ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 146 (เล่ม 72)

สาลมัณฑปิยเถราปทานที่ ๑๐ (๔๙๐)
[๘๐] เราเข้าไปสู่ป่ารัง สร้างอาศรมอย่าง
สวยงาม มุงบังด้วยดอกรัง ครั้งนั้นเราอยู่ในป่า
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สยัมภูเกอัคร-
บุคคล ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง พระนามว่า ปิยทัสสี
ทรงประสงค์ความสงัด จึงได้เสด็จเข้าสู่ป่ารัง
เราออกจากอาศรมไปป่าเที่ยวแสวงหามูล
ผลาผลในป่า ณ เวลานั้น
ณ ที่นั้น เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระ-
นามว่า ปิยทัสสี ผู้มีพระยศใหญ่ ประทับนั่งเข้า
สมาบัติรุ่งโรจน์อยู่ในป่าใหญ่
เราปักเสา ๔ เสา ทำปะรำอย่างเรียบร้อย
แล้วเอาดอกรังมุงเหนือพระพุทธเจ้า เราทรงปะรำ
ซึ่งมุงด้วยดอกรังไว้ ๗ วัน ยังจิตให้เลื่อมใสใน
กรรมนั้น ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด
สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้อุดมบุรุษ
เสด็จออกจากสมาธิประทับนั่งทอดพระเนตรดู
เพียงชั่วแอก
สาวกของพระศาสดาพระนามว่า ปิยทัสสี
ชื่อว่า วรุณ กับพระอรหันตขีณาสพแสนองค์ได้
มาเฝ้าพระศาสดาผู้นำชั้นพิเศษ

146
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 147 (เล่ม 72)

ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าพิชิตมารพระ-
นามว่าปิยทัสสี เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่า
นรชน ประทับนั่งในท่ามกลางพระภิกษุสงฆ์แล้ว
ได้ทรงกระทำการแย้มพระสรวลให้ปรากฏ
พระอนุรุทธเถระ ผู้อุปัฏฐาก ของพระ-
ศาสดาพระนามว่า ปิยทัสสี ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้าง
หนึ่งแล้ว ได้ทูลถามพระมหามุนีว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า อะไรเล่าหนอ
เป็นเหตุให้พระศาสดาทรงแย้มพระสรวลให้
ปรากฏ เพราะเมื่อเหตุ พระศาสดาจึงทรงแย้ม
พระสรวลให้ปรากฏ.
พระศาสดาตรัสว่า มาณพใดทรงปะรำที่
มุงด้วยดอกไม้ไว้ตลอด ๗ วัน เรานึกถึงกรรม
ของมาณพนั้น จึงได้ทำการยิ้มแย้มให้ปรากฏ
เราไม่พิจารณาเห็นช่องทางที่ไม่ควรที่บุญ
จะไม่ให้ผล ช่องทางที่ควรในเทวโลกหรือมนุษย์-
โลก ย่อมไม่ระงับไปเลย
เขาผู้เพียบพร้อมด้วยบุญกรรมอยู่ใน
เทวโลกมีบริษัทเท่าใด บริษัทเท่านั้นจักถูกมุงบัง
ด้วยดอกรัง เขาเป็นผู้ประกอบด้วยบุญกรรม จัก
รื่นเริงอยู่ในเทวโลกนั้น ด้วยการฟ้อน การขับ
การประโคม อันเป็นทิพย์ในกาลนั้นทุกเมื่อ

147
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 148 (เล่ม 72)

บริษัทของเขาประมาณเท่าที่มี จักมี
กลิ่นหอมฟุ้ง และฝนดอกรังจักตกลงทั่วไปใน
ขณะนั้น มาณพนี้จุติจากเทวโลกแล้ว จักมาสู่
ความเป็นมนุษย์ แม้ในมนุษย์โลกนี้หลังคาดอกรัง
ก็จักทรงอยู่ตลอดกาลทั้งปวง
ณ มนุษยโลกนี้การฟ้อนและการขับ ที่
ประกอบด้วยกังสดาล จักแวดล้อมมาณพนี้อยู่
เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
และเมื่อพระอาทิตย์อุทัย ฝนดอกรังที่
บุญกรรมปรุงแต่งแล้ว จักตกลงทุกเวลา
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ พระศาสดาพระนาม
โคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จัก
เสด็จอุบัติขึ้นในโลก
มาณพนี้จักเป็นทายาทในธรรมของพระ-
ศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต
จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะ
นิพพาน
เมื่อเขาตรัสรู้ธรรมอยู่ จักมีหลังคา
ดอกรัง เมื่อถูกทำฌาปนกิจอยู่บนเชิงตะกอน ที่
เชิงตะกอนนั้น ก็จักมีหลังคาดอกรัง.
พระมหามุนีพระนามว่า ปิยทัสสี ทรง
พยากรณ์ว่าแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่บริษัท ให้
อิ่มหนำด้วยฝนคือธรรม

148
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 149 (เล่ม 72)

เราได้เสวยราชสมบัติในเทวโลกในหมู่
เทวดา ๒๐ กัป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๗ ครั้ง
เราออกจากเทวโลกมาในมนุษยโลกนี้
ได้ความสุขอันไพบูลย์ แม้ในมนุษย์โลกนี้ ก็มี
หลังคาดอกรัง นี้เป็นผลแห่งการถวายปะรำ
นี้เป็นความเกิดครั้งหลังของเรา ภพ
สุดท้ายกำลังเป็นไป แม้ในภพนี้หลังคาดอกรัง
ก็จักมีตลอดกาลทั้งปวง
เรายังพระมหามุนีพระนามว่า โคดม ผู้
ประเสริฐกว่าศากยราชให้ทรงยินดีได้ ละความ
มีชัยและความปราชัยเสียแล้ว บรรลุถึงฐานะที่
ไม่หวั่นไหว
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ เราได้บูชาพระพุทธเจ้า
ด้วยพุทธบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
แห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . . คำสอน
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสาลมัณฑปิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสาลมัณฑปิยเถราปทาน

149
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 150 (เล่ม 72)

อรรถกถาสาลมัณฑปิยเถราปทาน
อปทานที่ ๑๐ มีเนื้อความพอที่จะกำหนดรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาปังสุกูลวรรคที่ ๔๙
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปังสุกูลสัญญกเถราปทาน ๒. พุทธสัญญกเถราปทาน ๓.
ภิสทายกเถราปทาน ๔. ญาณถวิกเถราปทาน ๕. จันทนมาลิยเถราปทาน
๖. ธาตุปูชกเถราปทาน ๗. ปุฬินุปปาทกเถราปทาน ๘. ตรณิยเถราปทาน
๙. ธัมมรุจิเถราปทาน ๑๐. สาลมัณฑปิยเถราปทาน.
มีคาถาคำนวณได้ ๒๑๙ คาถา.
จบปังสุกูลวรรคที่ ๔๙

150
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 151 (เล่ม 72)

กิงกณิปุปผวรรคที่ ๕๐
ตีณิกิงกณิปุปผิยเถราปทานที่ ๑ (๔๙๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกกระดึงทอง
[๘๑] เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจาก
ธุลีพระนามว่า วิปัสสี ผู้เป็นนายกของโลก โชติ
ช่วงเหมือนต้นกรรณิการ์ ประทับนั่งที่ซอกเขา
เราเก็บดอกกระดึงทอง ๓ ดอก มาบูชา
ครั้นบูชาพระสัมพุทธเจ้าแล้ว เดินบ่ายหน้าไป
ทางทิศทักษิณ
ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการ
ตั้งเจตาจำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้เราได้บูชาพระพุทธ-
เจ้าใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้
เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระตีณิกิงกณิปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบตีณิกิงกณิปุปผิยเถราปทาน

151
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 152 (เล่ม 72)

ปังสุกุลปูชกเถราปทานที่ ๒
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาบังสุกุล
[๘๒] ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มี
ภูเขาลูกหนึ่งชื่ออุทัพพละที่ภูเขานั้น เราได้เห็น
ผ้าบังสุกุลห้อยอยู่บนยอดไม้ครั้งนั้น เราร่าเริง
มีจิตยินดี เลือกเก็บเอกดอกกระดึงทอง ๓ ดอก
มาบูชาผ้าบังสุกุลจีวร
ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วและด้วยการครั้ง
เจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์
ชั้นดาวดึงส์
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด
ในกาลนั้น เพราะบูชาธงชัยแห่งพระอรหันต์
เราไม่รู้จักทุคติเลย
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปังสุกูลปูชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปังสุกูลปูชกเถราปทาน

152
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 153 (เล่ม 72)

โกรัณฑปุปผิยเถราปทานที่ ๓ (๔๙๓)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาบังสุกุล
[๘๓] เมื่อก่อน เรากับบิดาและปู่ เป็น
คนทำงานในป่า เลี้ยงชีพด้วยฆ่าปศุสัตว์
กุศลกรรมของเราไม่มี
พระผู้นำชั้นเยี่ยมของโลกพระนามว่า
ติสสะ ผู้มีพระปัญญาจักษุ ทรงแสดงรอยพระบาท
๓ รอยไว้ใกล้ที่อยู่ของเรา ด้วยทรงพระอนุ-
เคราะห์
เราเห็นรอยพระบาทของพระศาสดาพระ-
นามว่า ติสสะ ที่ทรงเหยียบไว้ เป็นผู้ร่าเริง มีจิต
บันเทิง ยังจิตให้เลื่อมใสในรอยพระบาท
เราเห็นต้นหงอนไก่งอกงามอยู่มีดอกบาน
จึงเก็บใส่ผอบมาบูชารอยพระบาทอันประเสริฐ
สุด
ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือเป็นเทวดาหรือ
มนุษย์ในกำเนิดนั้น ๆ เรามีผิวพรรณเหมือนดอก
หงอนไก่ มีรัศมีซ่านออกจากตัว

153
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 154 (เล่ม 72)

ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด
ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการบูชารอยพระพุทธบาท
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโกรัณฑปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบโกรัณฑปุปผิยเถราปทาน
กิงสุกปุปผิยเถราปทานที่ ๔ (๔๙๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถาวายดอกทองกวาว
[๘๔] เราเห็นต้นทองกวาวมีดอก จึง
ประนมกรอัญชลี นึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
สุด แล้วบูชาในอากาศ
ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์
ชั้นดาวดึงส์
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด
ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

154
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 155 (เล่ม 72)

ทราบว่า ท่านพระกิงสุกปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกิงสุกปุปผิยเถราปทาน
อุปัฑฒทุสสทายกเถราปทานที่ ๕ (๔๙๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้าครึ่งผืน
[๘๕] ครั้งนั้น สาวกของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ชื่อว่า สุชาตะ แสวง
หาผ้าบังสุกุลอยู่ที่กองหยากเยื่อใกล้ทางรถ
เราเป็นลูกจ้างของคนอื่นอยู่ในพระนคร
หงสาวดี ได้ถวายผ้าครึ่งผืนแล้วอภิวาทด้วยเศียร
เกล้า
ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เราเป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติใน
เทวโลก ๓๓ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๗
ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์
โดยคณนานับมิได้ เพราะถวายผ้าครึ่งผืนเป็น
ทาน
เราเป็นผู้ไม่มีภัยแต่ไหน เบิกบานอยู่
ทุกวันนี้เราปรารถนา ก็พึงเอาผ้าเปลือกไม้คลุม

155