ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 326 (เล่ม 72)

ภัททิยาวรรคที่ ๕๕
๕๔๑. อรรถกถาลกุณฏกภัททิยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑ วรรคที่ ๕๕ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระลกุณฏกภัททิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร
นาม ชิโน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้าพระ-
องก์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิด
ในตระกูลที่มีโภคะมากมาย ในหังสวดีนคร บรรลุนิติภาวะแล้ว กำลังนั่ง
ฟังธรรมของพระศาสดา ได้มองเห็นภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งพระศาสดาทรงสถาปนา
ท่านไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกภิกษุผู้มีเสียงไพเราะ แม้ตนเองก็ปรารถนา
ตำแหน่งนั้นบ้างได้ถวายมหาทานอันเจือปนด้วยรสหวาน เช่น เนยใส และ
น้ำตาลกรวดเป็นต้น แต่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้ว ตั้งปณิธาน
ไว้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในอนาคตกาล แม้ข้าพระองค์ก็พึงเป็นเหมือน
ภิกษุรูปนี้ คือพึงเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุผู้มีเสียงไพเราะ ในพระศาสนาของ
พระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นว่าเขาไม่มีอันตราย
จึงทรงพยากรณ์แล้ว เสด็จหลีกไป.
เขาทำบุญไว้เป็นอันมากจนตลอดอายุแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลก
และมนุษยโลก ได้เสวยสมบัติในโลกทั้ง ๒ แล้ว ในกาลแห่งพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่า ผุสสะ เขาได้บังเกิดเป็นนกดุเหว่าสวยงาม บินมาโฉบเอา

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 327 (เล่ม 72)

ผลมะม่วงพันธุ์อร่อยไปจากพระราชอุทาน มองเห็นพระศาสดาแล้วมีใจเลื่อมใส
เกิดความคิดขึ้นว่า เราจักถวายแด่พระพุทธเจ้า. พระศาสดา ทรงทราบความ
เป็นไปทางจิตของเขา จึงทรงรับบาตรแล้วประทับนั่ง. นกดุเหว่านั้นได้วาง
ผลมะม่วงสุกลงในบาตรของพระทศพล. เพื่อจะให้เขาเกิดความโสมนัสใจ
พระศาสดาได้เสวยผลมะม่วงสุกนั้น ขณะที่เขากำลังเห็นอยู่นั้นแล. ลำดับ
นั้นนกดุเหว่านั้น มีใจเลื่อมใส ระงับยับยังอยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่ปีตินั้น
นั่นแลตลอด ๗ วัน. ด้วยบุญกรรมนั้นนั่นแหละทุก ๆ ภพที่เขาเกิดแล้ว จึง
ได้มีเสียงไพเราะ ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ เขา
ได้บังเกิดในตระกูลช่างไม้ ได้ปรากฏว่าเป็นหัวหน้าช่างไม้. เมื่อพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว เขาพูดกะพวกประชาชนผู้เริ่มจะก่อสร้างสถูปประ-
มาณ ๗ โยชน์ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นว่า
เราจักกระทำวงกลมรอบ ๑ โยชน์ และส่วนสูงอีก ๑ โยชน์. คนเหล่านั้น
ทั้งหมดได้ตั้งอยู่ในถ้อยคำของเขาแล้ว. เขาได้ช่วยกันสร้างเจดีย์อันมีประมาณ
ต่ำ แด่พระพุทธเจ้า ผู้หาประมาณมิได้ ด้วยประการฉะนี้. ด้วยกรรมอัน
นั้นทุก ๆ ที่ที่เขาได้เกิดแล้ว จึงได้มีรูปร่างประมาณต่ำกว่าคนอื่น ๆ. ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย เขาได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุล ได้
ปรากฏชื่อว่า ลกุณฏกภัททิยะ เพราะมีรูปร่างต่ำ และเพราะมีสรีระสวยงาม
คล้ายรูปเปรียบทองคำ ฉะนั้น. ในกาลต่อมาเขาได้ฟังพระธรรมเทศนาของ
พระศาสดาแล้ว ได้มีศรัทธา บวชแล้วเป็นพหูสูต เป็นพระธรรมกถึก
แสดงธรรมแก่คนเหล่าอื่นด้วยเสียงอันไพเราะ.

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 328 (เล่ม 72)

ต่อมาในวันมีมหรสพวันหนึ่ง หญิงคณิกาคนหนึ่ง นั่งรถไปกับ
พราหมณ์คนหนึ่ง เธอมองเห็นพระเถระเข้า จึงหัวเราะจนมองเห็นฟัน.
พระเถระถือเอากระดูกฟันของหญิงคนนั้นมาเป็นนิมิต ทำฌานให้บังเกิดขึ้น
แล้ว ทำฌานนั้นให้เป็นพื้นฐานเจริญวิปัสสนา ได้เป็นพระอนาคามี. ท่าน
อยู่ด้วยสติเป็นไปในกายเนือง ๆ วันหนึ่งท่านได้รับคำแนะนำพร่ำสอนจาก
ท่านพระธรรมเสนาบดี จนถึงได้ดำรงอยู่ในพระอรหัต. ภิกษุแสะสามเณรบาง
พวก ไม่รู้ว่าท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว แกล้งดึงหูท่านเสียบ้าง จับศีรษะ
จับแขน หรือจับมือและเท้าเป็นต้นสั่นเล่น เบียดเบียนบ้าง.
ท่านเป็นพระอรหัตแล้ว เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึง
เรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อนของตน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้ . บทว่า มญฺชุนาภินิกูชหํ ความว่า เราได้พูด
ได้เปล่งเสียงด้วยเสียงอัน ไพเราะน่ารัก คำที่เหลือในเรื่องนี้ พอจะกำหนดรู้
ได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาลกุณฏกภัททิยเถราปทาน
กังขาเรวตเถราปทานที่ ๒ (๒๔๕)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระกังขาเรวตเถระ
[๑๓๒] ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระ-
พิชิตมารมีพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้มีพระจักษุใน
ธรรมทั้งปวง เป็นพระผู้นำ มีพระหนุเหมือนคาง
ราชสีห์ พระดำรัสเหมือนเสียงพรหม พระสุร-

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 329 (เล่ม 72)

เสียงคล้ายเสียงหงส์และกลองใหญ่ เสด็จดำเนิน
ดุจช้าง มีพระรัศมีประหนึ่งรัศมีของจันทเทพบุตร
เป็นต้น
มีพระปรีชาใหญ่ มีความเพียรมากมี
ความเพ่งพินิจมาก มีคติใหญ่ ประกอบด้วยพระ-
มหากรุณาเป็นที่พึ่งสัตว์ กำจัดความมืดใหญ่ ได้
เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
คราวหนึ่ง พระสัมพุทธเจ้าผู้เลิศกว่า
ไตรโลก เป็นมุนี ทรงรู้จักวาระจิตของสัตว์พระ-
องค์นั้น ทรงแนะนำเวไนยสัตว์เป็นอันมาก ทรง
แสดงพระธรรมเทศนาอยู่
พระพิชิตมารตรัสสรรเสริญภิกษุผู้มีปกติ
เพ่งพินิจ ยินดีในฌาน มีความเพียรสงบระงับ
ไม่ขุ่นมัวในท่ามกลางบริษัท ทรงทำให้ประชาชน
ยินดี
ครั้งนั้น เราเป็นพราหมณ์เรียน. ไตรเพท
อยู่ในพระนครหังสวดี ได้สดับพระธรรมเทศนาก็
ชอบใจ จึงปรารถนาฐานันดรนั้น
ครั้งนั้น พระพิชิตมารผู้ทรงเป็นพระ
ผู้นำชั้นพิเศษได้ตรัสพยากรณ์ในท่ามกลางสงฆ์ว่า
จงดีใจเถิดพราหมณ์ ท่านจักได้ฐานันดรนี้ สมดัง
มโนรถความปรารถนา

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 330 (เล่ม 72)

ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดามี
พระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้า
โอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านจัก
ได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น
เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต เป็นสาวกของพระ-
ศาสดา มีนามชื่อว่าเรวตะ
เพราะกรรมที่ทำไว้ดี และเพราะการตั้ง
เจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไปยังสวรรค์
ชั้นดาวดึงส์
ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุล
กษัตริย์อันมั่งคั่งสมบูรณ์ มีทรัพย์มากมาย ใน
โลกิยนคร
ในคราวที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม
เทศนาในพระนครกบิลพัสดุ์ เราเลื่อมใสในพระ-
สุคตเจ้า จึงออกบวชเป็นบรรพชิต
ความสงสัยของเราในสิ่งที่เป็นกัปปิยะ
และอกัปปิยะนั้น ๆ มีมากมายพระพุทธเจ้าได้ทรง
แสดงธรรมอันอุดม แนะนำข้อสงสัยทั้งปวงนั้น
แต่ต่อนั้น เราก็ข้ามพ้นสงสารได้ เป็น
ผู้ยินดีด้วยความสุขในฌานอยู่ ในครั้งนั้น
พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นเรา จึงได้ตรัส
พระพุทธภาษิตว่า

330
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 331 (เล่ม 72)

ความสงสัยในโลกนี้หรือโลกอื่น ใน
ความรู้ของตนหรือในความรู้ของผู้อื่นอย่างใด
อย่างหนึ่งนั้น อันบุคคลผู้มีปรกติเพ่งพินิจ มี
ความเพียรเผากิเลสประพฤติพรหมจรรย์ ย่อมละ
ได้ทั้งสิ้น
กรรมที่ทำไว้ในกัปที่แสน ได้แสดงผล
แก่เราแล้วในอัตภาพนี้ เราพ้นกิเลสแล้วเหมือน
ลูกศรพ้นจากแล่ง ได้เผากิเลสของเราเสียแล้ว
ลำดับนั้น พระมุนีผู้มีปรีชาใหญ่ เสด็จ
ถึงที่สุดของโลก ทรงเห็นว่าเรายินดีในฌาน จึง
ทรงแต่งตั้งว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้ง หลายฝ่ายที่ได้
ฌาน
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกังขาเรวตเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประ-
การฉะนี้แล.
จบกังขาเรวตเถราปทาน
๕๔๒. อรรถกถากังขาเรวตเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระกังขาเรวตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร
นาม ชิโน ดังนี้.

331
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 332 (เล่ม 72)

แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้นี้พระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เขาได้บังเกิดใน
ตระกูลพราหมณ์. คำนั้นทั้งหมด พอจะกำหนดได้โดยง่ายตามลำดับแห่งปาฐะ
นั้นนั่นแล.
จบอรรถกถากังขาเรวตเถราปทาน
สีวลิเถราปทานที่ ๓ (๕๔๓)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระสีวลิเถระ
[๑๓๓ ] ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระพิชิต
มารพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้มีจักษุในธรรมทั้งปวง
เป็นผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ศีลของพระองค์
ใคร ๆ ก็คำนวณไม่ได้ สมาธิของพระองค์เปรียบ
ด้วยแก้ววิเชียร ฌานอันประเสริฐของพระองค์
ใคร ๆ ก็นับไม่ได้ และวิมุตติของพระองค์ก็หา
อะไรเปรียบมิได้
พระนายกเจ้าทรงแสดงธรรมในสมาคม
มนุษย์ เทวดา นาคและพรหม ซึ่งเกลื่อนกล่น
ไปด้วยสมณะและพราหมณ์
พระพุทธองค์ก็แกล้วกล้าในบริษัท ทรง
ตั้งสาวกของพระองค์ ผู้มีลาภมากมีบุญ ทรงซึ่ง
ฤทธิ์อันรุ่งเรือง ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ

332
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 333 (เล่ม 72)

ครั้งนั้น เราเป็นกษัตริย์ในพระนครหังส-
วดี ได้ยินพระพิชิตมารตรัสถึงคุณเป็นอันมากของ
พระสาวก ดังนั้น จึงได้นิมนต์พระชินสีห์พร้อม
ทั้งพระสาวก ให้เสวยและฉันถึง ๗ วัน ครั้น
ถวายมหาทานแล้วก็ได้ปรารถนาฐานันดรนั้น
พระธีรเจ้าผู้ประเสริฐกว่าบุรุษ ทอดพระ-
เนตรเห็นเราหมอบอยู่แทบพระบาทในคราวนั้น
จึงได้ตรัสพระดำรัสด้วยพระสุรเสียงอันดัง
ลำดับนั้น มหาชน ทวยเทพ คนธรรพ์
พรหมผู้มีฤทธิ์มากและสมณพราหมณ์ ผู้ใคร่จะฟัง
พระพุทธพจน์ ต่างประณตน้อมถวายนมัสการ
ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษผู้เป็นอาชาไนย
ข้าพระองค์ทั้งหลายขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้า
แต่พระองค์ผู้เป็นอุดมบุรุษ ข้าพระองค์ทั้งหลาย
ขอนอบน้อมแด่พระองค์
พระมหากษัตริย์ได้ถวายทานกว่า ๗ วัน
ข้าพระองค์ทั้งหลายประสงค์จะฟังผลของมหาทาน
นั้น ข้าแต่พระมหามุนีขอได้ทรงโปรดพยากรณ์
เถิด
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า
ท่านทั้งหลายจงคอยสดับภาษิตของเรา ทักษิณาที่

333
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 334 (เล่ม 72)

ตั้งไว้ในพระพุทธเจ้าผู้มีคุณหาประมาณมิได้พร้อม
ทั้งพระสงฆ์ ใครเล่าจะเป็นผู้ถือเอามากล่าว
เพราะทักษิณานั้น มีผลหาประมาณมิได้ อีกประ-
การหนึ่งกษัตริย์ผู้มีโภคะมานี้ ทรงปรารถนา
ฐานันดรอันอุดมว่า ถึงเราก็พึงเป็นผุ้ได้ลาภมาก
เหมือนภิกษุชื่อสุทัสสนะฉะนั้นเถิด มหาบพิตร
จักได้ฐานันดรนี้ในอนาคต
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ไปพระศาสดามี
พระนามว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์ของพระเจ้า
โอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
กษัตริย์องค์นี้จักได้เป็นธรรมทายาทของ
พระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรม
เนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดา นามชื่อว่า
สีวลี
เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว และเพราะ
การตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้
ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้พระโลกนายก
พระนามว่าวิปัสสี ผู้มีพระเนตรงดงาม ทรงเห็น
แจ้งธรรมทั้งปวง ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

334
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 335 (เล่ม 72)

ครั้งนั้น เราเป็นคนโปรดปรานของสกุล
หนึ่งในพระนครพันธุมวดี และเป็นคนที่หมั่น
ขยันขวนขวายในกิจการงาน ครั้งนั้น พระราชา
พระองค์หนึ่งตรัสสั่งให้นายช่างสร้างพระอาราม
ซึ่งปรากฏว่าใหญ่โต ถวายสมเด็จพระวิปัสสี
ผู้แสวงหาประโยชน์ใหญ่
เมื่อการสร้างพระอารามสำเร็จแล้ว ชน
ทั้งหลายได้ถวายมหาทานซึ่งเข้าใจว่าของเคี้ยว
ชนทั้งหลาย ค้นคว้าหานมส้มใหม่และน้ำผึ้ง
ไม่ได้ เวลานั้น เราถือนมส้มใหญ่และน้ำผึ้งไป
เรือนของนายงาน ชนทั้งหลายที่แสวงหานมส้ม
ใหญ่และน้ำผึ้งพบเราเข้า ของสองสิ่งเขาได้ให้
ราคาตั้งพันกหาปณะก็ยังไม่ได้ไป
ครั้งนั้น เราคิดว่าของสองสิ่งนี้เราไม่มี
กะใจที่จะขายมัน ชนเหล่านี้ทั้งหมดสักการะพระ-
ตถาคต ฉันใด แม้เราก็จะทำสักการะในพระผู้นำ
โลกกับพระสงฆ์ ฉันนั้นก็เหมือนกัน
ครั้งนั้น เราได้นำเอาไปแล้ว ผสมนม
ส้มกับน้ำผึ้งป่าด้วยกัน แล้วถวายแด่พระโลกนาถ
พร้อมทั้งพระสงฆ์

335