ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 216 (เล่ม 72)

อรรถกถากัจจายนวรรคที่ ๕๔
๕๓๑. อรรถกถากัจจายนเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระมหากัจจายนเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร
นาม ชิโน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิด
ในตระกูลคฤหบดีมหาศาล พอเจริญวัยแล้ว วันหนึ่งได้ฟังธรรมในสำนักของ
พระศาสดา ได้เห็นภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งพระศาสดาทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งที่
(สามารถ) จำแนกเนื้อความที่พระศาสดาตรัสไว้โดยย่อให้พิสดารได้ แม้
ตนเองก็ปรารถนาตำแหน่งนั้นบ้าง จึงตั้งปณิธานทำบุญมีทานเป็นต้นไว้เป็น
อันมาก แล้วท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในกาลแห่งพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ได้เป็นวิทยาธร เที่ยวไปทางอากาศ ได้พบพระผู้มี
พระภาคเจ้า ซึ่งประทับนั่งในชัฏแห่งป่าแห่งหนึ่ง มีใจเลื่อมใสได้เอาดอก
กรรณิการ์มาทำการบูชา.
ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงกลับไปกลับมาเฉพาะแต่ในสุคติอย่างเดียว ใน
กาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เขาได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุล
ในกรุงพาราณสี เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ได้เอาแผ่นอิฐ
ทองคำ มีค่าราคาแสนหนึ่ง ทำการบูชา ณ ที่สุวรรณเจดีย์สำหรับบำเพ็ญ
กัมมัฏฐาน ได้ตั้งความปรารถนาไว้ว่า ด้วยผลแห่งบุญอันนี้ ขอให้สรีระของ

216
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 217 (เล่ม 72)

ข้าพระองค์จงมีวรรณะดุจทองคำ ในที่ที่ได้บังเกิดแล้ว ๆ เถิด ตั้งแต่นั้นมา
ก็ได้ทำแต่กุศลกรรมจนตลอดชีวิตแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก
ตลอดพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในเรือนปุโรหิต ของ
พระเจ้าจัณฑปัชโชตในกรุงอุชเชนี ในวันตั้งชื่อเขามารดาคิดว่า ลูกของเรามี
สีกายดุจทองคำ เขาถือเอาชื่อของตนเองมา (แต่เกิด) ดังนี้จึงตั้งชื่อเขาว่า
กัจจนมาณพทีเดียว. เขาเจริญวัยแล้ว เล่าเรียนจบไตรเพท พอบิดาล่วงลับ
ดับชีวิตแล้ว ก็ได้รับตำแหน่งปุโรหิตแทน ว่าโดยอำนาจโคตรเขาปรากฏ
แล้วว่า กัจจายนะ. ย่อมาพระเจ้าจัณฑปัชโชตได้ทรงสดับว่า พระพุทธเจ้า
ทรงอุบัติขึ้น จึงส่งเขาไปด้วยพระราชดำรัสว่า ท่านอาจารย์ ท่านจงไปที่พระ
อารามนั้นแล้ว ทูลนิมนต์พระศาสดามาในวังนี้ ท่านปุโรหิตนั้น มีตนเป็น
ที่ ๘ เข้าไปเฝ้าพระศาสดา พระศาสดาได้ทรงแสดงธรรมแก่ปุโรหิตนั้นแล้ว .
ในเวลาจบพระธรรมเทศนา ท่านปุโรหิตพร้อมกับคนทั้ง ๗ ได้ดำรงอยู่ใน
พระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔
ท่านได้บรรลุอรหัตผลแล้วอย่างนี้ ระลึกถึงบุรพกรรมของตนได้
เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่คนเคยได้ประพฤติมาแล้วใน
กาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. คำนั้น
มีเนื้อความดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล. ลำดับนั้นพระศาสดา
ทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด. ในขณะนั้น พวก
ภิกษุเหล่านั้นได้มีผมและหนวดยาวประมาณ ๒ องคุลี ทรงบาตรและจีวรอัน
สำเร็จด้วยฤทธิ์ ได้เป็นคล้ายพระเถระบวชมา ๖๐ พรรษา พระเถระทำประ-
โยชน์ของตนให้สำเร็จแล้วอย่างนี้ (วันหนึ่ง) จึงกราบทูลพระศาสดาว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าจัณฑปัชโชต ปรารถนาจะไหว้พระบาท และฟังธรรม
ของพระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า กัจจานะ เธอนั่นแหละจงไปใน

217
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 218 (เล่ม 72)

วังนั้น เมื่อเธอไปถึงแล้ว พระราชาจักทรงเลื่อมใส พระเถระมีตนเป็นที่ ๘
ได้ไปในพระราชวังนั้น ตามพระบัญชาของพระศาสดา ได้ทำให้พระราชาทรง
เลื่อมใสแล้ว ได้ประดิษฐานพระศาสนาไว้ในอวันตีชนบทเรียบร้อยแล้ว จึง
ได้กลับมาเฝ้าพระศาสดาอีก ด้วยอำนาจความปรารถนาในครั้งก่อนของตน
ปกรณ์ทั้ง ๓ คือ กัจจายนปกรณ์ มหานิรุตติปกรณ์ และเนตติปกรณ์ จึงได้
ปรากฏแล้วในท่ามกลางสงฆ์. ต่อมาท่านได้รับสถาปนาจากพระผู้มีพระภาค
เจ้าผู้ทรงสันโดษ ไว้ในตำแหน่งที่เลิศ ด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
มหากัจจานะเป็นเลิศกว่าสาวกทั้งหลายของเรา ผู้จำแนกเนื้อความที่เรากล่าวไว้
โดยย่อ ทำให้พิสดารได้ ดังนี้แล้ว ท่านก็อยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่พระอรหัต-
ผลแล.
จบอรรถกถามหากัจจายนเถราปทาน
วักกลิเถราปทานที่ ๒ (๕๓๒)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระวักกลิเถระ
[๑๒๒] สมเด็จพระผู้นำมีพระนามไม่
ทราม มีพระคุณนับไม่ได้ พระนามว่า ปทุมุตตระ
เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้
พระองค์ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ก็
เพราะมีพระพักตร์เหมือนดอกปทุม มีพระฉวี-
วรรณงามไม่มีมลทินเหมือนดอกปทุม ไม่เปื้อน
ด้วยโลก เหมือนดอกปทุมไม่เปื้อนด้วยน้ำ ฉะนั้น

218
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 219 (เล่ม 72)

เป็นนักปราชญ์ มีพระอินทรีย์ดังใบปทุม
และน่ารักเหมือนดอกปทุม ทั้งมีพระโอษฐ์มีกลิ่น
อุดม เหมือนกลิ่นในกลีบของดอกปทุม เพราะ
ฉะนั้น พระองค์จึงทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ.
พระองค์เป็นผู้เจริญกว่าโลก ไม่ทรงถือ
พระองค์ เปรียบเสมือนเป็นนัยน์ตาให้คนตาบอด
มีพระอิริยาบถสงบ เป็นที่ฝั่งพระคุณ เป็นที่
รองรับกรุณาและมติ
ถึงในครั้งไหน ๆ พระมหาวีรเจ้าพระ-
องค์นั้น ก็เป็นผู้อันพรหม อสูรและเทวดาบูชา
สูงสุดกว่าชน ในท่ามกลางหมู่ชนที่เกลื่อนกล่นไป
ด้วยเทวดาและมนุษย์
เมื่อจะยังบริษัททั้งปวงให้ยินดีด้วยพระ-
สำเนียงอันเสนาะ และด้วยพระธรรมเทศนาอัน
เพราะพริ้ง จึงได้ชมสาวกของพระองค์ว่า
ภิกษุอื่นที่พ้นกิเลสด้วยศรัทธา มีมติดี
ขวนขวายในการดูเรา เช่นกับวักกลิภิกษุนี้ ไม่มี
เลย
ครั้งนั้น เราเป็นบุตรของพราหมณ์ใน
พระนครหังสวดี ได้สดับพระพุทธภาษิตนั้น จึง
ชอบใจฐานันดรนั้น

219
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 220 (เล่ม 72)

ครั้งนั้น เราได้นิมนต์พระตถาคตผู้
ปราศจากมลทินพระองค์นั้น พร้อมด้วยพระสาวก
ให้เสวยตลอด ๗ วัน แล้วให้ครองผ้า
เราหมอบศีรษะลงแล้วจมลงในสาครคือ
อนันตคุณของพระศาสดาพระองค์นั้น เต็มเปี่ยม
ไปด้วยปีติ ได้กราบทูล ดังนี้ว่า
ข้าแต่พระมหามุนี ขอให้ข้าพระองค์ได้
เป็นเช่นกับภิกษุผู้สัทธาธิมุต ที่พระองค์ตรัส
ชมเชยว่า เลิศกว่าภิกษุผู้มีศรัทธาในพระศาสนา
นี้เถิด
เมื่อเรากราบทูลดังนี้แล้ว พระมหามุนี
ผู้มีความเพียรใหญ่ มีพระทรรศนะมิได้เครื่อง
กีดกัน ได้ตรัสพระดำรัสนี้ในท่ามกลางบริษัทว่า
จงดูมาณพผู้นี้ ผู้นุ่งผ้าเนื้อเกลี้ยงสีเหลือง
มีอวัยวะอันบุญสร้างสมให้คล้ายทองคำ ดูดดื่มตา
และใจของหมู่ชน ในอนาคตกาล มาณพผู้นี้จักได้
เป็นพระสาวกของพระโคดมผู้แสวงหาคุณอันยิ่ง
ใหญ่ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายสัทธาธิมุต
เขาเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตามจักเป็นผู้
เว้นจากความเดือดร้อนทั้งปวง รวบรวมโภคทรัพย์
ทุกอย่าง มีความสุขท่องเที่ยวไป

220
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 221 (เล่ม 72)

ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดามีพระ-
นามชื่อว่า โคดม ทรงสมภพในวงศ์พระเจ้า
โอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
มาณพผู้นี้จักเป็นธรรมทายาทของพระ-
ศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมเนรมิต
จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าวักกลิ
เพราะผลกรรมที่เหลือนั้น และเพราะ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เรามีความสุขในที่ทุกสถาน ท่องเที่ยวไป
ในภพน้อยภพใหญ่ ได้เกิดในสกุลหนึ่งในพระ-
นครสาวัตถี
มารดาของเราถูกภัยแต่ปีศาจคุกคาม มี
ใจหวาดกลัวจึงให้เราผู้ละเอียดอ่อนเหมือนเนยข้น
นุ่นนิ่มเหมือนใบไม้อ่อน ๆ ซึ่งยังนอนหงาย ให้
นอนลงแทบบาทมูลของพระผู้แสวงหาคุณอัน
ยิ่งใหญ่ กราบทูลว่าข้าแต่พระโลกนาถ หม่อม
ฉันขอถวายทารกนี้แด่พระองค์ ข้าแต่พระโลก
นายก ขอพระองค์จงทรงเป็นที่พึ่งของเราด้วยเถิด
ครั้งนั้น สมเด็จพระมุนีผู้เป็นที่พึ่งของ
หมู่สัตว์ผู้หวาดกลัว พระองค์ได้ทรงรับเราด้วย
ฝ่าพระหัตถ์อันอ่อนนุ่มมีตาข่ายอันท่านกำหนด
ด้วยจักร

221
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 222 (เล่ม 72)

จำเดิมแต่นั้นมา เราก็เป็นผู้ถูกรักษาโดย
พระพุทธเจ้า จึงเป็นผู้พ้นจาความป่วยไข้ทุก
อย่าง อยู่โดยสุขสำราญ
เราเว้นจากพระสุคตเสียเพียงครู่เดียวก็
กระสัน พออายุได้ ๗ ขวบ เราก็ออกบวชเป็น
บรรพชิต
เราเป็นผู้ไม่อิ่มด้วยการดูพระรูปอันประ-
เสริฐเกิดเพราะบารมีทุกอย่าง มีดวงตาสีเขียว
ล้วน เกลื่อนกล่นไปด้วยวรรณสัณฐานอันงดงาม
ครั้งนั้น พระพิชิตมารทรงทราบว่า เรา
ยินดีในพระรูป จงได้ตรัสสอนเราว่า อย่าเลย
วักกลิ ประโยชน์อะไรในรูปที่น่าเกลียด ซึ่งชน
พาลชอบเล่า
ก็บัณฑิตใดเห็นสัทธรรม บัณฑิตนั้นชื่อ
ว่าเห็นเรา ผู้ไม่เห็นสัทธรรม ถึงจะเห็นเราก็ชื่อ
ว่าไม่เห็น
กายมีโทษไม่สิ้นสุดเปรียบเสมอด้วยต้นไม้
มีพิษ เป็นที่อยู่ของโรคทุกอย่าง ล้วนเป็นที่ประชุม
ของทุกข์
เพราะฉะนั้น ท่านจงเบื่อหน่ายในรูป
พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่ง
ขันธ์ทั้งหลาย จักถึงที่สุดแห่งสรรพกิเลสได้โดย
ง่าย

222
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 223 (เล่ม 72)

เราอันสมเด็จพระโลกนายกผู้แสวงหา
ประโยชน์พระองค์นั้น ทรงพร่ำสอนอย่างนี้ ได้
ขึ้นภูเขาคิชฌกูฏ เพ่งดูอยู่ที่ซอกเขา
พระพิชิตมารผู้มหามุนีประทับยืนอยู่ที่
เชิงเขา เมื่อจะทรงปลอบโยนเรา ได้ตรัสเรียก
ว่า วักกลิ เราได้ฟังพระดำรัสนั้นเข้าก็เบิกบาน
ครั้งนั้น เราวิ่งลงไปที่เงื้อมเขาสูงหาย
ร้อยชั่วบุรุษ แต่ถึงแผ่นดินได้โดยสะดวกทีเดียว
ด้วยพุทธานุภาพ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระ-
ธรรมเทศนา คือ ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป
แห่งขันธ์ทั้งหลายอีก เรารู้ธรรมนั้นทั่วถึงแล้วจึง
ได้บรรลุอรหัต
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีพระ-
ปรีชาใหญ่ทรงทำที่สุดแห่งจรณะ ทรงประกาศ
ในท่ามกลางมหาบุรุษว่า เราเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุ
ทั้งหลายฝ่ายสัทธามุต
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด
ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

223
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 224 (เล่ม 72)

ทราบว่า ท่านพระวักกลิเถระได้ภาษิตภาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบวักกลิเถราปทาน
๕๓๒. อรรถกถาวักกลิเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระวักกลิเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า อิโต สตสหสฺสมฺหิ
ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้บำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระชินวรพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้
บังเกิดในเรือนอันมีสากล ในหังสวดีนคร บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้ไปยัง
พระวิหารพร้อมกับพวกอุบาสกอุบาสิกา ซึ่งกำลังเดินทางไปเฝ้าพระศาสดา
ไปถึงแล้วยืนอยู่ที่ท้ายบริษัท กำลังฟังธรรมอยู่ มองเห็นภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่ง
พระศาสดาทรงสถาปนาเธอไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นศรัทธา-
ธิมุต (คือหนักไปในความเชื่อ) แม้ตนเองก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น จึงได้
ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด ๗ วัน แล้วได้ตั้ง
ปณิธานไว้แล้ว พระศาสดาทรงเห็นว่าเธอไม่มีอันตราย จึงได้ทรงพยากรณ์.
เขาได้บำเพ็ญกุศลกรรมไว้จนตลอดชีวิตแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลก
และมนุษยโลก ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ได้บังเกิดใน
ตระกูลพราหมณ์ในกรุงสาวัตถี. มารดาบิดาได้ตั้งชื่อเขาว่า วักกลิ. บรรดา
บทเหล่านั้น บทว่า กลิ เป็นชื่อของโทษมีมลทินและตกกระเป็นต้น กลิ คือ

224
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 225 (เล่ม 72)

โทษของผู้นั้นไปปราศแล้ว จากไปแล้ว เพราะเป็นเช่นกับก้อนทองคำที่ไล่
มลทินแล้ว เหตุนั้น ผู้นั้นท่านจึงเรียกว่า วักกลิ เพราะลง ว อาคม วักกลิ
นั้น เจริญวัยแล้ว เล่าเรียนไตรเพทจนจบในศิลปศาสตร์ของพวกพราหมณ์
ทั้งหมด (วันหนึ่ง) เห็นพระศาสดา มองดูรูปกายสมบัติไม่อิ่ม จึงเที่ยวจาริก
ไปกับพระศาสดา เขาคิดว่า เราอยู่แต่ในบ้าน ก็จักไม่ได้เห็นพระศาสดา
ตลอดกาลเป็นนิตย์ ดังนี้แล้ว จึงบวชในสำนักของพระศาสดา เว้นเวลาขบ
ฉัน และเวลาการทำสรีรกิจเท่านั้น ส่วนเวลาที่เหลือ ก็จะไปยืนอยู่ในที่ที่
สามารถจะเห็นพระทศพลได้ ยอมละหน้าที่อื่นเสีย ไปเฝ้าดูอยู่แต่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าอย่างเดียวเท่านั้น. พระศาสดา ทรงคอยความแก่รอบแห่งญาณของเธอ
ถึงเธอจะเที่ยวติดตามไปดูรูปหลายเวลา ก็มิได้ตรัสอะไร ๆ จนถึงวันหนึ่ง จึง
ตรัสว่า ดูก่อนวักกลิ จะมีประโยชน์อะไรด้วยการที่เธอต้องมาดูร่างกายอัน
เปื่อยเน่านี้ วักกลิเอย ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้น
ชื่อว่าเห็นธรรม ก็วักกลิเห็นธรรมอยู่ ก็ชื่อว่าเห็นเรา แม้เมื่อพระศาสดาตรัส
สอนอยู่อย่างนี้ พระเถระก็ไม่อาจจะละการมองดูพระศาสดาแล้วไปในที่อื่น
ได้ แค่นั้นพระศาสดาจึงทรงดำริว่า ภิกษุนี้ไม่ได้ความสังเวช จักไม่ได้ตรัสรู้
แน่ พอใกล้วันเข้าพรรษา จึงทรงขับไล่พระเถระไปด้วยพระดำรัสว่า วักกลิ
เธอจงหลีกไปเสียเถิด เธอถูกพระศาสดาทรงขับไล่แล้ว จึงไม่สามารถจะอยู่
ต่อพระพักตร์พระศาสดาได้ คิดว่าเราไม่ได้เห็นพระศาสดา จะมีชีวิตอยู่ไป
ทำไม ดังนี้แล้ว จึงขึ้นไปที่ปากเหว บนภูเขาคิชฌกูฏ. พระศาสดาทรง
ทราบความเป็นไปนั้นของเธอแล้ว ทรงดำริว่า ภิกษุนี้เมื่อไม่ได้รับความเบาใจ
จากสำนักของเรา ก็จะพึงทำให้อุปนิสัยแห่งมรรคและผลพินาศไป ดังนี้แล้ว
ทรงแสดงพระองค์ เปล่งพระโอภาส ตรัสพระคาถาว่า :-

225