ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 226 (เล่ม 72)

ภิกษุผู้มากไปด้วยความปราโมทย์
เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จะพึงบรรลุบทอัน
สงบ อันเข้าไประงับสังขารเป็นสุขได้ ดังนี้.
ทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า มานี่เถิด วักกลิ. พระเถระได้เกิดปีติและโสมนัสใจ
เป็นกำลังว่า เราจะได้เห็นพระทศพลแล้ว ความไม่เสื่อมเราได้แล้ว ด้วย
พระดำรัสว่า จงมา ดังนี้แล้วคิดว่า เราจะไปทางไหน แล้วไม่รู้หนทางที่ตน
จะไปเฝ้า จึงไปในอากาศเฉพาะพระพักตร์พระศาสดา โดยเอาเท้าข้างหนึ่ง
เหยีนบบนภูเขา รำพึงถึงพระคาถาที่พระศาสดาได้ตรัสแล้ว ข่มปีติในอากาศ
นั่นแล บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา แล้วข่มเรื่องที่ว่ามานี้ มา
ในอรรถกถาอังคุตตรนิกาย และในอรรถกถาธรรมบทแล.
ส่วนในอรรถกถานี้ นักศึกษาพึงทราบอย่างนี้ว่า พระวักกลิพอได้รับ
พระโอวาทจากพระศาสดา โดยนัยเป็นต้นว่า กึ เต วกฺกลิ อิมินา ปูติกาเยน
ทิฏฺเฐน ดูก่อนวักกลิ จะมีประโยชน์อะไร ด้วยการที่เธอต้องมาดูร่างกายอัน
เปื่อยเน่านี้ ดังนี้แล้ว ก็อยู่บนภูเขาคิชฌกูฏเริ่มเจริญวิปัสสนา เพราะความที่
เธอมีศรัทธาหนักมากไป วิปัสสนาจึงไม่หยั่งลงสู่วิถี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ทราบเรื่องนั้นแล้ว ได้ทรงประทานให้เธอชำระกัมมัฏฐานใหม่. พระวักกลินั้น
ไม่สามารถจะทำวิปัสสนาให้ถึงที่สุดได้เลยทีเดียว.
ต่อมาอาพาธเนื่องด้วยลม เกิด ขึ้นแก่เธอ เพราะความบกพร่องแห่ง
อาหาร (ท้องว่าง) พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าเธอถูกอาพาธเนื่องด้วย
โรคลมเบียดเบียน จึงเสด็จไปในที่นั้น เมื่อจะตรัสถาม จึงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุ เมื่อเธออยู่ในป่าใหญ่ ซึ่ง
เป็นที่ปราศจากโคจร เป็นที่เศร้าหมอง ถูกโรคลม
ครอบงำจักทำอย่างไร
พระเถระได้สดับพระดำรัสนั้นแล้ว จึงกราบทูลด้วยคาถา ๔ คาถาว่า

226
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 227 (เล่ม 72)

ข้าพระองค์จะทำปีติและความสุข
ไพบูลย์ให้แผ่ไปสู่ร่างกาย ครอบงำปัจจัยอัน
เศร้าหมองอยู่ในป่าใหญ่
จักเจริญสติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕
และโพชฌงค์ ๗ อยู่ในป่าใหญ่
เพราะได้เห็นภิกษุทั้งหลายผู้ปรารถนาความ
เพียร มีใจเด็ดเดี่ยว มีความบากบั่นมั่นเป็นนิตย์
ความพร้อมเพรียงกัน มีความเห็นร่วมกัน ข้า
พระองค์จึงจักอยู่ในป่าใหญ่
เมื่อข้าพระองค์ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้นี้
พระองค์อันฝึกแล้ว มีพระหทัยตั้งมั่น จึงเป็น
ผู้ไม่เกียจคร้านตลอดทั้งกลางคืนและกลางวัน อยู่
ในป่าใหญ่ ดังนี้.
เนื้อความแห่งคาถาเหล่านั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในอรรถกถาเถรคาถา
แล้วแล. พระเถระ พยายามเจริญวิปัสสนาอย่างนี้ ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว.
พระวักกลิเถระนั้น ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ได้ระลึกถึงบุญกรรม
ของตน เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติ
มาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อิโต สตสหสฺสมฺหิ ดังนี้ . บรรดา
บทเหล่านั้น บทว่า อิโต ความว่า ในที่สุดแสนกัป ภายหลังแต่ภัทรกัปที่
พระกกุสันธพุทธเจ้าเป็นต้น เสด็จอุบัติแล้วไป. บทว่า ปทุมาการวทโน ได้แก่
มีพระพักตร์มีความงดงามดุจดอกปทุมที่เบ่งบานดีแล้ว. บทว่า ปทุมปตฺตกฺโข
ความว่า มีพรเนตรเช่นกับดอกและใบปทุมขาว. บทว่า ปทุมุตฺตรคนฺโธ ว
ความว่า มีพระโอษฐ์มีกลิ่นคล้ายกลิ่นดอกปทุม. บทว่า อนฺธานํ นยนูปโม

227
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 228 (เล่ม 72)

ความว่า เป็นเสมือนนัยน์ตาของปวงสัตว์ผู้ปราศจากนัยน์ตา (คนตาบอด) คือ
ทรงประทานจักษุมีปัญญาจักษุเป็นต้น ให้ปวงสัตว์ทั้งหลาย ด้วยพระธรรม
เทศนา. บทว่า สนฺตเวโส ได้แก่ ทรงมีความสงบระงับเป็นสภาพ คือ ทรงมีพระ
อิริยาบถอันสงบ. บทว่า คุณนิธี ได้แก่ เป็นที่ฝังแห่งพระคุณทั้งหลาย, อธิบายว่า
เป็นที่รองรับหมู่แห่งพระคุณทั้งหมด. บทว่า กรุณามติอากโร ความว่า เป็น
บ่อเกิด คือ เป็นที่รองรับซึ่งความกรุณา กล่าวคือการยังจิตของสาธุชนทั้งหลาย
ให้หวั่นไหว และเป็นที่รองรับซึ่งมติอันเป็นเครื่องกำหนดประโยชน์และตัด
เสียซึ่งสิ่งอันหาประโยชน์มิได้. บทว่า พฺรหฺมาสุรสุรจฺจิโต ความว่าเป็นผู้อัน
พรหม อสูร และเทวดาเคารพ คือบูชาแล้ว. บทว่า นธุเรน รุเตน จ เชื่อม
ความว่า ทรงยังประชาชนทั้งหมดให้ยินดีด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะเสนาะดุจ
นกการเวก. บทว่า สนฺถวี สาวกํ สกํ ความว่า ได้ทรงชมเชย คือ ทรง
กระทำการชมเชยสาวกของพระองค์ด้วยพระธรรมเทศนาอันไพเราะเพราะพริ้ง.
บทว่า สทฺธาธิมุตโต ความว่า น้อมใจตั้งมั่นในพระศาสนาด้วยศรัทธาคือ
การน้อมใจเธอ. บทว่า มม ทสฺสนลาลโส ความว่า ขวนขวายมีใจจดจ่อใน
การดูเรา. บทว่า ตํ ฐานภิโรจยึ ความว่า เราชอบใจ ต้องการปรารถนา
ตำแหน่งสัทธาธิมุตนั้น. บทว่า ปีตมฏฺฐนิวาสนํ ความว่า ผู้นุ่งผ้ามีสีดุจ
ทองคำเนื้อเกลี้ยง. บทว่า เหมยญฺโญปจิตงฺคํ ความว่า มีอวัยวะอันบุญสร้างสม
ให้คล้ายกับสายสร้อยทองคำ. บทว่า โนนีตสุขุมาลํ มํ ความว่า ผู้มีมือและ.
เท้าอันละเอียดอ่อนดุจเนยข้น. บทว่า ชาตปลฺลวโกมลํ ความว่า นุ่มนิ่มอ่อน
ดุจความอ่อนของใบอโศกอ่อน ๆ ฉะนั้น. บทว่า ปิสาจีภยตชฺชิตา ความว่า
ในคราวที่หญิงแม่มดอื่น คือราษสตนหนึ่ง คุกคามทำให้เราผู้เป็นกุมารมีความ
กลัว มารดาบิดาได้ให้เรานอนใกล้บาทมูลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้แสวง
คุณใหญ่อธิบายว่า มารดาบิดาของเราผู้มีจิตหวาดกลัวได้กราบทูลว่า ข้าแต่

228
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 229 (เล่ม 72)

พระโลกนาถ พระผู้นำของชาวโลก หม่อมฉันขอถวายทารกนี้แด่พระองค์
ขอพระองค์จงทรงเป็นที่พึ่งของทารกนี้ด้วยเถิด. บทว่า ตทา ปฏิคฺคหิ โส มํ
ความว่า ในคราวที่มารดาถวายเราแล้วนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ได้ทรงรับเราด้วยผ่าพระหัตถ์อันอ่อนนุ่มบริสุทธิ์ มีตาข่าย คือประกอบด้วย
ตาข่ายที่ท่านกำหนดด้วยจักรลักษณะเป็นต้น. บทว่า สพฺพปารมิสมฺภูตํ ความ
ว่า อันบังเกิดพร้อมด้วยพระบารมีทุกอย่าง มีทานบารมีเป็นต้น. บทว่า
นีลกฺขินยนํ วรํ ได้แก่ มีดวงตาสีเขียวอันอุดม เกิดแต่บุญสมภาร. บทว่า
สพฺพสุภากิณฺณํ ความว่า ได้ดูพระรูปเช่น พระหัตถ์ พระบาท และพระ-
เศียรเป็นต้นของพระผู้มีพระภาคเจ้า อันลึกซึ้งเกลื่อนกล่นไปด้วยพระวรรณะ
สัณฐานอันงดงามพร้อมสรรพ. เชื่อมความว่า เรา (ดู) อยู่ ไม่ถึงความอิ่ม.
บทว่า ตทา นํ จรณนฺตโค ความว่า เมื่อเราได้บรรลุพระอรหัต
แล้วนั้น ได้ทรงทำที่สุดแห่งจรณะธรรม ๑๕ ประการมีศีลเป็นข้อต้น อธิบาย
ว่า บรรลุถึงที่สุด คือบำเพ็ญจนเต็มบริบูรณ์. บาลีเป็น มรณนฺตโค ดังนี้
ก็มี อธิบายว่า ถึงที่สุดแห่งความตายนั้น ก็คือพระนิพพาน เธอมีความว่าได้
ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกภิกษุผู้เป็นสัทธาธิมุต. มีคำที่ท่านกล่าว
อธิบายไว้ว่า ลำดับนั้น พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรง
สถาปนาเราไว้ในตำแหน่งที่เลิศด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วักกลิ
เป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เป็นสัทธาธิมุตแล. คำที่เหลือมีเนื้อความ
พอกำหนดรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาวักกลิเถราปทาน

229
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 230 (เล่ม 72)

มหากัปปิยเถราปทานที่ ๓ (๕๓๓)
ว่าด้วยบุพจริยาของมหากัปปินเถระ
[๑๒๓] พระพิชิตมารผู้ทรงรู้จักธรรม
ทั้งปวงพระนามว่า ปทุมุตตระ ปรากฏในอัชฎากาศ
เหมือนพระอาทิตย์ ปรากฏในอากาศในสรทกาล
ฉะนั้น
พระองค์ยังดอกบัวคือเวไนยสัตว์ให้บาน
ด้วยพระญาณนี้คือพระดำรัส สมเด็จพระโลกนายก
ทรงยังเปือกตม คือกิเลสให้แห่งไปด้วยพระรัศมี
คือพระปรีชา
ทรงกำจัดยศของพวกเดียรถีย์เสียด้วย
พระญาณปานดังเพชร เหมือนพระอาทิตย์กำจัด
ความมืด ฉะนั้นสมเด็จพระทิพากรเจ้าทรงส่อง
แสงสว่างจ้าทั้งกลางคืน และกลางวัน ในที่ทุก
หนทุกแห่ง
เป็นบ่อเกิดแห่งคุณเหมือนสาครเป็นบ่อ
เกิดแห่งรัตนะ ทรงยังเมฆ คือ ธรรมให้ตกลง
เพื่อหมู่สัตว์ เหมือนเมฆยังฝนให้ตก ฉะนั้น
ครั้งนั้น เราเป็นผู้พิพากษาอยู่ในพระ
นครหังสวดี ได้เข้าไปฟังธรรมของพระพุทธเจ้า
ผู้มีพระนามว่า ปทุมุตตระ ซึ่งกำลังประกาศคุณ

230
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 231 (เล่ม 72)

ของพระสาวกผู้มีสติ ผู้กล่าวสอนภิกษุทั้งหลาย
อยู่ ทรงยังใจของเราให้ยินดี
เราได้ฟังแล้วเกิดปีติโสมนัส นิมนต์
พระตถาคตพร้อมด้วยศิษย์ ให้เสวยและฉันแล้ว
ปรารถนาฐานนันดรนั้น
ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีส่วนเสมอ
ด้วยหงส์ มีพระสุรเสียงเหมือนหงส์และมโหรทึก
ได้ตรัสว่า จงดูมหาอำมาตย์ผู้นี้ ผู้แกล้วกล้าใน
การตัดสินหมอบอยู่แทบเท้าของเรา มีประกายดุจ
ลอยขึ้นและมีใจสูงด้วยปีติ วรรณะเหมือนแสง
แห่งแก้วมุกดา งดงาม นัยน์ตาและหน้าผ่องใส
มีบริวารเป็นอันมาก ทำราชการ มียศ
ใหญ่ มหาอำมาตย์นี้เขาปรารถนาตำแหน่งภิกษุ
ผู้ให้โอวาทแก่ภิกษุ เพราะพลอยยินดีด้วย
ด้วยการบริจาคบิณฑบาตนี้ และด้วยการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ เขาจักไม่เข้าถึงทุคติเลยตลอด
แสนกัป
จักเสวยความเป็นผู้มีโชคดีในหมู่ทวยเทพ
และจักเสวยความเป็นใหญ่ในหมู่มนุษย์ จักบรรลุ
ถึงนิพพาน ด้วยผลกรรมส่วนที่เหลือ
ในแสนกัปแต่กัปนี้ พระศาสดามีพระ-
นามชื่อว่า โคดม ทรงสมภพในวงศ์พระเจ้า
โอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก

231
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 232 (เล่ม 72)

มหาอำมาตย์นี้ จักเป็นธรรมทายาทของ
พระศาสดาพระองค์นั้นจักเป็นโอรสอันธรรม
เนรมิต จักมีนามว่า กัปปินะ เป็นสาวกของพระ-
ศาสดา
ต่อแต่นั้น เราก็ได้ทำสักการะด้วยดีใน
พระศาสนาของพระชินสีห์ ละร่างมนุษย์แล้ว
ได้ไปสวรรค์ชั้นดุสิต
เราครองราชย์ในเทวดาและมนุษย์โดย
เป็นส่วน ๆ แล้วเกิดในสกุลช่างหูก ที่ตำบลบ้าน
ใกล้พระนครพาราณสี
เรากับภรรยามีบริวารแสนคน ได้อุปัฏ-
ฐากพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์
ได้ถวายโภชนาหารตลอดไตรมาส แล้ว
ให้ครองไตรจีวร เราทั้งหมดจุติจากอัตภาพนั้น
แล้ว ได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นไตรทส
เราทั้งหมดจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว กลับมา
เป็นมนุษย์อีก พวกเราเกิดในกุกกุฏบุรี ข้างป่า
หิมพานต์
เราได้เป็นราชโอรสผู้มียศใหญ่ พระนาม
ว่ากัปปินะ พวกที่เหลือเกิดในสกุลอำมาตย์ เป็น
บริวารของเรา

232
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 233 (เล่ม 72)

เราเป็นผู้ถึงความสุขอันเกิดแต่ความเป็น
มหาราชา ได้สำเร็จสิ่งที่ต้องประสงค์ทุกประการ
ได้สดับข่าวการอุบัติของพระพุทธเจ้าที่พวกพ่อค้า
บอกดังนี้ว่า
พระพุทธเจ้าผู้เอกอัครบุคคลไม่มีใคร
เสมอเสมือน เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระองค์
ทรงประกาศพระสัทธรรมอันเป็นธรรมไม่ตาย
เป็นอุดมสุข
และสาวกของพระองค์เป็นผู้หมั่นขยัน
พ้นทุกข์ไม่มีอาสวกิเลส ครั้นเราได้สดับคำของ
พ่อค้าเหล่านั้นแล้ว ได้ทำการสักการะพวกพ่อค้า
สละราชสมบัติพร้อมด้วยอำมาตย์ เป็น
พุทธมามกะ พากันออกเดินทาง ได้พบแม่น้ำ
มหาจันทานที มีน้ำเต็มเปี่ยมเสมอขอบฝั่ง ทั้ง
ไม่มีท่าน้ำ ไม่มีแพ ข้ามได้ยาก มีกระแสน้ำไหล
เชี่ยว เราระลึกถึงพระพุทธคุณแล้ว ข้ามแม่น้ำ
ไปไดโดยสวัสดี
ถ้าพระพุทธองค์ทรงข้ามกระแสน้ำคือภพ
ไปได้ ถึงที่สุดแห่งโลก ทรงรู้แจ้งชัดไซร้ ด้วย
สัจวาจานี้ ขอให้การไปของเราจงสำเร็จ
ถ้ามรรคเป็นเครื่องให้สัตว์ถึงความสงบ
ได้ เป็นเครื่องให้โมกขธรรม เป็นธรรมอันสงบระงับ

233
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 234 (เล่ม 72)

นำความสุขมาให้ได้ไซร้ ด้วยสัจวาจานี้ ก็
ขอให้การไปของเราจงสำเร็จ
ถ้าพระสงฆ์เป็นผู้ข้ามพ้นทางกันดารไป
ได้ เป็นเนื้อนาบุญอันเยี่ยมไซร้ ด้วยสัจวาจานี้
ขอให้การไปของเราจงสำเร็จ
พร้อมกับที่เราได้ทำสัจจะอันประเสริฐ
ดังนี้ น้ำได้ไหลหลีกออกไปจากหนทาง ลำดับ
นั้น เราได้ข้ามไปขึ้นฝั่งแม่น้ำอันน่ารื่นรมย์ใจได้
โดยสะดวก
ได้พบพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่เหมือน
พระอาทิตย์ที่กำลังอุทัย ดังภูเขาทองที่ลุกโพลง
ฉะนั้น
เหมือนประทีปด้ามที่ถูกไฟไหม้โชติช่วง
อันสาวกแวดล้อมเปรียบดังพระจันทร์ที่ประกอบ
ด้วยดวงดาว ยังเทวดาและมนุษย์ให้เพลิดเพลิน
ปานท้าววาสวะ ผู้ยังฝนคือรัตนะให้ตกลงฉะนั้น
เราพร้อมด้วยอำมาตย์ถวายบังคมแล้ว
เฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ลำดับนั้น พระ-
พุทธเจ้าทรงทราบอัธยาศัยของเราได้แสดงพระ-
ธรรมเทศนา
เราฟังธรรมอันปราศจากมลทินแล้ว ได้
กราบทูลพระพิชิตมารว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ขอ

234
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 235 (เล่ม 72)

ได้ทรงโปรดให้พวกข้าพระองค์ได้บรรพชาเถิด
พวกข้าพระองค์เป็นผู้ลงสู่ภพแล้ว
พระมหามุนีผู้สูงสุดได้ตรัสว่า ท่าน
ทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดี
แล้ว ท่านทั้งหลายจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำ
ที่สุดแห่งทุกข์เถิด
พร้อมกันกับพระพุทธดำรัส เราทุกคน
ล้วนทรงเพศเป็นภิกษุ เราทั้งหลายอุปสมบทแล้ว
เป็นภิกษุผู้โสดาบันในพระศาสนา
ต่อแต่นั้นมา พระผู้นำชั้นพิเศษได้เสด็จ
เข้าพระเชตวันมหาวิหารแล้วทรงสั่งสอน เราอัน
พระพิชิตมารทรงสั่งสอนแล้ว ได้บรรลุอรหัต
ลำดับนั้น เราได้สั่งสอนภิกษุพันรูป แม้
พวกเขาทำตามคำสอนของเรา ก็เป็นผู้ไม่มีอาสวะ
พระพิชิตมารทรงพอพระทัยในคุณข้อนั้น
จึงทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ณ ท่ามกลาง
มหาชนว่า ภิกษุกัปปินะ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย
ผู้ให้โอวาทแก่ภิกษุ
กรรมที่ได้ทำไว้ในแสนกัป ได้แสดงผล
ให้เราในครั้งนี้ เราพ้นจากกิเลส ดุจดังลูกศรที่
พ้นจากแล่ง

235