พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 136 (เล่ม 72)

ท่านทั้งหลายควรเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน
พยายามในประโยชน์ของตน ทั้งกลางคืนและ
กลางวัน ท่านทั้งหลายอย่าได้ประมาท ควรทำ
ขณะเวลาให้ถึงเฉพาะ
เราพร่ำสอนศิษย์ของตนแล้วกลับไปยัง
เทวโลก เราได้อยู่ในเทวโลกถึง ๑๘ กัป
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง และ
ได้เสวยราชสมบัติในเทวโลกเกินร้อยครั้ง
ในกัปที่เหลือ เราได้ท่องเที่ยวไปอย่าง
สับสน แต่ก็ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ
ก่อเจดีย์ทราย
ในเดือนที่ดอกโกมุทบาน ต้นไม้เป็นอัน
มากต่างก็ออกดอกบานฉันใด เราก็เป็นผู้อันพระ-
ศาสดาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ให้บานแล้วใน
สมัย ฉันนั้นเหมือนกัน
ความเพียรของเรานำธุระน้อยใหญ่ไป นำ
เอาธรรมที่เป็นแดนเกษมจากโยคะมา เราตัด
กิเลสเครื่องผูก ดังช้างตัดเชือกแล้ว ฉะนั้น เป็น
ผู้ไม่มีอาสวะอยู่
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้สรรเสริญ
พระพุทธเจ้าใด ด้วยการสรรเสริญนั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสรรเสริญ

136
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 137 (เล่ม 72)

เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปุฬินุปปาทกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปุฬินุปปาทกเถราปทาน
อรรถกถาปุฬินุปปทากเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า จตฺตลีสทิชาปิ จ ได้แก่ ชื่อว่า ทิชา เพราะเกิด ๒ ครั้ง
อธิบายว่า ชื่อว่า ทิชา เพราะฟันที่งอกขึ้นในวัยเป็นเด็กหักไปแล้ว งอกขึ้นอีก
และฟันเหล่านั้นจึงชื่อว่า ทิชา ก็การพยากรณ์ในนิทานกถา ข้าพเจ้าได้กล่าว
ไว้แล้วในหนหลังแล้วทีเดียว.
จบอรรถกถาปุฬินุปปาทกเถราปทาน
ตรณิยเถราปทานที่ ๘ ( ๔๘๘)
ว่าด้วยผลแห่งการทอดตนเป็นสะพาน
[๗๘] ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
อัตถทัสสี ผู้เป็นสยัมภู เป็นนายกของโลก
พระตถาคต ได้เสด็จไปที่ฝั่งแม่น้ำวินตา
เราเป็นเต่าเที่ยวไปในน้ำ ออกไปจาก
น้ำแล้วประสงค์จะเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จข้ามฟาก
จึงเข้าไปเฝ้าพระองค์ ผู้นายกของโลก

137
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 138 (เล่ม 72)

(กราบทูลว่า) ขอเชิญพระพุทธเจ้าผู้เป็น
มหามุนีพระนามว่าอัตถทัสสี เสด็จขึ้นหลัง
ข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์จะให้พระองค์เสด็จ
ข้ามฟาก ขอพระองค์โปรดทรงทำที่สุดแห่งทุกข์
แก่ข้าพระองค์เถิด
พระพุทธเจ้าผู้มีพระยศใหญ่พระนามว่า
อัตถทัสสี ทรงทราบถึงความดำริของเรา จึงได้
เสด็จขึ้นหลังเรา แล้วประทับยืนอยู่
ความสุขของเราในเวลาที่นึกถึงตนได้
และในเวลาถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา หาเหมือน
ความสุขของเราเมื่อพื้นพระบาทสัมผัสไม่
สัมพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้มี
พระยศใหญ่ เสด็จขึ้นประทับยืนที่ฝั่งแม่น้ำแล้ว
ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
เราข้ามกระแสคงคา ชั่วเวลาประมาณ
เท่าจิตเป็นไป ก็พระยาเต่าผู้มีบุญนี้ ส่งเราข้าม
ฟาก
ด้วยการส่งพระพุทธเจ้าข้ามฟากนี้ และ
ด้วยความเป็นผู้มีจิตเมตตา เขาจักรื่นรมย์อยู่ใน
เทวโลกตลอด ๑,๘๐๐ กัป
จากเทวโลกมามนุษยโลกนี้เป็นผู้อันกุศล
มูลตักเตือนแล้ว นั่ง ณ อาสนะเดียว จักข้าม
พ้นกระแส คือ ความสงสัยได้

138
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 139 (เล่ม 72)

พืชแม้น้อยแต่เขาเอาหว่านลงในเนื้อนา
ดี เมื่อฝนยังอุทกธารให้ตกอยู่โดยชอบ ผลย่อม
ทำชาวนาให้ยินดี แม้ฉันใด
พุทธเขตที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง
ไว้นี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อบุญเพิ่มอุทกธาร
ให้โดยชอบ ผลจักทำให้เรายินดี
เราเป็นผู้มีตนอันส่งไปแล้วเพื่อความเพียร
เป็นผู้สงบระงับ ไม่มีอุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง
แล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ เราได้ทำกรรมใด ใน
กาลนั้น ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งการส่งพระพุทธเจ้าข้ามฟาก
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอนขอ
พระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระตรณิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบตรณิยเถราปทาน
อรรถกถาตรณิยเถราปทาน
อปทานที่ ๘ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาตรณิยเถราปทาน

139
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 140 (เล่ม 72)

ธรรมรุจิเถราปทานที่ ๙ (๔๘๙)
ว่าด้วยผลแห่งความพอใจในธรรม
[๗๙] ในเวลาที่พระพุทธเจ้าผู้พิชิตมาร
พระนามว่าทีปังกร ทรงพยากรณ์สุเมธดาบสว่า
ในกัปจากกัปนี้ไปนับไม่ถ้วย ดาบสนี้จักเป็น
พระพุทธเจ้า
พระมารดาบังเกิดเกล้าของดาบสนี้จักทรง
พระนามว่ามายา พระบิดาจักทรงพระนามว่า
สุทโธทนะ ดาบสนี้จักชื่อว่าโคดม
ดาบสนี้จักเริ่มตั้งความเพียรทำทุกกรกิริยา
แล้ว จักเป็นพระสัมพุทธเจ้าผู้มียศใหญ่ ตรัสรู้
ที่ควงไม้อัสสัตถพฤกษ์
พระอุปติสสะและพระโกลิตะจักเป็น
พระอัครสาวก ภิกษุอุปัฏฐากชื่อว่าอานนท์ จัก
บำรุงดาบสนี้ผู้เป็นพระพิชิตมาร
นางภิกษุณีชื่อว่าเขมาและอุบลวรรณา
จักเป็นอัครสาวิกา จิตตคฤหบดีและชาวเมืองอาฬวี
(ชื่อว่า หัตถกะ) จักเป็นอัครอุบาสก
นางขุชชุตตรา และนางนันทมาตา จัก
เป็นอัครอุบาสิกา ไม้โพธิ์ของนักปราชญ์ผู้นี้
เรียกว่าอัสสตถพฤกษ์

140
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 141 (เล่ม 72)

มนุษย์และเทวได้สดับพระดำรัสของ
พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ซึ่งจะหาใคร
เสมอเหมือนมิได้แล้ว ต่างเป็นผู้เบิกบาน ประ-
นมอัญชลีถวายนมัสการ
เวลานั้น เราเป็นมาณพชื่อว่าเมฆะ เป็น
นักศึกษา ได้สดับคำพยากรณ์อันประเสริฐของ
สุเมธดาบส พระมหามุนี
เราเป็นผู้คุ้นเคยในสุเมธดาบสผู้เป็นที่อยู่
แห่งกรุณา และได้บวชตามสุเมธดาบส ผู้เป็น
วีรบุรุษนั้น ผู้ออกบวชอยู่
เป็นผู้สำรวมในพระปาติโมกข์และ
อินทรีย์ ๕ เป็นผู้มีอาชีวะหมดจด มีสติ เป็น
นักปราชญ์ กระทำตามคำสอนของพระพิชิตมาร
เราเป็นอยู่เช่นนี้ ถูกปาปมิตรบางคน
ชักชวนในอนาจาร ถูกกำจัดจากหนทางอันชอบ
เป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจแห่งวิตก ได้
หลีกไปจากพระศาสนา ภายหลังถูกมิตรอัน
น่าเกลียดนั้น ชักชวนให้ฆ่ามารดา
เรามีใจอันชั่วช้าได้ทำอนันตริยกรรมฆ่า
มารดา เราจุติจากอัตภาพนั้นแล้วเกิดในอเวจี
มหานรกอันแสนทารุณ

141
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 142 (เล่ม 72)

เราไปสู่วินิบาตถึงความลำบากท่องเที่ยว
ไปนาน ไม่ได้เป็นสุเมธดาบสผู้เป็นนักปราชญ์
ผู้ประเสริฐกว่านระอีก
ในกัปนี้ เราเกิดเป็นปลาติมิงคละ อยู่
ในมหาสมุทร เราเห็นเรือในสาครจึงเข้าไปเพื่อจะ
กิน
พวกพ่อค้าเห็นเราก็กลัว ระลึกถึงพระ-
พุทธเจ้าประเสริฐสุด เราได้ยินเสียงกึกก้องว่า
โคตโม ที่พ่อค้าเหล่านั้นเปล่งขึ้น
จึงนึกถึงสัญญาเก่าขึ้นมาได้ ต่อจากนั้น
ได้ทำกาลกิริยา เกิดในสัญชาติพราหมณ์ ใน
สกุลอันมั่งคั่ง ณ พระนครสาวัตถี
เราชื่อว่าธรรมรุจิ เป็นคนเกียจบาป
กรรมทุกอย่าง พออายุได้ ๗ ขวบ ก็ได้พบพระ-
พุทธองค์ผู้ส่องโลกให้โชติช่วง
จึงได้ไปยังพระมหาวิหารเชตวัน แล้ว
บวชเป็นบรรพชิต เราเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ๓ ครั้ง
ต่อคนหนึ่งกับวันหนึ่ง
ครั้งนั้น พระพุทธองค์ผู้เป็นมหามุนี
ทอดพระเนตรเห็นเราเข้า จึงได้ตรัสว่า ดูก่อน
ธรรมรุจิ ท่านจงระลึกถึงเรา ลำดับนั้น เราได้
กราบทูลบุรพกรรมอย่างแจ่มแจ้ง กะพระพุทธเจ้า
ว่า

142
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 143 (เล่ม 72)

เพราะปัจจัยแห่งความบริสุทธิ์ในปางก่อน
ข้าพระองค์จึงมิได้พบพระองค์ ผู้ทรงพระลักษณะ
แห่งบุญตั้งร้อยเสียนาน วันนี้ ข้าพระองค์ได้เห็น
แล้วหนอ ข้าพระองค์เห็นพระสรีระของพระองค์
อันหาสิ่งอะไรเปรียบมิได้
ข้าพระองค์ตามหาพระองค์มานานนักแล้ว
ตัณหานี้ข้าพระองค์ทำให้เหือดแห้งไปโดยไม่
เหลือด้วยอินทรีย์สิ้นกาลนาน ข้าพระองค์ชำระ
นิพพานให้หมดมลทินได้ โดยกาลนาน ข้าแต่
พระมหามุนี นัยน์ตาอันสำเร็จด้วยญาณ ถึงความ
พร้อมเพรียงแก่พระองค์ได้ ก็สิ้นเวลานานนัก
ข้าพระองค์พินาศไปเสียในระหว่าง อีกเป็นเวลา
นาน วันนี้ได้สมาคมกับพระองค์อีก ข้าแต่พระ-
โคดม กรรมที่ข้าพระองค์ได้ทำไว้ จะไม่พินาศไป
เลย.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . . คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระธรรมรุจิเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบธรรมรุจิเถราปทาน

143
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 144 (เล่ม 72)

๔๘๙. อรรถกถาธรรมรุจิเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ตทาหํ มาณโว อาสึ ความว่า สุเมธบัณฑิตได้รับพยากรณ์
จากสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าทีปังกรในกาลใดในกาลนั้นเรา
ชื่อว่า เมฆะ เป็นพราหมณ์หนุ่มบวชเป็นฤาษีร่วมกับสุเมธดาบส ศึกษาใน
สิกขาบททั้งหลายจบแล้วคลุกคลีกับเพื่อนชั่วบางคนเข้า เพราะโทษที่คลุก-
คลีสมาคมกันจึงตกไปในอำนาจแห่งวิตกที่ลามกเป็นต้น ด้วยกรรมคือการ
ฆ่ามารดา จึงได้เสวยทุกข์อันเนื่องด้วยเปลวไฟเป็นต้นในนรก จุจิจากอัตภาพ
นั้นแล้ว ได้บังเกิดเป็นปลาใหญ่ชื่อ ติมิงคละ ในมหาสมุทร มีความประสงค์
จะกลืนเรือใหญ่ที่แล่นไปในท่ามกลางมหาสมุทร จึงได้ว่ายไป พวกพ่อค้า
เห็นเราเข้าจึงกลัวร้องเสียงดังว่า โอ พระผู้มีพระภาคเจ้าโคดม ลำดับนั้น
ด้วยอำนาจวาสนาที่ได้อบรมมาในกาลก่อน ปลาใหญ่จึงเกิดความเคารพใน
พระพุทธเจ้า จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ที่สมบูรณ์
ด้วยสมบัติในกรุงสาวัตถี มีศรัทธาเลื่อมใส ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระ
ศาสดาแล้วบวช ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ ได้ไปสู่ที่บำรุง
วันละ ๓ ครั้ง ระลึกถึงไหว้อยู่ ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสกะ
เราว่า เป็นผู้ยินดีในธรรมได้นาน. ลำดับนั้น พระเถระรูปนั้นกล่าวชมเชย
ด้วยคาถาเป็นต้นว่า สุจิรํ สตปุญฺญลกฺขณํ ผู้ทรงพระลักษณะแห่งบุญตั้งร้อย
เสียนานดังนี้ ข้าแต่พระโคดมผู้ทรงพระลักษณะแห่งบุญตั้งร้อยผู้เจริญ. บทว่า
ปติปุพฺเพน วิสุทฺธปจฺจยํ ความว่า ข้าพเจ้ามิได้พบเห็นท่านผู้มีปัจจัยสมภารที่
บำเพ็ญมาจนบริบูรณ์ ณ บาทมูลของพระพุทธเจ้าทีปังกรในกาลก่อนเสียนาน

144
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 145 (เล่ม 72)

แสนนาน. บทว่า อหมชฺช สุเปกขนํ ความว่า ในวันนี้นี่เอง ข้าพเจ้าได้
พบเห็นแล้วหนอ ซึ่งพระโคตรผู้มีพระสรีระอันปราศจากอุปมา นับว่าเป็นการ
เห็นด้วยดี หรือเป็นการเห็นที่งาม. บทว่า สุจิรํ วิหตตโม มยา ความว่า
พระองค์ทรงกำจัดความมืดได้แล้วโดยพิเศษ คือทรงกำจัดโมหะได้แล้ว แม้
ข้าพระองค์ ก็ได้ชมเชยแล้วเป็นอย่างดีตลอดกาลนาน. บทว่า สุจิรกฺเขน
นที วิโสสิตา ความว่า แม่น้ำคือตัณหานี้ ซึ่งข้าพระองค์รักษาคุ้มครองมา
เป็นอย่างดี ได้ให้เหือดแห้งไปโดยพิเศษแล้ว คือพระองค์ทำให้ไม่สมควร
จะเกิดได้อีก. บทว่า สุจิรํ อมลํ วิโสธิตํ ความว่า ข้าพระองค์ชำระพระนิพพาน
ให้หมดจดได้โดยกาลนาน คือพระองค์ทำให้ข้าพระองค์ได้บรรลุแล้ว. บทว่า
นยนํ ญาณมยํ มหามุเน จิรากาลสมงฺคิโต ความว่า ข้าแต่พระมหามุนีคือ
พระมหาสมณะ นัยน์ตาอันสำเร็จด้วยญาณ ถึงความพร้อมเพรียงกับพระองค์
ได้ ก็สิ้นเวลานานนักหนา. บทว่า อวินฏฺโฐ ปุนรนฺตรํ ความว่า ข้าพระองค์
ได้พินาศ คือเสื่อมเสียไปในระหว่างภพ คือในท่ามกลางอีกเป็นเวลานาน.
บทว่า ปุนรชฺชสมาคโต ตฺยา ความว่า วันนี้ คือในเวลานี้ข้าพระองค์ได้
มาสมาคมกับพระองค์ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้ง. บทว่า น หิ นสฺสนฺติ
กตานิ โคตม ความว่า ข้าแต่พระโคดม คือ พระสัพพัญญูพุทธเจ้า กรรมมี
การสมาคมเป็นต้น ที่ข้าพระองค์ได้ทำร่วมกับพระองค์จะไม่พินาศไป จน
กว่าจะดับขันธปรินิพพาน จึงจักไม่มี. คำที่เหลือ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาธัมมรุจิเถราปทาน

145