ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 316 (เล่ม 72)

ครั้งนั้น อายุของสัตว์แสนปี พระชินสีห์
พระองค์นั้น เมื่อดำรงพระชนม์อยู่โดยกาลประมาณ
เท่านั้น ได้ทรงยังประชุมชนเป็นอันมาก ให้ข้าม
พ้นวัฏสงสารไปได้
ครั้งนั้น เราเป็นผู้ประกอบในหนทาง
แห่งการงานของบุคคลอื่น ในสกุลหนึ่ง ใน
พระนครหังสวดี ทรัพย์สินอะไร ๆ ของเราไม่มี
เราอาศัยอยู่ที่พื้นซึ่งเขาทำไว้ที่หอฉัน
เราได้ก่อไฟที่พื้นหอฉันนั้น พื้นศิลาจึงดำไป
เพราะไฟลน
ครั้งนั้น พระโลกนาถผู้ประกาศสัจจะ ๔
ได้ตรัสสรรเสริญพระสาวกผู้ทรงจีวรเศร้าหมองใน
ประชุมชน
เราชอบใจในคุณของท่าน จึงได้ปฏิบัติ
พระตถาคต ปรารถนาฐานันดรอันสูงสุด คือความ
เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ ได้ตรัสกะพระสาวกทั้งหลายว่า จง
ดูบุรุษนี้ ผู้มีผ้าห่มน่าเกลียด ผอมเกร็ง มีหน้า
ผ่องใสเพราะปีติ ประกอบด้วยทรัพย์คือศรัทธา มี
กายและใจสูง เพราะปีติ ร่าเริง ไม่หวั่นไหว
หนาแน่นไปด้วยธรรมที่เป็นสาระ

316
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 317 (เล่ม 72)

บุรุษนี้ชอบใจในคุณของภิกษุผู้ทรงจีวร
เศร้าหมอง ปรารถนาฐานันดรนั้นอย่างจริงใจ
เราได้ฟังพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว ก็เบิก
บาน ถวายบังคมพระพิชิตมารด้วยเศียรเกล้า ทำ
แต่กรรมที่ดีงามในศาสนาของพระชินเจ้าตราบ
เท่าสิ้นชีวิต
เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการ
ตั้งเจตนจำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เพราะกรรมคือการเอาไฟลนพื้นที่หอฉัน
เราจึงถูกเวทนาเบียดเบียน ไหม้แล้วในนรกพันปี
ด้วยเศษกรรมที่เหลือนั้น เราเป็นมนุษย์
เกิดในสกุล จึงเป็นผู้มีรอยเครื่องหมายถึง ๕๐๐
ชาติโดยลำดับ
เพราะอำนาจกรรมนั้น เราจึงเป็นผู้เพียบ
พร้อมด้วยโรคเรื้อน เสวยมหันต์ทุกข์ถึง ๕๐๐ ชาติ
เหมือนกัน
ในภัทรกัปนี้ เรามีจิตเลื่อมใส เลี้ยงดู
พระอุปริฏฐะผู้มียศ ให้อิ่มหนำด้วยบิณฑบาต
เพราะเศษกรรมที่ยังเหลือนั้น และ
เพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว
ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

317
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 318 (เล่ม 72)

เมื่อถึงภพสุดท้าย ได้บังเกิดในสกุล
กษัตริย์ เมื่อพระชนกล่วงไปแล้วก็ได้เป็นพระ-
มหาราชา
เราถูกโรคเรื้อนครอบงำ กลางคืนไม่ได้
รับความสุข เพราะสุขที่เกิดจากความเป็นพระ-
เจ้าแผ่นดินหาประโยชน์นั้นได้ ฉะนั้น เราจึงชื่อว่า
โมฆราช
เราเห็นโทษของร่างกาย จงได้บวชเป็น
บรรพชิต มอบตัวเป็นศิษย์ของพราหมณ์พาวรี
ผู้ประเสริฐ เราเข้าไปเฝ้าพระผู้นำนรชนพร้อม
ด้วยบริวารเป็นอันมาก ได้ทูลถามปัญหาอัน
ละเอียดลึกซึ้งว่า
โลกนี้ โลกหน้า พรหมโลกกับทั้ง
เทวโลก ข้าพระองค์ไม่ทราบความเห็นของพระ
องค์ ผู้ทรงพระนามว่าโคดม ผู้มียศ
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงได้มีปัญหามาถึงพระ-
องค์ ผู้ทรงเห็นล่วงสามัญชน ข้าพระองค์จะ
พิจารณาเห็นโลกอย่างไร มัจจุราชจึงจะไม่เห็น
พระพุทธเจ้าผู้ทรงรักษาโรคทุกอย่างให้
หายได้ ได้ตรัสกะเราว่า ดูก่อนโมฆราช ท่านจง
เป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พิจารณาเห็นโลกโดยความ

318
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 319 (เล่ม 72)

เป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นว่าตัวตนเสีย
บุคคลพึงข้ามพ้นมัจจุราชไปได้ด้วยอุบายเช่นนี้
ท่านพิจารณาเห็นโลกอย่างนี้ มัจจุราชจึง
จะไม่เห็น เราเป็นผู้ไม่ผมและหนวด นุ่งผ้า
กาสาวพัสตร์ เป็นภิกษุพร้อมกับเวลาจบพระคาถา
เราเป็นผู้ถูกโรคเบียดเบียน ถูกเขาว่า
กล่าวว่า วิหารอย่าเสียหายเสียเลย จึงไม่ได้อยู่
ในวิหารของสงฆ์ เรานำเอาผ้ามาจากกองหยาก
เยื่อ ป่าช้าและหนทาง แล้วทำผ้าสังฆาฏิด้วยผ้า
เหล่านี้ ทรงจีวรที่เศร้าหมอง
พระผู้นำชน พิเศษเป็นนายแพทย์ใหญ่
ทรงพอพระทัยในคุณอันนั้นของเรา จึงทรงตั้งเรา
ไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย
ฝ่ายที่ทรงจีวรเศร้าหมอง
เราสิ้นบุญและบาป หายโรคทุกอย่าง ไม่
มีอาสวะ ดับสนิทเหมือนเปลวไฟที่มอดเชื้อ
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโมฆราชเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบโมฆราชเถราปทาน

319
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 320 (เล่ม 72)

อรรถกถาโมฆราชเถราปทาน
อปทานของท่านพระโมฆราชเถระที่ ๑. มีเนื้อความพอที่จะกำหนด
ได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาโมฆราชเถราปทาน
จบอรรถกถากัจจายนวรรคที่ ๕๔
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. มหากัจจายนเถราปทาน ๒. วักลลิเถราปทาน ๓. มหากัปปิน-
เถราปทาน ๔. ทัพพมัลลปุตตเถราปทาน ๕. กุมารกัสสปเถราปทาน
๖. พาหิยเถราปทาน ๗. มหาโกฏฐิตเถราปทาน ๘. อรุเวลกัสสปเถราปทาน
๙. ราธเถราปทาน ๑๐. โมฆราชเถราปทาน.
ในวรรคนี้ บัณฑิตประมวลคาถาได้ ๓๖๒ คาถา
จบกัจจายนวรรคที่ ๕๔

320
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 321 (เล่ม 72)

ภัททิยวรรคที่ ๕๕
ลกุณฏกภัททิยเถราปทานที่ ๑ (๕๔๑)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระลกุณฏกเถระ
[๑๓๑] ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระ-
พิชิตมาร พระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรู้จบธรรม
ทั้งปวง เป็นพระผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก
ครั้งนั้น เราเป็นบุตรเศรษฐี มีทรัพย์มาก
ในพระนครหังสวดี เที่ยวเดินพักผ่อนอยู่ ได้ไป
ถึงสังฆาราม
คราวนั้น พระผู้นำ ผู้ส่องโลกให้โชติช่วง
พระองค์นั้น ทรงแสดงธรรมเทศนา ได้ตรัส
สรรเสริญพระสาวกผู้ประเสริฐกว่าภิกษุทั้งหลาย
ที่มีเสียงไพเราะ
เราได้สดับพระธรรมเทศนานั้นแล้วก็
ชอบใจ จึงได้ทำสักการะแก่พระองค์ผู้แสวงหา
คุณอันใหญ่ ถวายบังคมพระบาททั้งสองของ
พระศาสดาแล้ว ปรารถนาฐานันดรนั้น
ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้นำชั้น
พิเศษ ได้ตรัสพยากรณ์ในท่ามกลางพระสงฆ์ว่า
ในอนาคตกาล ท่านจักได้ฐานันดรนี้สมดังมโนรถ
ความปรารถนา

321
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 322 (เล่ม 72)

ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระศาสดา
พระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้า
โอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เศรษฐีบุตร
ผู้นี้ จักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระ-
องค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต เป็นสาวก
ของพระศาสดา มีนามชื่อว่า ภัตทิยะ
เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้พระพิชิตมาร
พระนามว่าผุสสะ เป็นผู้นำยากที่จะหาผู้เสนอ
ยากที่จะข่มขี่ได้ สูงสุดกว่าโลกทั้งปวงได้เสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว
และพระพุทธองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยจรณะ
เป็นผู้ประเสริฐเที่ยงตรง ทรงมีความเพียรเผา
กิเลสทรงแสวงหาประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์
ทรงเปลื้องสัตว์เป็นอันมากจากกิเลสเครื่องจองจำ
เราเกิดเป็นนกดุเหว่าขาวในพระอาราม
อันน่าเพลิดเพลินเจริญใจ ของพระผุสสสัมมา-
สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น เราอยู่ที่ต้นมะม่วงใกล้
พระคันธกุฎี
ครั้งนั้น เราเห็นพระพิชิตมารผู้สูงสุด
เป็นพระทักขิไณยบุคคล เสด็จพระราชดำเนินไป

322
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 323 (เล่ม 72)

บิณฑบาต จึงทำจิตให้เลื่อมใส แล้วร้องด้วย
เสียงอันไพเราะ
ครั้งนั้น เราบินไปสวนหลวง คาบผล
มะม่วงที่สุกดีมีเปลือกเหมือนทองคำมาแล้ว น้อม
เข้าไปถวายแด่พระสัมพุทธเจ้า
เวลานั้นพระพิชิตมารผู้ประกอบด้วยพระ-
กรุณา ทรงทราบวาระจิตของเรา จึงทรงรับบาตร
จากมือของภิกษุอุปัฏฐาก
เรามีจิตร่าเริงถวายผลมะม่วงแด่พระมหา-
มุนี เราใส่บาตรแล้วก็ประนมปีก ร้องด้วยเสียง
อันไพเราะ น่ายินดี เสนาะน่าฟัง เพื่อบูชา
พระพุทธเจ้า แล้วไปนอนหลับ
ครั้งนั้น นกเหยี่ยวผู้มีใจชั่วช้าได้โฉบ
เอาเรา ผู้มีจิตเบิกบาน มีอัธยาศัยไปสู่ความรัก
พระพุทธเจ้า แล้วไปนอนหลับ
เราจุติจากอัตภาพนั้นไปเสวยมหันตสุข
ในสวรรค์ชั้นดุสิต แล้วมาสู่กำเนิดมนุษย์ เพราะ
กรรมนั้นพาไป
ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้มีพระนาม
ตามพระโคตรว่ากัสสปะ เป็นเผ่าพันธุ์พรหม มี
พระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ ได้เสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว

323
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 324 (เล่ม 72)

พระองค์ทรงยังพระศาสนาให้โชติช่วง
ครอบงำเดียรถีย์ผู้หลอกลวง ทรงแนะนำเวไนย-
สัตว์ พระองค์พร้อมทั้งพระสาวกปรินิพพานแล้ว
เมื่อพระพุทธองค์ผู้เลิศในโลกปรินิพพาน
แล้ว ประชุมชนเป็นอันมากที่เลื่อมใส จักทำ
พระสถูปของพระศาสด เพื่อต้องการจะบูชา
พระพุทธเจ้า
เขาปรึกษากันอย่างนี้ว่า จักช่วยกันทำ
พระสถูปของพระศาสดา ผู้แสวงหาพระคุณ
อันใหญ่ ให้สูงเจ็ดโยชน์ ประดับด้วยแก้ว ๗
ประการ
ครั้งนั้น เราเป็นจอมทัพของพระเจ้า
แผ่นดินแคว้นกาสี พระนามว่ากิกี ได้พูดลด
ประมาณ ที่พระเจดีย์ของพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มี
ประมาณเสีย
ครั้งนั้น ชนเหล่านั้นได้ช่วยกันทำเจดีย์
ของพระศาสดา ผู้มีพระปัญญากว่านรชน สูง
โยชน์เดียว ประดับด้วยรัตนะนานาชนิด ตาม
ถ้อยคำของเรา
เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 325 (เล่ม 72)

ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุล
เศรษฐีอันมั่งคั่งสมบูรณ์ มีทรัพย์มากมาย ใน
พระนครสาววัตถีอันประเสริฐ
เราได้เห็นพระสุคต เจ้าในเวลาเสด็จเข้า
พระนครก็อัศจรรย์ใจ จึงบรรพชา ไม่นานก็ได้
บรรลุอรหัต
เพราะกรรมคือการลดประมาณ ของพระ-
เจดีย์เราได้ทำไว้ เราจึงมีร่างกายต่ำเตี้ย ควรจะ
เป็นร่างกายกลม
เราบูชาพระพุทธเจ้าสูงสุดด้วยเสียงอัน
ไพเราะจึงได้ถึงความเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย
ที่มีเสยงไพเราะ
เพราะการถวายผลไม้แด่พระพุทธเจ้า
และเพราะการอนุสรณ์ถึงพระพุทธคุณ เราจึง
สมบูรณ์ด้วยสามัญผล ไม่มีอาสวะอยู่
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระลกุณฏกภัททิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบลกุณฏกภัททิยเถราปทาน

325