ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 376 (เล่ม 72)

ออกไปจากที่นี้ ขอเชิญพระพิชิตมารเสด็จไปสู่
กรุงกบิลพัสดุ์เถิด
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฤดูนี้ก็เป็นฤดูที่
ไม่หนาวนัก ไม่ร้อนนัก เป็นฤดูพอสบาย ทั้ง
มรรคาก็สะดวก ขอพวกศากยะและโกลิยะ
ทั้งหลาย จงได้เข้าเฝ้าพระองค์ที่แม่น้ำโรหินี
อันมีหน้าในภายหลังเถิด
ชาวนาไถนาด้วยความหวังผล หว่านพืช
ด้วยความหวังผล พ่อค้าผู้เที่ยวไปหาทรัพย์ ย่อม
ไปสู่สมุทรด้วยความหวังทรัพย์ ข้าพระองค์อยู่ใน
ที่นี้ด้วยความหวังทรัพย์ ของความหวังผลอันนั้น
จงสำเร็จแก่ข้าพระองค์เถิด
ข้าแต่พระมหามุนี ภาคพื้นมีหญ้าสีเขียว
สด ไม่หนาวเกินไป ไม่ร้อนเกินไป ภิกษาหา
ได้ง่าย ไม่แร้นแค้น กาลนี้แลเป็นกาลสมควรจะ
เสด็จไปได้
ชาวนาหว่านพืชบ่อย ๆ ฝนตกบ่อย ๆ
ชาวนาไถนาบ่อย ๆ แว่นแคว้นสมบูรณ์ด้วยธัญญา-
หารบ่อย ๆ
พวกยาจกเที่ยวของทานบ่อย ๆ ผู้เป็น
ทานาธิบดี ก็ให้ทานบ่อย ๆ ครั้นให้ทานบ่อย ๆ
แล้ว ย่อมเข้าถึงสวรรค์บ่อย ๆ
บุรุษผู้มีความเพียร มีปัญญากว้างขวาง
เกิดในสกุลใด ย่อมยังสกุลนั้นให้บริสุทธิ์สะอาด

376
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 377 (เล่ม 72)

คน ข้าพระองค์ย่อมเข้าใจว่า พระองค์เป็นเทพเจ้า
ประเสริฐกว่าเทพเจ้าทั้งหลาย ย่อมทรงสามารถ
ทำให้สกุลบริสุทธิ์ เพราะพระองค์เกิดแล้วโดย
อริยชาติ ได้สัจนามว่าเป็นนักปราชญ์
สมเด็จพระบิดาของพระองค์ผู้แสวงหา
คุณอันยิ่งใหญ่ ทรงพระนามว่าสุทโธทนะ สมเด็จ
พระนางเจ้ามายาพระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ
เป็นพระพุทธมารดา ทรงบริหารพระองค์ผู้เป็น
พระโพธิสัตว์มาด้วยพระครรภ์เสด็จสวรรคตไป
บันเทิงอยู่ในไตรทิพย์
สมเด็จพระนางเจ้ามายาเทวีนั้น ครั้น
สวรรคต จุติจากโลกนี้แล้ว ทรงพรั่งพร้อมด้วย
กามคุณอันเป็นทิพย์ มีหมู่นางฟ้าห้อมล้อม บันเทิง
อยู่ด้วยเบญจกามคุณ
อาตมภาพเป็นบุตรของพระพุทธเจ้าผู้ไม่มี
สิ่งใดจะย่ำยีได้ มีพระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระ-
วรกาย ไม่มีผู้จะเปรียบปาน ผู้คงที่ ดูก่อน
มหาบพิตร พระองค์เป็นโยมบิดาขอโยมบิดา
แห่งอาตมภาพ ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็น
พระอัยกาของอาตมภาพโดยธรรม.
มะม่วง ขนุน และมะขวิด ถูกประดับ
ประดาไปด้วยดอกและใบ มีผลอยู่เนืองนิตย์ ยัง
มีผลเล็กรสอร่อย มีอยู่สองข้างทาง ข้าแต่พระ-
ผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้ เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้.

377
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 378 (เล่ม 72)

ผลหว้ามีรสอร่อยหวานเย็น ผลไม้สวรรค์
คือรวงผึ้งเหล่านั้น รุ่งเรืองงามทั้งสองข้างทาง
ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควร
จะเสด็จไปได้.
หมู่ต้นหญ้า ไม้มะหาด มีสีดุจทองคำ
เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ ผลไม้อันประกอบด้วยน้ำก็มี
อยู่เป็นนิตย์ ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็น
เวลาสมควรจะเสด็จไปได้.
ต้นกล้วยและกล้วยเล็บมือนาง ต่างก็มี
ผลสุกงอมห้อยย้อยอยู่สองข้างทาง ข้าแต่พระผู้
ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้.
ต้นไม้มีผลหวานอร่อยเป็นนิตย์ ต้น
หางนกยูงดูเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ ต้นไม้ที่มีผลเล็ก
ก็มีอยู่เป็นนิตย์ ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้
เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้.
ต้นเต่าร้างมีผลสุก มีลำต้นคล้ายสีเงิน
โชติช่วง ต้นไม้เล็กซึ่งดารดาษไปด้วยผลสุก มี
รสอร่อย จะได้เสวยผลไม้เหล่านั้น ข้าแต่พระผู้
ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้.
ต้นมะเดื่อมีสีคล้ายสีอรุณ มีผลอร่อยดี
ทุกเมื่อ มีผลห้อยย้อยอยู่สองข้างทาง ข้าแต่
พระทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรจะเสด็จ
ไปได้.

378
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 379 (เล่ม 72)

ต้นไม้ที่มีผลนานาชนิดมากมายเหล่านั้น
เป็นเช่นนี้ ห้อยย้อยอยู่ในที่ทั้งสองข้างทาง
ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรจะ
เสด็จไปได้.
ดอกจำปา ดอกช้างน้าว มีกลิ่นหอม
ยามเมื่อลมรำเพยพัด ที่ยอดที่ดอกสะพรั่ง งาม
รุ่งเรือง ได้บูชาแล้วด้วยกลิ่นอันหอมชื่น มีความ
เอื้อเฟื้อ นอบน้อมแล้ว ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่
บัดนี้เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้.
ดอกบุนนาค ดอกบุนนาคบนเขา ก็เบ่ง
บาน ลำต้นอันมั่นคง มีดอกงามสะพรั่งรุ่งเรือง
ได้บูชาแล้วด้วยกลิ่นอันหอมหวล เอื้อเฟื้อ มี
ปลายยอดน้อมลง ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้
เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้.
ดอกอโศก และดอกปาริชาต อันประ-
เสริฐสร้างเสริมความโสมนัสใจ กรรณิการ์กิ่งก้าน
เกี่ยวพันมีดอกหอม ประดับพื้นที่ด้วยสีเงิน
เอื้อเฟื้อ มีปลายยอดน้อมลง ข้าแต่พระผู้ทรง
ยศใหญ่ บัดนี้ เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะ
เสด็จไปได้.
ต้นกรรณิการ์ ผลิดอกบานเป็นนิตย์
รุ่งโรจน์ด้วยแสงทอง มีดอกหอมคล้ายดอกไม้
ทิพย์ฟุ้งขจรไป ดูงดงามไปทั่วทุกทิศ มีความ

379
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 380 (เล่ม 72)

เอื้อเฟื้อ น้อมกิ่งลง ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่
บัดนี้เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.
ดอกการะเกด ดอกลำเจียก มีใบงาม
สมบูรณ์ด้วยกลิ่น มีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไป หอมไป
ทั่วทุกทิศ มีความเอื้อเฟื้อ น้อมกิ่งลงบูชา ข้าแต่
พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรของ
พระองค์จะเสด็จไปได้.
ดอกมัลลิกา ดอกมะลิวัลย์ มีกลิ่นหอม
มีดอกเล็ก ส่งกลิ่นหอมไปทั่วทุกทิศ งดงามใน
ระหว่างสองข้างทาง มีความเอื้อเฟื้อ น้อมกิ่งลง
เพื่อพระองค์ ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็น
เวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.
ดอกไม้ใกล้ฝั่งแม่น้ำสินธุ มีกลิ่นหอม
ฟุ้ง น้อมลงบูชาทั่วทุกทิศ งดงามในระหว่าง
สองฟากทาง มีความเอื้อเฟื้อน้อมกิ่งลง มีปลาย
อ่อนน้อมลง ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็น
เวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.
สิงห์และราชสีห์ สัตว์ ๔ เท้าอาศัยตั้งมั่น
มิคราชผู้ไม่สะดุ้งกลัวถึงความเป็นสัตว์แกล้วกล้า
ย่อมพากันบูชาด้วยการบันลือสีหนาท มีความ
เอื้อเฟื้อแด่พระองค์ ครอบงำหมู่เนื้อ ไล่ออก
ไปจากสองข้างทาง ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่
บัดนี้เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.

380
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 381 (เล่ม 72)

เสือโคร่ง น่าสินธพ พังพอน ซึ่งมี
รูปร่างงดงามมีความสะดุ้งกลัว เหมือนโลดแล่น
ไปในอากาศ ไม่มีความกลัวอะไร ๆ ด้วยเหตุ
บางอย่าง สัตว์เหล่านั้นมีความเอื้อเฟื้ออ่อนน้อม
ต่อพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่ ดังนี้
เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.
ช้างตระกูลฉัททันต์ ตกมันแล้ว ๓ ครั้ง
มีรูปร่างดี มีเสียงไพเราะ งดงาม มีองค์อัน
ตั้งมั่นน้อมลงเพื่อพระองค์ ส่งเสียงร้องบันลือ
ในสองข้างทาง มีความเอื้อเฟื้อ ร่าเริงอยู่ ข้าแต่
พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรของ
พระองค์จะเสด็จได้.
มิคะ หมู อีเก้ง มีอวัยวะงดงาม งดงาม
ด้วยเส้นคาดเป็นทางลงมีรูปดีสำรวมตัว ขับกล่อม
ในระหว่างสองข้างทาง ข้าแต่พระองค์ผู้ทรง
ยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะ
เสด็จไปได้.
กวางโคกัณณา กวางสรภาและกวางรุร
ซึ่งมีเขาตรงและโค้ง มีรูปดี มีร่างกายสมบูรณ์
ซึ่งกำลังพากันหยุดพักอยู่ในคราวนั้น ผู้ต้องการจะ
คบหากับพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่
บัดนี้เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.
เสือเหลือง หมี และเสือดาว ซึ่งตะปบ
กินสัตว์ทุกเมื่อ บัดนี้สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ได้

381
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 382 (เล่ม 72)

ศึกษาดีแล้ว มีความมั่นคงต่อพระองค์ด้วยเมตตา
เป็นผู้ต้องการจะคบหาเฉพาะพระองค์มาเป็นเวลา
นาน ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลา
สมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.
กระต่าย สุนัขจิ้งจอก พังพอน และ
กระรอก กระแตเป็นจำนวนมาก ไม่มีความสะดุ้ง
กล้าหาญ พากันขับร้องเพื่อพระองค์อย่างเดียว
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควร
ของพระองค์จะเสด็จไปได้.
หมู่นกยูงเหล่านั้น มีคอสีเขียว มีหงอน
งาม มีปีกสวย มีกำหางงาม ร้องไพเราะ
งดงามคล้ายกับแก้วไพฑูรย์และแก้วมณี ย่อมพา
กันเปล่งเสียงร้องบูชาพระองค์อยู่ บัดนี้เป็นเวลา
ที่พระองค์จะได้เห็นชนกแล้ว.
หมู่หงส์ทองอันงดงาม เป็นหงส์ที่บินไว
ไปในอากาศ หงส์เหล่านั้นทั้งหมด ทั้งถิ่นแล้ว
อาศัยอยู่ พากันขวนขวายในการที่จะได้เห็นพระ-
ชินเจ้า ย่อมส่งเสียงร้องด้วยเสียงอันไพเราะ บัดนี้
เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระชนกแล้ว.
หมู่หงส์ หมู่นกกระเรียน พากันร้องเสียง
ไพเราะ หมู่นกจากพราก ก็เที่ยวไปในน้ำ หมู่
นกกระยาง หมู่นกตะกรุมอันงดงามน่าพอใจ หมู่

382
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 383 (เล่ม 72)

กาน้ำ หมู่ไก่ฟ้าเหล่นั้นพากันมีความเอื้อเฟื้อ
ร้องเสียงอันไพเราะ บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะ
ได้เห็นพระชนกแล้ว.
หมู่นกสาลิกา หมู่นกแก้ว มีรูปงามวิจิตร
มีเสียงไพเราะ พากันส่งเสียงร้องบนยอดไม้
ส่งเสียงร้องทั้งสองข้างทาง บัดนี้เป็นเวลาที่พระ-
องค์จะได้เห็นพระชนกแล้ว.
นกดุเหว่า ซึ่งล้วนแต่สวยวิจิตร มี
สำเนียงเสียงไพเราะ ประเสริฐ เป็นที่อัศจรรย์ใจ
แก่ปวงชน มีความกล้าหาญ ในการเป็นมิตร
ร่วมกันเป็นต้น กำลังพากันบูชาอยู่ด้วยเสียง บัดนี้
เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระชนกแล้ว.
พวกลูกช้าง นกเขา นกกระเด็น มีอยู่
บริบูรณ์ในป่าทุกเมื่อ พากันขับกล่อม มีความ
สามัคคีซึ่งกันและกัน ขับร้องด้วยเสียงอันไพเราะ
บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระชนกแล้ว.
หมู่นกกระทา นกกระเต็น มีเสียงอัน
ไพเราะ ไก่ป่าก็มีเสียงเพราะ น่ารื่นรมย์ใจ บัดนี้
เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระชนกแล้ว.
มีสถานที่อันมั่นคง งดงามน่ารื่นรมย์
ดารดาษไปด้วยทรายสีขาว มีสระน้ำอันบริบูรณ์
ด้วยน้ำสะอาด สวยงามทุกเมื่อ ทุกชีวิตพากัน

383
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 384 (เล่ม 72)

อาบและดื่มกินในสระน้ำนั้น บัดนี้เป็นเวลาที่
พระองค์จะได้เห็นหมู่พระญาติแล้ว.
จรเข้แหวกว่ายไปมาเกลื่อนกล่น ปลาสร้อย
ปลาเค้า ปลาตะเพียนแดง ปลา และเต่า แหวก-
ว่ายไปมาในสระที่มีน้ำเย็นสะอาด ซึ่งเป็นที่อาบ
และดื่มกินของทุกชีวิต บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์
จะได้เห็นพระญาติแล้ว.
มีสระน้ำงดงาม ดารดาษไปด้วยดอก
อุบลสีเขียว และดอกอุบลสีแดง ดารดาษไปด้วย
ดอกโกมุท มากมายหลายชนิดในสระน้ำนั้น มี
น้ำเย็นสะอาด บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็น
พระญาติแล้ว.
สระน้ำนั้นดารดาษด้วยดอกบุณฑริก มาก
ด้วยดอกปทุม สวยงามทั้งสองข้างทาง ในที่
นั้น ๆ ได้มีสระโบกขรณีอื่น ๆ อีก ซึ่งเป็นที่ชน
ทั้งหลายสรงสนานในสระนั้น บัดนี้เป็นเวลาที่
พระองค์จะได้เห็นพระญาติแล้ว.
มีสถานที่อันตั้งมั่น น่ารื่นรมย์ใจ เกลื่อน
กล่นไปด้วยเม็ดทรายสีขาว มีแม่น้ำอันสวยงดงาม
สมบูรณ์เปี่ยมด้วยน้ำเย็นและมีห้วงน้ำกว้างใหญ่
มีน้ำไหลทั้งสองข้างทาง บัดนี้เป็นเวลาที่พระ-
องค์จะได้เห็นพระญาติแล้ว.

384
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 385 (เล่ม 72)

ในสองข้างทาง มีบ้านและนิคมตั้งเรียง
ราย ประชาชนทั้งหลายมีศรัทธาเลื่อมใส นับถือ
พระรัตนตรัย พวกเขามีความดำริอันเต็มเปี่ยม
บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระญาติแล้ว.
พวกเทวดาและพวกมนุษย์ทั้งสอง ในถิ่น
ที่นั้น ๆ ต่างก็พากันบูชาพระองค์ด้วยระเบียบของ
หอม บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระ-
ญาติแล้ว.
พระเถระได้พรรณนาถึงความงดงามแห่งหนทางเสด็จไปแด่พระศาสดา
ด้วยคาถาประมาน ๖๐ คาถาอย่างนี้แล้ว.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า กาฬุทายีปรารถนา
จะให้เราไป เราจักทำความดำริของเธอให้บริบูรณ์ ดังนี้แล้วทรงเห็นว่าใน
การไปในที่นั้น ประชาชนเป็นจำนวนมากจะได้บรรลุคุณวิเศษ ทรงมีพระ-
ขีณาสพ ๒ หมื่นในรูปแวดล้อม เสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ ทรงเสวยผลาผลมี
ประการดังได้กล่าวแล้ว ด้วยอำนาจการเสด็จไปโดยไม่รีบด่วน หมู่แห่งสัตว์
๒ เท้าและ ๔ เท้าเป็นต้นพากันบูชาด้วยเครื่องบูชา ได้ทรงรับกลิ่นหอมแห่ง
ดอกไม้มีประการดังได้กล่าวแล้ว ทรงกระทำการสงเคราะห์แก่ชาวบ้านและ
ชาวนิคมเสด็จถึงหนทางไปกรุงกบิลพัสดุ์แล้ว. พระเถระไปยังกรุงกบิลพัสดุ์
ด้วยฤทธิ์ยืนกลางอากาศข้างหน้าพระราชา พระราชาได้เห็นเพศที่ยังไม่เคยเห็น
จึงตรัสถามว่า ท่านเป็นใครกัน ? พระเถระเมื่อจะกล่าวว่า ถ้าพระองค์ไม่
ทรงรู้จักลูกอำมาตย์ ผู้ถูกพระองค์ส่งไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วไซร้ ก็จง
รู้จักอย่างนั้นเถิด ดังนี้จึงกล่าวคาถาว่า:-

385