ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 346 (เล่ม 72)

ท่านจงดูต้นนิโครธเป็นครั้งที่ ๑ ภูเขา
บัณฑวะเป็นครั้งที่ ๒ แม่น้ำอจิรวดีเป็นครั้งที่ ๓
แม่น้ำสาครอันประเสริฐ เป็นครั้งที่ ๔ ภูเขาหิม-
วันต์เป็นครั้งที่ ๕ ท่านเข้าถึงสระฉัททันต์ เป็น
ครั้งที่ ๖ ภูเขาคันธมาทน์เป็นครั้งที่ ๗ และที่อยู่
ของพระเรวตะ เป็นครั้งที่ ๘
ประชาชนทั้งหลาย ได้ถวายทานในที่ทุกแห่งตลอด ๗ วัน เท่านั้น.
ก็ในบรรดา ๗ วัน นาคทัตตเทวราช ที่ภูเขาคันธมาทน์ ได้ถวายบิณฑบาต
ชนิดน้ำนมวันหนึ่ง ได้ถวายบิณฑบาตชนิดเนยใสวันหนึ่ง ลำดับนั้นภิกษุสงฆ์
จึงกล่าวกะท่านว่า ผู้มีอายุ แม่โคนมที่เขารีดนมถวายแด่เทวราชนี้ มิได้ปรากฏ
การบีบน้ำนมส้ม ก็มิได้ปรากฏ แน่ะเทวราช ผลนี้เกิดขึ้นแก่ท่านแต่กาลไร.
เทวราชา ตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ผลนี้ เป็นผลแห่งการถวายสลากภัตรน้ำนม
ในกาลแห่งพระกัสสปทศพล.
ในกาลต่อมา พระศาสดา ได้ทรงกระทำการต้อนรับพระขทิรวนิย-
เรวตเถระ. อย่างไร คือ ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตร กราบทูลพระศาสดา
ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นัยว่า พระเรวตะผู้เป็นน้องชายของข้าพระองค์
บวชแล้ว เธอจะพึงยินดียิ่ง (ในพระศาสนา) หรือไม่พึงยินดี ข้าพระองค์
จักไปเยี่ยมเธอ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบว่าพระเรวตะเริ่มทำความเพียร
เจริญวิปัสสนา จึงทรงห้าม (พระสารีบุตร) ถึง ๒ ครั้ง ในครั้งที่ ๓ เมื่อ
พระสารีบุตรทูลอ้อนวอนอีก ทรงทราบว่า พระเรวตะบรรลุพระอรหัตแล้ว
จึงตรัสว่า สารีบุตร แม้เราเองก็จักไป เธอจงบอกให้พวกภิกษุได้ทราบด้วย.
พระเถระสั่งให้ภิกษุทั้งหลายมาประชุมกันแล้ว แจ้งให้ภิกษุทั้งหมดได้
ทราบด้วยคำว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระศาสดา ทรงมีพระประสงค์จะเสด็จไป
สู่ที่จาริก พวกท่านผู้มีความประสงค์จะตามเสด็จด้วย ก็จงมาเถิด. ในกาลที่

346
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 347 (เล่ม 72)

พระทศพลจะเสด็จไปเพื่อสู่ที่จาริก ชื่อว่าพวกภิกษุผู้ที่มักชักช้าอยู่ มีจำนวน
น้อย โดยมากมีความประสงค์จะคามเสด็จมีจำนวนมากกว่า เพราะตั้งใจกันว่า
พวกเราจักได้เห็นพระสรีระอันมีวรรณะดุจทองคำของพระศาสดา หรือว่า
พวกเราจักได้ฟังพระธรรมกถาอันไพเราะ เพราะเหตุนั้น พระศาสดามีภิกษุ
สงฆ์หมู่ใหญ่เป็นบริวาร เสด็จออกไปด้วยพระประสงค์ว่า จักเยี่ยมพระเรวตะ.
ณ ที่ประเทศแห่งหนึ่ง พระอานนทเถระถึงหนทาง ๒ แพร่ง แล้ว
กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญตรงนี้มีหนทาง ๒
แพร่ง ภิกษุสงฆ์จะไปทางไหน พระเจ้าข้า พระศาสดาตรัสถามว่า อานนท์
หนทางไหน เป็นหนทางตรง. พระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
หนทางตรงมีระยะประมาณ ๓๐๐ โยชน์ เป็นหนทางที่มีอมนุษย์ ส่วนหนที่
อ้อมมีระยะทาง ๖๐ โยชน์ เป็นหนทางสะดวกปลอดภัย มีภิกษาดีหาง่าย.
พระศาสดาตรัสว่า อานนท์ สีวลีได้มาพร้อมกับพวกเรามิใช่หรือ. พระอานนท์
กราบทูลว่า ใช่ พระสีวลีมาแล้วพระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น
พระสงฆ์จงไปตามเส้นทางตรงนั้นแหละ เราจักได้ทดลองบุญของพระสีวลี.
พระศาสดามีพระภิกษุสงฆ์เป็นบริวาร เสด็จขึ้นสู่เส้นทาง ๓๐ โยชน์ เพื่อจะ
ทรงทดลองบุญของพระสีวลีเถระ.
จำเดิมแต่ที่ได้เสด็จไปตามหนทาง หมู่เทวดาได้เนรมิตพระนคร
ในที่ทุก ๆ โยชน์ ช่วยกันจัดแจงพระวิหารเพื่อเป็นที่ประทับ และที่อยู่แด่
ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข. พวกเทวบุตรซึ่งเป็นดุจกรรมกรที่พระ-
ราชาทรงส่งไป ได้ถือเอาข้าวยาคูและของเคี้ยวเป็นต้นไป ถามอยู่ว่า พระ-
ผู้เป็นเจ้าสีวลีไปไหน ดังนี้แล้ว จึงไป. พระเถระให้ช่วยกันถือเอาสักการะ
และสัมมานะแล้วไปเฝ้าพระศาสดา. พระศาสดา ได้ทรงเสวยร่วมกับภิกษุสงฆ์.

347
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 348 (เล่ม 72)

โดยทำนองนี้แหละ พระศาสดาเมื่อจะทรงเสวยสักการะ เสด็จไปวันละโยชน์
เป็นอย่างสูงจนล่วงพ้นหนทางกันดาร ๓๐ โยชน์เสด็จถึงที่อยู่ของพระทิรวนิย-
เรวตเถระแล้ว. พระเถระทรงว่าพระศาสดาเสด็จมา จึงเนรมิตวิหารจำนวน
เพียงพอแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขและเนรมิตพระคันธกุฏีที่ประทับ
กลางคืนและประทับกลางวันแด่พระทศพล ด้วยฤทธิ์ ณ ที่อยู่ของตนนั่นแหละ
แล้วออกไปทำการต้อนรับพระตถาคตเจ้า. พระศาสดาเสด็จเข้าไปยังพระวิหาร
ตามหนทางที่ประดับตกแต่งแล้ว. ครั้นเมื่อพระตถาคต เสด็จเข้าไปยังพระ-
คันธกุฎีแล้ว พวกภิกษุจึงค่อยเข้าไปยังเสนาสนะที่ถึงแล้วตามลำดับพรรษา.
พวกเทวดาคิดว่า เวลานี้มิใช่เวลาอาหาร จึงได้นำเอาน้ำปานะ ๘ อย่างถวาย.
พระศาสดา ทรงดื่มน้ำปานะร่วมกับพระภิกษุสงฆ์. เมื่อพระตถาคต เสวย
สักการะและสัมมานะโดยทำนองนี้นั่นแหละ เวลาผ่านไปแล้วครึ่งเดือน
ลำดับนั้น ภิกษุผู้ไม่พอใจบางพวก นั่งแล้วในที่แห่งหนึ่งพากันยก
เรื่องขึ้นสนทนากันว่า พระทศพล ตรัสว่า พระน้องชายแห่งอัครสาวกของ
เราดังนี้ แล้วเสด็จมาเพื่อทอดพระเนตรภิกษุผู้เป็นช่างก่อสร้างเห็นปานนี้ พระ-
เชตวันมหาวิหาร หรือว่า พระวิหารเช่นเวฬุวันวิหารเป็นต้น จักทำอะไร
ในสำนักแห่งวิหารนี้ได้ ถึงภิกษุรูปนี้ ก็เป็นผู้ทำการก่อสร้างงานเห็นอย่างนี้
จักบำเพ็ญสมณธรรมอะไรได้. ลำดับนั้น พระศาสดาทรงดำริว่า เมื่อเราอยู่
ในที่นี้นานไป สถานที่นี้จักกลายเป็นที่เกลื่อนกล่น ธรรมดาพวกภิกษุผู้อยู่ใน
ป่า ต้องการความสงบเงียบมีอยู่ การอยู่ด้วยความผาสุก จักไม่มีแก่พระ-
เรวตะแน่. แต่นั้นก็เสด็จไปสู่ที่พักกลางวันของพระเถระ. แม้พระเถระก็อยู่
เพียงผู้เดียวอาศัยแผ่นกระดานพาดยึดที่ท้ายจงกรม นั่งบนหลังแผ่นหินแล้ว
ได้มองเห็นพระศาสดา เสด็จมาแต่ไกลเทียว จึงลุกขึ้นต้อนรับแล้ว.

348
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 349 (เล่ม 72)

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามเธอว่า เรวตะ สถานที่นี้มีเนื้อร้าย
เธอได้ฟังเสียงช้างม้าเป็นต้นที่ดุร้ายแล้ว จะทำอย่างไร ? พระเถระกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมดาว่าความยินดีในการอยู่ป่า บังเกิดขึ้นแล้วแก่
ข้าพระองค์ ก็เพราะได้ฟังเสียงของสัตว์เหล่านั้นแล. ณ สถานที่นั้นพระศาสดา
ได้ตรัสถึงชื่อว่า อานิสงส์ในการอยู่ป่า ด้วยพระคาถา ๕๐๐ พระคาถาแต่
พระเรวตเถระ วันรุ่งขึ้นเสด็จไปบิณฑบาตในสถานที่ไม่ไกล ตรัสเรียก
พระเรวตเถระมาแล้ว ได้ทรงกระทำพวกภิกษุผู้ที่กล่าวโทษพระเถระให้หลง
ลืมไม้เท้า รองเท้า ทะนานน้ำมันและร่มแล้ว. พวกภิกษุเหล่านั้น พากัน
กลับมาเพื่อนำบริขารของตนไป แม้จะย้อนไปตาเส้นทางที่มาแล้วก็ตาม แต่
เดินไปตามเส้นทางที่ประดับตกแต่งแล้ว แต่วันนั้น เดินไปตามทางขรุขระ
ในที่นั้นต้งอนั่งยอง ๆ ต้องเดินเข้า. ภิกษุเหล่านั้นพากันเดินเหยียบย่ำกอไม้
พุ่มไม้ และหนาม ไปถึงสถานที่ที่ตนเคยอยู่ จำได้ว่าร่มของตนคล้องไว้ที่
ตอตะเคียนตรงนั้น ตรงนั้น จำได้ว่ารองเท้าไม้เท้าและทะนานน้ำมันอยู่
ตรงนั้น. ในตอนนั้น ภิกษุเหล่านั้น จึงทราบว่า ภิกษุรูปนี้มีฤทธิ์ จึงถือเอา
บริขารของตน แล้วพากันพูดว่า สักการะเห็นปานนี้ ย่อมเป็นสักการะที่
พระเถระจัดแจงไว้เพื่อพระทศพล ดังนี้แล้ว จึงได้พากันไป.
ในเวลาที่พวกภิกษุพากันนั่งแล้วในเรือนของตน นางวิสาขาอุบาสิกา
จึงเรียนถามพวกภิกษุที่ล่วงหน้ามาก่อนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ สถานที่อยู่ของ
พระเรวตะเป็นที่น่าจับใจไหมหนอ ? พวกภิกษุกล่าวว่า ดูก่อนอุบาสิกา น่า
จับใจ เสนาสนะนั้นมีส่วนเปรียบด้วยนันทวันและจิตตลดาวันแล. ต่อมานาง
วิสาขาก็ถามพวกภิกษุผู้พากันมาภายหลังกว่าภิกษุเหล่านั้นบ้างว่า พระคุณเจ้า
สถานที่อยู่ของพระเรวตะเป็นที่น่าพอใจไหม ? ภิกษุเหล่านั้น ตอบว่า อย่า

349
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 350 (เล่ม 72)

ถามเลย อุบาสิกา สถานที่นั้นเป็นที่ไม่สมควรจะกล่าว ภิกษุรูปนั้น ย่อมอยู่
ในสถานที่ซึ่งมีแต่ที่แห้งแล้ง ก้อนกรวด ก้อนหิน ขรุขระและตอไม้เท่านั้น
แล.
นางวิสาขา ได้ฟังถ้อยคำของพวกภิกษุผู้มาก่อนและมาหลังแล้ว คิด
ว่า ถ้อยคำของภิกษุพวกไหนหนอเป็นความจริง จึงถือเอาของหอมและ
ระเบียบดอกไม้ภายหลังภัตรไปสู่ที่บำรุงของพระทศพลเจ้า ถวายบังคมแล้ว
นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง กราบทูลถามพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ภิกษุบางพวกพากันนินทาที่อยู่ของพระเรวตเถระ สถานที่อยู่นั้นเป็นอย่างไร
พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนวิสาขา ที่อยู่จะเป็นสถานที่อยู่รื่นรมย์
หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่ว่า จิตของพระอริยะทั้งหลายย่อมยินดีในสถานที่ใด สถานที่
นั้นนั่นแหละชื่อว่าสถานที่รื่นรมย์ใจ ดังนี้แล้วจึงตรัสพระคาถานี้ว่า:-
พระอรหันต์อยู่ในที่ใด จะเป็นบ้านก็ตาม
ป่าก็ตาม ที่ลุ่มก็ตาม ที่ดอนก็ตาม ที่นั้นย่อม
เป็นภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ใจ.
ในกาลต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่พระ-
อริยเจ้าแล้ว ทรงสถาปนาพระเถระนั้นไว้ในตำแหน่งอันเลิศว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย พระสีวลีเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีลาภ.
ลำดับนั้น ท่านพระสีวลีเถระ ได้บรรลุพระอรหัต ได้รับเอตทัคคะ
แล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมของตนแล้ว เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศ
ถึงเรื่องราวที่ตนได้เคยประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. ข้าพเจ้า จักกระทำการพรรณนาเนื้อความ
เฉพาะบทที่ยากเท่านั้น.

350
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 351 (เล่ม 72)

บทว่า สีลํ ตสฺส อสงฺเขยฺย ความว่า ศีลของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า ปทุมุตตระพระองค์นั้น กำหนดนับไม่ได้ สิกขาบททั้งหลายที่
ตรัสไว้แล้ว อย่างนี้ว่า:-
สังวรวินัยเหล่านี้คือ จำนวน ๙ พันโกฏิ,
๑๘๐ โกฏิ, ๕ ล้าน และอื่นอีก ๓๖ พระสัม-
พุทธเจ้าทรงประกาศไว้แล้ว คือ ทรงแสดงไว้แล้ว
โดยมุขเปยยาล ในสิกขาวินัยสังวรแล.
อธิบายว่า ก็ศีลของพระผู้มีพระภาคเจ้า อันใคร ๆ ไม่อาจจะกำหนด
นับได้โดยสิ้นเชิง. บทว่า สมาธิวชิรูปโม ความว่า เพชรที่อยู่ ย่อมทำ
การตัดรัตนะเช่น แก้วอินทนิล แก้วไพฑูรย์ แก้วมณี แก้วผลึก และเพชรตาแมว
เป็นต้น ให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้ ฉันใด สมาธิในโลกุตตรมรรคของพระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน คือย่อมแทง ย่อมทำลาย
ย่อมตัดได้เด็ดขาดซึ่งธรรมทั้งหลายอันเป็นฝ่ายตรงกันข้ามและเป็นข้าศึก.
บทว่า อสงฺเขยฺยํ ญาณวรํ ความว่า หมู่แห่งพระญาน เช่น พระสยัม-
ภูญาณและพระสัพพัญญุตญาณเป็นต้นของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งสามารถ
เพื่อจะรู้และแทงตลอดอริยสัจ ๔ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ และสังขตธรรมและ
อสังขตธรรมทั้งหลายได้ อันบุคคลกำหนดนับไม่ได้ คือ ปราศจากการนับ
โดยประเภทเป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันเป็นต้น. บทว่า วิมุตฺติ จ อโนปมา
ความว่าวิมุตฺติ ๔ มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ไม่มีข้ออุปมา ปราศจากข้ออุปมา
เพราะพ้นจากสังกิเลสทั้งหลาย อันใคร ๆ ไม่สามารถเพื่อจะอุปมาว่า เป็น
เช่นกับสิ่งเหล่านี้. คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสีวลิเถราปทาน

351
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 352 (เล่ม 72)

วังคีสเถราปทานที่ ๔ (๕๔๔)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระวังคีสเถระ
[๑๓๔] ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระ-
พิชิตมารพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้มีจักษุในธรรม
ทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระ-
ศาสนาของพระองค์ วิจิตรไปด้วยพระอรหันต์
ทั้งหลายเหมือนคลื่นในสาคร และเหมือนดาวใน
ท้องฟ้า พระพิชิตมารผู้สูงสุด อันมนุษย์พร้อม
ทั้งทวยเทพ อสูรและนาคห้อมล้อม ในท่ามกลาง
หมู่ชนซึ่งเกลื่อนกล่นไปด้วยสมณะและพราหมณ์
พระพิชิตมารผู้ถึงที่สุดโลก ทรงทำโลก
ทั้งหลายให้ยินดีด้วยพระรัศมี พระองค์ยังดอก
ปทุม คือเวไนยสัตว์ให้ชื่นบานด้วยพระดำรัส ทรง
สมบูรณ์ด้วยเวสารัชชธรรม ๔ เป็นอุดมบุรุษ และ
ความกลัวแลความยินดีให้เด็ดขาด ทรงถึงธรรม
อันเกษม องอาจกล้าหาญ
พระผู้เลิศในโลกทรงปฏิภาณซึ่งฐานะของ
ผู้เป็นโจกอันประเสริฐและพุทธภูมิทั้งสิ้น ไม่มี
ใครจะทักท้วงได้ในฐานะไหน ๆ

352
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 353 (เล่ม 72)

เมื่อพระพุทธเจ้าผู้คงที่พระองค์นั้นบันลือ
สีหนาทอันน่าสะพรึงกลัว ย่อมไม่มีเทวดามนุษย์
หรือพรหมบันลือตอบได้
พระพุทธเจ้าผู้แกล้วกล้าในบริษัท ทรง
แสดงธรรมอันประเสริฐ ช่วยมนุษย์พร้อมทั้ง
เทวดาให้ข้ามวัฏสงสาร ทรงประกาศธรรมจักร
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสสรรเสริญคุณ
เป็นอันมากของพระสาวก ผู้ได้รับสมมติว่า เลิศ
กว่าภิกษุผู้ที่มีปฏิภาณทั้งหลาย แล้วทรงตั้งท่าน
ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ
ครั้งนั้น เราเป็นพราหมณ์ชาวเมืองหังสวดี
เป็นผู้ได้รับสมมติว่าเป็นคนดี รู้แจ้งพระเวททุก
คัมภีร์ มีนามว่า วังคีสะ เป็นที่ไหลออกแห่งนัก
ปราชญ์
เราเข้าไปเฝ้าพระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้น
สดับพระธรรมเทศนานั้นแล้วได้ปีติอันประเสริฐ
เป็นผู้ยินดีในคุณของพระสาวก จึงได้นิมนต์
พระสุคต ผู้ทำให้โลกให้เพลิดเพลิน พร้อมด้วย
พระสงฆ์ให้เสวยและฉัน ๗ วันแล้ว นิมนต์ให้
ครองผ้า.
ในครั้งนั้น เราได้หมอบลงแทบพระบาท
ทั้งสองด้วยเศียรเกล้า ได้โอกาสจึงยืนประนม

353
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 354 (เล่ม 72)

อัญชลีอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เป็นผู้ร่าเริงกล่าว
สดุดีพระชินสีห์ผู้สูงสุดว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่ไหลออกแห่งนัก-
ปราชญ์ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นฤาษีสูงสุด ข้าพระองค์ขอ
นอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เลิศกว่า
โลกทั้งปวง ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทำความไม่มีภัย
ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์
ผู้ทรงย่ำยีมารข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทำทิฏฐิให้ไหลออก ข้า-
พระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์
ผู้ทรงประทานสันติสุข ข้าพระองค์ขอนอบน้อม
แด่พระองค์.
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทำให้เป็นที่นับถือ
ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ พระ-
องค์เป็นที่พึ่งของชนทั้งหลายผู้ไม่มีที่พึ่ง ทรง
ประทานความไม่มีภัยแก่คนทั้งหลายที่กลัว เป็น
ที่คุ้นเคยของคนทั้งหลาย ที่มีภูมิธรรมสงบระงับ
เป็นที่พึ่งที่ระลึกของคนทั้งหลายผู้แสวงหาที่พึ่ง ที่
ระลึก

354
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 355 (เล่ม 72)

เราได้ชมเชยพระสัมพุทธเจ้าด้วยคำกล่าว
สดุดีมีอาทิอย่างนี้ แล้วได้กล่าวสรรเสริญพระคุณ
อันใหญ่ จึงได้บรรลุคติของภิกษุผู้กล้าว่านักพูด
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีปฏิญาณ
ไม่มีที่สิ้นสุดได้ตรัสว่า ผู้ใดเป็นผู้เลื่อมใสนิมนต์
พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยสาวก ให้ฉันสิ้น ๗ วัน
ด้วยมือทั้งสองของตน และได้กล่าวสดุดีคุณของ
เรา ปรารถนาตำแหน่งแห่งภิกษุผู้กล้ากว่านักพูด
ในอนาคตกาล ผู้นั้นจักได้ตำแหน่งนี้
สมดังมโนรถปรารถนา เขาจักได้เสวยทิพยสมบัติ
และมนุษย์สมบัติมีประมาณไม่น้อย
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดามี
พระนามว่าโคดมซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกาก-
ราช จักเสด็จอุบัติขึ้น พราหมณ์นี้จักได้เป็นธรรม
ทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรส
อันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดามี
นามชื่อว่า วังคีสะ
เราได้สดับพระพุทธพยากรณ์นั้นแล้วเป็น
ผู้มีความเบิกบาน มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุง
พระพิชิตมารด้วยปัจจัยทั้งหลายในกาลครั้งนั้น จน
ตราบเท่าสิ้นชีวิต

355