ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 206 (เล่ม 72)

ทรงสงบระงับเอง และทรงทำผู้อื่นให้สงบระงับ
เป็นผู้ดับกิเลส เป็นนักบวช ทรงยังผุ้อื่นให้ดับ
กิเลส เป็นผู้เบาพระทัยและทรงยังมหาชนให้
เบาใจ
ทรงมีความเพียร องอาจ กล้าหาญ มี
พระปัญญา ทรงประกอบด้วยพระกรุณา ทรงมี
ความชำนาญ เป็นผู้มีชัยชนะ เป็นพระพิชิตมาร
ไม่ทรงคนอง ทรงหมดความห่วงใย
เป็นผู้ไม่หวั่นไหว ไม่สั่นสะเทือน เป็น
นักปราชญ์ ไม่ทรงหลงใหล ไม่มีใครเทียมทัน
เป็นมุนี มีปรกตินำธุระไป ทรงอาจหาญแม้ในพวก
ครู ดังโคอุสภราช พระยาคชสาร (และ) ไกรสร
สีหราช
เป็นผู้ปราศจากราคะ ปราศจากมลทิน
เป็นดังพรหม กล้ากว่านักปราชญ์ หักเสียซึ่งข้าศึก
คือกิเลส หมดเสี้ยนหนาม ปราศจากความเศร้า-
โศก ไม่มีใครเสมอเหมือน เป็นผู้ประเสริฐ สะอาด
หมดจด
เป็นพราหมณ์ เป็นสมณะ เป็นนาถะ
เป็นหมอ เป็นผู้กำจัดลูกศร เป็นนักรบ เป็นผู้
เบิกบาน เป็นผู้หลับและตื่น ไม่หวั่นไหว มีใจ
เบิกบาน ยิ้มแย้ม

206
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 207 (เล่ม 72)

ทรงทำการฝึกอินทรีย์ เป็นผู้ทำตนไป
เป็นผู้ทำ เป็นผู้นำ เป็นผู้ประกาศ เป็นผู้ทำ
สัตว์ให้ร่าเริง เป็นผู้วิด เป็นผู้ตัก เป็นผู้ฟัง
เป็นผู้สรรเสริญ
เป็นผู้ไม่กำเริบ ปราศจากลูกศร ไม่มี
ทุกข์ ไม่ทรงมีความสงสัย เป็นผู้หมดตัณหา
ปราศจากธุลี เป็นผู้ขุด เป็นผู้ทำลาย เป็นผู้กล่าว
เป็นผู้ทำให้ปรากฏ
เป็นผู้ยังสัตว์ให้ข้าม ให้ทำประโยชน์
เป็นผู้ถึงสัมปทา เป็นผู้ยังสัตว์ให้บรรลุ เป็นผู้
ไปด้วยกัน เป็นผู้ฆ่า ทรงยังกิเลสให้เร่าร้อน ให้
เหือดแห้ง
ดำรงอยู่ในสัจจะ เสมอด้วยผู้เสมอ ไม่
มีสหาย เป็นที่อยู่แห่งความเอ็นดู มีมนต์อัศจรรย์
ไม่ทรงลวงให้พิศวง เป็นผู้นำ เป็นนักบวชองค์
ที่ ๗
ทรงข้ามพ้นความสงสัยแล้ว ไม่ทรงถือ
พระองค์ ทรงมีคุณหาประมาณมิได้ ไม่มีใคร
เปรียบปาน ล่วงคลองแห่งถ้อยคำทุกชนิด ล่วง
เวไนยสัตว์ทุกคน ทรงชนะหมู่มาร
ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
มีพระรัศมีกำหนดด้วยร้อยพระองค์นั้น ย่อมนำ

207
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 208 (เล่ม 72)

อมตมหานิพพานมาให้ เพราะฉะนั้น ความเชื่อ
ในพระพุทธเจ้า ในพระธรรมและในพระสงฆ์
จึงมีประโยชน์ใหญ่
เราสรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้เป็นสรณะอย่าง
สูงสุดของโลก ๓ ด้วยคุณมีอาทิเห็นปานดังนี้
แสดงธรรมกถาในท่ามกลางบริษัท
จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้เสวยมหันตสุข
ในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากดุสิตแล้วเกิดในมนุษย์
เป็นผู้มีกลิ่นหอม
ลมหายใจ กลิ่นปากและกลิ่นตัวเองเรา
ก็เช่นนั้นเหมือนกัน คือ มีกลิ่นหอม และกลิ่น
หอมนั้น นั่นแหละฟุ้งไปเนืองนิตย์ เรามีกลิ่นหอม
ทุกอย่าง
กลิ่นปากของเราหอมฟุ้งอยู่ทุกเมื่อ สรีระ
ของเรางดงาม หอมฟุ้งทุกทิพาราตรีกาล ปานดัง
ดอกปทุม ดอกอุบลและดอกจำปาฉะนั้น
ทั้งหมดนั้นเป็นผลแห่งการกล่าวสรรเสริญ
คุณพระพุทธเจ้า ผลนั้นน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ขอ
ท่านทั้งหลายจงตั้งใจสดับคุณของพระพุทธเจ้านั้น
ซึ่งเราได้กล่าวแล้ว
ครั้นเรากล่าวสรรเสริญคุณของพระพุทธ-
เจ้าซึ่งนำประโยชน์และความสุขมาให้แล้ว เป็น

208
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 209 (เล่ม 72)

ผู้มีจิตผ่องแผ้วในธรรมทั้งปวง พระสงฆ์เป็นผู้
ประกอบด้วยความเพียร มียศ ถึงความสุข งด
งามรุ่งเรือง น่ารักน่าชม เป็นผู้กล่าวไม่ดูหมิ่นดู
แคลนไม่มีโทษ และเป็นผู้มีปัญญา
ขวนขวายในธรรมที่เป็นที่สิ้นกิเลส
สำหรับผู้ภักดีต่อพระพุทธเจ้าได้นิพพานโดยง่าย
เราจักกล่าวถึงเหตุของพวกเรา เชิญท่านทั้งหลาย
ฟังเหตุนั้นตามเรื่อง
เราถวายบังคมก็เพราะค้นพบพระยศของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าที่มีอยู่ เพราะฉะนั้น แม้เรา
จะเกิดในภพใด ๆ ก็ย่อมเป็นผู้มียศในภพนั้น ๆ
เราสรรเสริญพระพุทธเจ้า ผู้ทำที่สุด
ทุกข์ และพระธรรมอันสงบระงับ อันปัจจัยมิได้
ปรุงแต่ง จึงได้เป็นผู้ถึงความสุข เพราะฉะนั้น
พระพุทธเจ้าจึงขอว่า ทรงประทานความสุขแก่
สัตว์ทั้งหลาย
เรากล่าวสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า
ว่ามีทั้งส่วนพระองค์และที่เป็นประโยชน์แก่คนอื่น
จึงเป็นผู้ประกอบด้วยปีติในพระพุทธเจ้า เพราะ
ฉะนั้น เราจึงเป็นผู้มีความงดงาม เมื่อเรากล่าว
สรรเสริญพระคุณ ชื่อว่าชมเชยพระผู้นำ ซึ่งทรง
ชำนะมาร ล่วงเสียซึ่งเดียรถีย์ ครอบงำเดียรถีย์ ถึง
เสียได้ เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นคนมีความรุ่งเรือง

209
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 210 (เล่ม 72)

เมื่อเรากล่าวสรรเสริญพระคุณของพระ-
สัมพุทธเจ้า ชื่อว่าทำพระองค์ให้เป็นที่รักแม้แห่ง
หมู่ชน เพราะฉะนั้นเราจึงเป็นผู้น่ารัก น่าชม
เหมือนพระจันทร์อันมีในสรทกาลฉะนั้น เรา
เชยพระสุคตเจ้าด้วยวาจาทุกอย่าง ตามสติสามารถ
เพราะฉะนั้น เราจึงมีปฏิภาณวิจิตร เหมือนท่าน
พระวังคีสะ
คนพาลพวกใดเป็นผู้ถึงความสงสัย จึง
ดูหมิ่นพระมหามุนี เราข่มขี่คนพาลพวกนั้น โดย
ชอบธรรม เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ถูกดูหมิ่น เรา
ได้ช่วยนำกิเลสของสัตว์ทั้งหลายให้หมดไป ด้วย
การสรรเสริญพระคุณพระพุทธเจ้า เพราะอำนาจ
ของกรรมนั้น เราจึงเป็นผู้มีใจไม่มีกิเลส
เราผู้แสดงพุทธานุสสติ ได้ทำปัญญา
เครื่องตรัสรู้ให้เกิดแก่ผู้ฟัง เพราะฉะนั้น เราจึง
เป็นผู้มีปัญญาเห็นแจ้งอรรถอันละเอียด
เราจักเป็นผู้สิ้นอาสวะทุกอย่างจักข้ามพ้น
สาครคือสงสารไปได้ และมีความชำนิชำนาญ
ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน ถึงควานดับสนิท
ในกัปนี้เองเราได้ชมเชยพระชินเจ้าใด
ด้วยการชมเชยนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งพุทธบูชา

210
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 211 (เล่ม 72)

เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุคันธเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสุคันธเถราปทาน
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ติณมุฏฐิทายกเถราปทาน ๒. เวจจทายกเถราปทาน
๓. สรณคมนิยเถราปทาน ๔. อัพภัญชนทายกเถราปทาน
๕. สุปฏทายกเถราปทาน ๖. ทัณฑทายกเถราปทาน
๗. คิริเนลปูชกเถราปทาน ๘. โพธิสัมมัชชกเถราปทาน
๙. อามัฑผลทายกเถราปทาน ๑๐. สุคันธเถราปทาน
ในวรรคนี้ บัณฑิตคำนวณคาถาทั้งหมดได้ ๑๒๓ คาถา.
จบติณทายกวรรคที่ ๕๓
อรรถกถากิงกณิปุปผวรรคที่ ๕๐ เป็นต้น
อปทานทั้งหมด ในวรรคที่ ๕๐ วรรคที่ ๕๑ วรรคที่ ๕๒ และ
วรรคที่ ๕๓ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถากิงกณิปุปผวรรคที่ ๕๐ เป็นต้น

211
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 212 (เล่ม 72)

กัจจายนวรรคที่ ๕๔
มหากัจจายนเถราปทานที่ ๑ (๕๑๓)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระมหากัจจายนเถระ
[๑๒๑] พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตตระ
ผู้ปราศจากตัณหา ทรงชำนะสิ่งที่ใคร ๆ เอาชนะ
ไม่ได้ เป็นพระผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในกัปที่แสน
แต่ภัทรกัปนี้
พระองค์เป็นผู้แกล้วกล้าสามารถ มีพระ-
อินทรีย์เสมือนใบบัว มีพระพักตร์ปราศจากมลทิน
คล้ายพระจันทร์ มีพระฉวีวรรณปานดังทองคำ มี
พระรัศมีซ่านออกจากพระองค์ เหมือนรัศมี
พระอาทิตย์ฉะนั้น
น้ำตาและใจของสัตว์ลง ประดับด้วย
พระลักษณะอันประเสริฐ ล่วงทางแห่งคำพูดทุก
อย่าง อันหมู่มนุษย์และอมรเทพสักการะ
ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ทรงยังสัตว์ให้
ตรัสรู้ ทรงนำไปได้อย่างรวดเร็ว มีพระสุรเสียง
ไพเราะ มีพระสันดานมากไปด้วยพระกรุณา ทรง
แกล้วกล้าในที่ประชุม

212
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 213 (เล่ม 72)

พระองค์ทรงแสดงธรรมอันไพเราะ ซึ่ง
ประกอบด้วยสัจจะ ๔ ทรงฉุดขึ้นซึ่งหมู่สัตว์ที่จม
อยู่ในเปือกตมคือโมหะ
ครั้งนั้น เราเป็นดาบสสัญจรไปแต่คนเดียว
มีป่าหิมพานต์เป็นที่อยู่อาศัย เมื่อไปสู่มนุษย์โลก
ทางอากาศ
ก็ได้พบพระพิชิตมาร เราได้เข้าไปเฝ้า
พระองค์แล้วสดับพระธรรมเทศนาของพระธีรเจ้า
ผู้ทรงพรรณนาคุณอันใหญ่ของพระสาวกอยู่ว่า
เราไม่เห็นสาวกองค์อื่นใดในธรรมวินัยนี้
ที่จะเสมอเหมือนกับกัจจายนภิกษุนี้ ผู้ซึ่งประกาศ
ธรรมที่เราแสดงแล้วแต่โดยย่อได้โดยพิสดาร ทำ
บริษัทและเราให้ยินดี
เพราะฉะนั้น กัจจายนภิกษุนี้ จึงเลิศ
ในการกล่าวซึ่งอรรถแห่งภาษิต ที่เรากล่าวไว้แต่
โดยย่อนั้นได้โดยพิสดาร ภิกษุทั้งหลาย ท่าน
ทั้งหลายจงทรงจำไว้อย่างนี้เถิด
ครั้งนั้น เราได้ฟังพระดำรัสอันรื่นรมย์
ใจแล้ว เกิดความอัศจรรย์ จึงไปป่าหิมพานต์นำ
เอากลุ่มดอกไม้มาบูชาพระผู้เป็นที่พึ่งของโลก
แล้วปรารถนาฐานันดรนั้น ครั้งนั้น พระผู้เป็น
ที่อยู่แห่งสรณะ ทรงทราบอัธยาศัยของเราแล้ว
ได้ทรงพยากรณ์ว่า

213
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 214 (เล่ม 72)

จงดูฤาษีผู้ประเสริฐนี้ ซึ่งเป็นผู้มีผิวพรรณ
เหมือนทองคำ ที่ไล่มลทินออกแล้ว มีโลมชาติ
ชุนชันและใจโสมนัส ยืนประนมอัญชลีนิ่งไม่ไหว
ติง ร่าเริง มีนัยน์ตาเต็มดี มีอัธยาศัยน้อมไปใน
คุณของพระพุทธเจ้า มีธรรมเป็นธง หทัยร่าเริง
เหมือนกับถูกรดด้วยน้ำอมฤต
เขาได้สดับคุณของกัจจายนภิกษุแล้ว จึง
ได้ปรารถนาฐานันดรนั้น ในอนาคตกาล ฤาษี
ผู้นี้จักได้เป็นธรรมทายาทของพระโคดมมหามุนี
เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นพระสาวกของ
พระศาสดา มีนามชื่อว่ากัจจายนะ
เขาจักเป็นพหูสูต มีญาณใหญ่ รู้อธิบาย
แจ้งชัด เป็นนักปราชญ์ จักถึงฐานันดรนั้น ดัง
ที่เราได้พยากรณ์ไว้แล้ว
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ทำกรรม
ใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราท่องเที่ยวอยู่แต่ในสองภพ คือ ใน
เทวดาและมนุษย์ คติอื่นเราไม่รู้จัก นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา
เราเกิดในสองสกุล คือ สกุลกษัตริย์และ
สกุลพราหมณ์ เราไม่เกิดในสกุลที่ต่ำทราม
นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา

214
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 215 (เล่ม 72)

และในภพสุดท้าย เราเกิดเป็นบุตรของ
ติปิตวัจฉพราหมณ์ ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้า
จัณฑปัชโชต ในพระนครอุชเชนีอันรื่นรมย์ เรา
เป็นคนฉลาดเรียนจบไตรเพท ส่วนมารดาของเรา
ชื่อจันทนปทุมา เราชื่อกัจจานะ เป็นผู้มีผิวพรรณ
งาม
เราอันพระเจ้าแผ่นดินทรงส่งไปเพื่อ
พิจารณาพระพุทธเจ้า ได้พบพระผู้นำซึ่งเป็น
ประตูของโมกขบุรี เป็นที่สั่งสมคุณ
และได้สดับพระพุทธภาษิตอันปราศจาก
มลทิน เป็นเครื่องชำระล้างเปือกตมคือคติ จึง
ได้บรรลุอมตธรรมอันสงบระงับ พร้อมกับบุรุษ
คนที่เหลือ
เราเป็นผู้รู้อธิบายในพระมติอันใหญ่ ของ
พระสุคตเจ้าได้แจ้งชัด และพระศาสดาทรงตั้งไว้
ในตำแหน่งเอตทัคคะ เราเป็นผู้มีความปรารถนา
สำเร็จด้วยดีแล้ว
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมหากัจจายนเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบมหากัจจายนเถราปทาน
ม. ติริฏิวัจฉะ

215