริฐสุด
ครั้งนั้น พระองค์ทรงส่องโลกให้โชติช่วง
อันมนุษย์และทวยเทพ สักการะเป็นดัง พระอาทิตย์
ส่องแสงสว่างให้แก่นรชน ฉะนั้น ทรงแสดง
พระธรรมเทศนาในบริษัททั้งหลาย
พระองค์ทรงพร่ำสอนอย่างนี้ว่า บุคคลจะ
มีโภคทรัพย์มากได้ เพราะให้ทาน จะเข้าถึงสุคติ
ได้เพราะศีล จะดับกิเลสได้ เพราะภาวนา ดังนี้
บริษัททั้งหลายฟังเทศนานั้นอันให้เกิด
ความแช่มชื่นมาก ไพเราะทั้งเบื้องต้นท่ามกลาง
และที่สุด มีรสใหญ่ ประหนึ่งน้ำอมฤต เราได้
สดับพระธรรมเทศนาของพระพิชิตมาร จึงถึง
พระสุคตเจ้าสรณะ นอบน้อมตราบเท่าสิ้นชีวิต
ครั้งนั้น เรานั้นได้เอาของหอมมีชาติ ๔
ทาพื้นพระคันธกุฎีของพระมหามุนีเดือนหนึ่ง ๘
วัน โดยตั้งปณิธานให้สรีระที่ปราศจากกลิ่นหอม
ให้มีกลิ่นหอม ครั้งนั้น พระพิชิตมารได้ตรัส
พยากรณ์เราผู้จะได้มีกลิ่นหอมว่า
นระใดเอาของหอมทาพื้นพระคันธกุฎี
คราวเดียว ด้วยผลของกรรมนั้น นระนี้เกิดใน
ชาติใด ๆ จักเป็นผู้มีตัวหอมทุกชาติไป จักเป็น

409
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 410 (เล่ม 72)

ผู้เจริญด้วยกลิ่นคือคุณ จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะปริ-
นิพพาน
เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว และเพราะการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ก็ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุล
อันมั่งคั่ง เมื่อเรายังอยู่ในครรภ์มารดา มารดา
เป็นหญิงมีกลิ่นตัวหอม
และในเวลาที่เราคลอดจากครรภ์มารดา
นั้น พระนครสาวัตถีหอมฟุ้งเหมือนกับถูกอบด้วย
กลิ่นตัวหอมทุกอย่าง
ขณะนั้นฝนดอกไม้อันหอมหวล กลิ่น
ทิพย์อันน่ารื่นรมย์ใจ และธูปมีค่ามาก หอมฟุ้ง
ไป
เราเกิดในเรือนหลังใด เรือนหลังนั้น
เทวดาได้เอาธูปและดอกไม้ล้วนแต่มีกลิ่นหอม
และเครื่องหอมมาอบ
ก็ในเวลาที่เรายังเยาว์ ตั้งอยู่ในปฐมวัย
พระศาสดาผู้เป็นสารถีฝึกนระ ทรงแนะนำบริษัท
ของพระองค์ที่เหลือแล้ว
เสด็จมายังพระนครสาวัตถี พร้อมด้วย
พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นทั้งหมด ครั้งนั้น เราได้
พบพุทธานุภาพจึงออกบวช
เราเจริญธรรม ๔ ประการ คือ ศีล สมาธิ

410
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 411 (เล่ม 72)

ปัญญา และวิมุตติอันยอดเยี่ยม แล้วบรรลุธรรม
เป็นที่สิ้นอาสวะ
ในคราวที่เราออกบวช ในคราวที่เราเป็น
พระอรหันต์ และในคราวที่เราจักนิพพาน ได้มี
ฝนมีกลิ่นหอมตกลงมา
ก็กลิ่นสรีระอันประเสริฐสุดของเรา
ครอบงำจันทน์อันมีค่า ดอกจำปาและดอกอุบล
เสีย และเราไปในที่ใด ๆ ก็ย่อมจะข่มขี่กลิ่น
เหล่านี้เสียโดยประการทั้งปวง ฟุ้งไปเช่นนั้น
เหมือนกัน
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้น
ได้หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือก
แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
การที่เราได้มายังสำนักของพระพุทธเจ้า
ของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุ
แล้วโดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำ
เสร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์
๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระจูฬสุคันธเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบจูฬสุคันธเถราปทาน

411
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 412 (เล่ม 72)

๕๕๐. อรรถกถาจูฬสุคันธเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้:-
อปทานของท่านพระจูฬสุคันธเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า อิมมฺหิ ภทฺทเก
กปฺเป ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ดูก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้น ๆ ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ ท่านได้บังเกิดใน
ตระกูลซึ่งสมบูรณ์ด้วยสมบัติ ในกรุงพาราณสี บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้ฟัง
ธรรมในสำนักของพระศาสดาแล้ว นมัสการอยู่ทุกเมื่อ ถวายมหาทาน นำ
เอาของหอมโดยชาติ ๔ อย่าง๑ ฉาบไล้พระคันธกุฎีพระผู้มีพระภาคเจ้าเดือน
ละ ๗ ครั้ง. เขาได้ส่งความปรารถนาไว้ว่า ขอให้กลิ่นหอมอย่างดียิ่ง จง
บังเกิดแก่สรีระของข้าพระองค์ในสถานที่ที่ได้เกิดแล้วเกิดแล้วเถิด. พระผู้มี
พระภาคเจ้า ได้ตรัสพยากรณ์กะเขาแล้ว. เขาดำรงอยู่ในตลอดอายุ บำเพ็ญ
บุญไว้เป็นอันมาก จุติจากอัตภาพนั้นไปบังเกิดในเทวโลก กระทำกลิ่นสรีระ
ให้หอมฟุ้งทั่วกามาวจรโลก จึงได้ปรากฏชื่อว่า สุคันธเทวบุตร. เทพบุตร
นั้น ได้เสวยสมบัติเทวโลกแล้ว จุติจากอัตภาพนั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ได้
บังเกิดในตระกูลที่มีโภคะมากมาย. ด้วยกลิ่นแห่งสรีระของมารดาเขา เรือน
ทั้งสิ้นและพระนครทั้งสิ้น ได้มีกลิ่นหอมเป็นอันเดียวกัน. ในขณะเขาเกิดแล้ว
สาวัตถีนครทั้งสิ้น ได้เป็นคล้ายกับผอบของหอม. ด้วยเหตุนั้น มารดาบิดา
จึงได้ตั้งชื่อเขาว่า สุคันธะ. เขาได้ถึงความเจริญวัยแล้ว. ในคราวนั้นพระ-
๑. กลิ่นหญ้าฝรั่น กลิ่นกฤษณา กลิ่นกำยาน กลิ่นบุปผชาติ กลิ่น ๔ อย่างนี้ เรียกว่า จตุชาติ
คันธะ หรือเรียกว่า จตุชาติสุคันธะ.

412
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 413 (เล่ม 72)

ศาสดาได้เสด็จถึงสาวัตถี ได้ทรงรับพระเชตวันมหาวิหาร. นายสุคันธะนั้น
เห็นพระศาสดาพระองค์นั้นแล้ว มีใจเลื่อมใส บวชในสำนักของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔. ตั้งแต่วันที่
ท่านเกิดขึ้นจนถึงปรินิพพาน ในระหว่างนี้ กลิ่นหอมเท่านั้นฟุ้งตลบไปใน
ที่ทั้งหลายเช่นที่นอนและที่ยืนเป็นต้น. แม้พวกเทวดาก็ยังโปรดจุณทิพย์และ
ดอกไม้หอมทิพย์ลงถวาย.
ก็พระเถระนั้น ครั้นได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมของ
ตน เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมา
แล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป ดังนี้. คำนั้น
ทั้งหมดมีเนื้อความพอที่จะกำหนดได้โดยง่ายทีเดียว เพราะมีนัยดังที่ได้กล่าว
ไว้แล้วในหนหลัง และเพราะมีเนื้อความง่าย. ความต่างกันแห่งบุญและความ
ต่างกันแห่งชื่ออย่างเดียวเท่านั้นเป็นความแปลกกันแล.
จบอรรถกถาจูฬสุคันธเถราปทาน
จบอรรถกถาภัททิยวรรคที่ ๕๕
รวมอปทานที่มีในวรรคที่ คือ
๑. ลกุณกฏภัททิยเถราปทาน ๒. กังขาเรวตเถราปทาน ๓. สีวลี-
เถราปทาน ๔. วังคีสเถราปทาน ๕. นันทกเถราปทาน ๖. กาฬุทายี
เถราปทาน ๗. อภยเถราปทาน ๘. โลมสติยเถราปทาน ๙. วนวัจฉ-
เถราทาน ๑๐. จูฬสุคันธเถราปทาน และในวรรคนี้มีคาถา ๓๑๖ คาถา.
จบภัททิยวรรคที่ ๕๕

413
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 414 (เล่ม 72)

รวมวรรค
๑. กณิการวรรค ๒. ผลทายกวรรค ๓. ติณทายกวรรค ๔. กัจจา-
ยนวรรค ๕. ภัททิยวรรค
บัณฑิตคำนวณคาถาไว้แผนกหนึ่ง รวมได้ ๙๘๔ คาถา และประกาศ
อปทานรวมได้ ๕๕๐ อปทาน พร้อมกับอุทานคาถา มีคาถา รวม ๖,๒๑๘
คาถา.
จบพุทธาปทาน ปัจเจกพุทธาปทาน และเถราปทานตั้งแต่เท่านี้

414
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 415 (เล่ม 72)

ยสวรรคที่ ๕๖๑
ยสเถราปทานที่ ๑ (๕๕๑)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระยสเถระ
[๑๔๑] ครั้งเมื่อข้าพเจ้าเกิดเป็นพญานาค
ได้นำพระพุทธเจ้า พระนามว่า สุเมธะ พร้อม
ด้วยพระภิกษุสงฆ์ผู้ดำลงสู่มหาสมุทร สู่ภาคพื้นที่
อยู่ของข้าพเจ้า อันสำเร็จด้วยการเนรมิตเป็นอย่าง
ดี มีสระโบกขรณี ที่เนรมิตเป็นอย่างดี มีเสียง
นกจากพรากร่ำร้องขับกล่อมอยู่.
ภพที่อยู่นั้น มุงบังด้วยดอกมณฑารพ
ด้วยดอกปทุมและดอกอุบล นที ก็ไหลผ่านไปใน
ที่นั้น ๆ มีท่าขึ้นลงเป็นที่รื่นรมย์ใจ.
คลาคล่ำไปด้วยหมู่ปลาและเต่า หมู่นก
นานาพันธุ์ ก็โบยบินอยู่เบื้องบน นกยูงและนก
กะเรียนก็ร่อนร้อง นกดุเหว่าก็ร่ำร้องซ้องสำเนียง
เสนาะ.
นกเขา นกคับแค นกจากพราก นก
เป็ดน้ำ นกกะทา นกสาลิกา นกกะปูด นก
ออกก็มีอยู่ในที่นั้น.
๑. วรรคนี้ในบาลีไทย ขาดหายไป แต่ของฉบับภาษาอื่นและอรรถกถา จึงนำมาเพิ่ม
ให้ครบ พร้อมทั้งเพิ่มเลขข้อต่อจากข้อ ๑๔๐ ไปตามลำดับ

415