ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 126 (เล่ม 72)

ธรรม เจตนาที่ไม่น่ารื่นรมย์ใจ เราไม่รู้จักเลย
เราท่องเที่ยวไปเสวยสมบัติในภพน้อยภพใหญ่
ความบกพร่องในโภคทรัพย์ไม่มีแก่เราเลย นี้เป็น
ผลในการสรรเสริญพระญาณ
ไฟ ๓ กองเราดับสนิทแล้ว เราถอนภพ
ทั้งปวงขึ้นหมดแล้ว เราเป็นผู้สิ้นอาสวะทุกอย่าง
แล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก
ในกัปที่สามหมื่น เราได้สรรเสริญ
พระญาณใด ด้วยการสรรเสริญนั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้ก็เป็นผลแห่งการสรรเสริญพระญาณ
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระญาณถวิกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบญาณถวิกเถราปทาน
จันทนมาลิยเถราปทานที่ ๕ (๔๘๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายแก่นจันทร์และดอกรัง
[๗๕] เราละเบญจกามคุณอันน่ารัก น่า
รื่นรมย์ใจและละทรัพย์ประมาณ ๘๐ โกฏิแล้ว
บวชเป็นบรรพชิต

126
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 127 (เล่ม 72)

ครั้นบวชแล้วได้เว้นการทำความชั่วด้วย
กายละความประพฤติชั่วด้วยวาจาอยู่แทบฝั่งแม่น้ำ
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ได้เสด็จมา
หาเราผู้อยู่คนเดียว เราไม่รู้จักว่าเป็นพระพุทธเจ้า
เราได้ทำปฏิสันถาร
ครั้นทำปฏิสันถารแล้ว จึงได้ทูลถามถึง
พระนามและพระโคตรว่า ท่านเป็นเทวดาหรือ
คนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ ท่านเป็น
ใคร หรือเป็นบุตรของใคร หรือเป็นท้าวมหา-
พรหมนาในที่นี้ ย่อมสว่างไสวไปทั่วทิศ เหมือน
พระอาทิตย์อุทัย ฉะนั้น
ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ จักรมีกำพันหนึ่ง
ปรากฏที่เท้าของท่าน ท่านเป็นใคร หรือเป็น
บุตรของใคร เราจะรู้จักท่านอย่างไร ขอท่านจง
บอกชื่อและโคตรบรรเทาความสงสัยของเราเถิด.
พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า เราไม่ใช่เทวดา
ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกปุรินททะ และ
ความเป็นพรหมก็หามีแก่เราไม่ เราสูงสุดกว่า
พรหมเหล่านั้น ล่วงวิสัยของพรหมเหล่านั้น เรา
ได้ทำลายเครื่องผูกพันคือกามได้แล้ว เผากิเลส
เสียหมดสิ้น บรรลุสัมโพธิญาณอันอุดมแล้ว.

127
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 128 (เล่ม 72)

เราได้สดับพระดำรัสของพระองค์แล้ว
จึงได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหามุนี ถ้าพระองค์
เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าขอเชิญพระองค์ประทับ
นั่งเถิด ข้าพระองค์จะขอบูชาพระองค์ ขอพระ-
องค์จงทำที่สุดแห่งทุกข์แก่ข้าพระองค์เถิด.
เราได้ลาดหนังสัตว์ถวายพระศาสดาแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเหนือหนังสัตว์นั้น
ดังสีหราชนั่งอยู่ที่ซอกภูเขา ฉะนั้น
เขารีบขึ้นภูเขาเก็บเอาผลมะม่วง ดอกรัง
อันสวยงามและแก่นจันทน์อันมีค่ามาก
เขารีบถือเอาทั้งหมดเข้าไปเฝ้าพระผู้นำ
ของโลก ถวายผลไม้แด่พระพุทธเจ้า แล้วเอา
ดอกรังบูชา ก็เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส มี
ปีติอันไพบูลย์ ได้เอาแก่นจันทน์ลูบไล้แล้ว ถวาย
บังคม พระศาสดาพระผู้นำของโลกพระนาม
ว่าสุเมธะ ประทับนั่งบนหนังเสือ เมื่อจะยังเรา
ให้รื่นเริงได้ทรงพยากรณ์กรรมของเราในครั้งนั้น
ว่า
ด้วยการถวายผลไม้กับของหอมและ
ดอกไม้ทั้งสองอย่างนี้ ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก
๒,๕๐๐ กัป เขาจักเป็นผู้มีความดำริทางใจไม่
บกพร่อง ยังอำนาจให้เป็นไป

128
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 129 (เล่ม 72)

ในกัปที่ ๒,๖๐๐ จักไปสู่ความเป็นมนุษย์
จักได้เป็นพระเจ้าจักพรรดิผู้ทรงมหิฤทธิ์ มี
มหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต วิสสุกรรมเทพบุตร
เนรมิตพระนครอันนามว่า เวกระ ให้ พระนคร
นั้นจักสำเร็จด้วยทองล้วน ๆ ประดับประดาด้วย
รัตนะนานาชนิด เขาจักท่องเที่ยวไปยังกำเนิด
ทั้งหลายโดยอุบายนี้เทียว
เขาจักเป็นผู้ถึงความสุขในทุกภพ คือ
ในความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ เมื่อถึงภพสุดท้าย
เขาจักเป็นบุตรพราหมณ์
จักออกบวชเป็นบรรพชิตจักเป็นผู้ถึงฝั่ง
อภิญญาไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน
พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะผู้นำ
ของโลก ครั้นตรัสดังนี้ เมื่อเรากำลังเพ่งมองอยู่
ได้เสด็จเหาะไปในอากาศ
ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว และด้วย
ความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้เข้าถึง
สวรรค์ชั้นดุสิต
จุติจากดุสิตแล้ว ไปเกิดในครรภ์ของ
มารดา ในครรภ์ที่เราอยู่ ไม่มีความบกพร่อง
ด้วยโภคทรัพย์แก่เราเลย
เมื่อเรายังอยู่ในครรภ์ของมารดา ข้าว
น้ำ โภชนาหารเกิดตามความปรารถนาแก่มารดา
ของเราตามชอบใจ

129
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 130 (เล่ม 72)

เราออกบวชเป็นบรรพชิตแต่อายุ ๕ ขวบ
เมื่อปลงผมเสร็จ เราก็ได้บรรลุพระอรหัต
เราค้นหาบุรพกรรมอยู่ ก็มิได้เห็นฝั่ง
เลย เราระลึกถึงกรรมของเราในสามหมื่นกัปได้
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้า
พระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์
ผู้เป็นอุดมบุรุษ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระ-
องค์ ข้าพระองค์อาศัยคำสั่งสอนของพระองค์
จึงได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว
ในกัปที่สามหมื่น เราบูชาพระสัมพุทธ-
เจ้า ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระจันทนมาลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประ-
การฉะนี้แล.
จบจันทนมาลิยเถราปทาน

130
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 131 (เล่ม 72)

ธาตุปูชกเถราปทานที่ ๖ (๔๘๖)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาพระธาตุ
[๗๖] เมื่อพระโลกนาถผู้นำโลก
พระนามว่าสิทธัตถะ ปรินิพพาน เราได้นำ
พวกญาติของเรามาทำการบูชาพระธาตุ
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระ-
ธาตุใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระธาตุ
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระธาตุปูชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบธาตุปูชกเถราปทาน
อรรถกถาอปทานที่ ๔,๕ และ ๖
อปทานที่ ๔,๕ และ ๖ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
ปุฬินุปปาทกเถราปทานที่ ๗ (๔๘๓)
ว่าด้วยผลแห่งการก่อพระเจดีย์ทราย
[๗๗] เราเป็นดาบสชื่อเทวละ อาศัยอยู่
ที่ภูเขาหิมพานต์ ที่จงกรมของเราเป็นที่อัน
อมนุษย์เนรมิตให้ ณ ภูเขานั้น

131
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 132 (เล่ม 72)

ครั้งนั้น เรามุ่นมวยผมสะพายคนโทน้ำ
เมื่อจะแสวงหาประโยชน์อันสูงสุด ได้ออกไปจาก
ป่าใหญ่
ครั้งนั้น ศิษย์ ๘๔,๐๐๐ คน อุปัฏฐากเรา
เขาทั้งหลายขวนขวายเฉพาะกรรมของตนอยู่ใน
ป่าใหญ่
เราออกจากอาศรม ก่อพระเจดีย์ทราย
แล้วรวบรวมเอาดอกไม้นานาชนิดมาบูชาพระเจดีย์
นั้น
เรายังจิตให้เลื่อมใสพระเจดีย์นั้น แล้ว
เข้าไปสู่อาศรม พวกศิษย์ได้มาประชุมพร้อมกัน
ทุกคนแล้ว ถามถึงความข้อนี้ว่า
ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ สถุปที่ท่านนมัส-
การก่อด้วยทราย แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็อยากจะรู้
ท่านอันข้าพเจ้าทั้งหลายถามแล้ว ขอจงบอกแก่
ข้าพเจ้าทั้งหลาย.
เราตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้นี้
พระจักษุ มียศใหญ่ ท่านทั้งหลายได้พบแล้วใน
บทมนต์ของเรามิใช่หรือ เรานมัสการพระพุทธ -
เจ้าผู้ประเสริฐสุด มียศใหญ่เหล่านั้น.
ศิษย์เหล่านั้นได้ถามอีกว่า พระพุทธเจ้า
ผู้มีความเพียรใหญ่ รู้ไญยธรรมทั้งปวง ทรงเป็น

132
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 133 (เล่ม 72)

ผู้นำโลกเหล่านั้น เป็นเช่นไร มีคุณเป็นอย่างไร
มีศีลเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าผู้มีพระยศใหญ่
เหล่านั้นเป็นดังฤา.
เราได้ตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย มี
พระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ มีพระทนต์
ครบ ๔๐ ถ้วน มีดวงพระเนตรดังตาแห่งโคและ
เหมือนผลมะกล่ำ
อนึ่ง พระพุทธเจ้าเหล่านั้นเมื่อเสด็จ
ดำเนินไป ก็ย่อมทอดพระเนตรดูเพียงชั่วแอก
พระชานุของพระองค์ไม่ลั่น ใคร ๆ ไม่ได้ยิน
เสียงที่ต่อ
อนึ่ง พระสุคตทั้งหลาย เมื่อเสด็จดำเนิน
ไป ย่อมไม่รีบร้อนเสด็จดำเนินไป ทรงก้าว
พระบาทเบื้องขวาก่อน นี้เป็นธรรมดาของพระ-
พุทธเจ้าทั้งหลาย
และพระพุทธเจ้าเหล่านั้น เป็นผู้ไม่
หวาดกลัว เปรียบเหมือนไกรสรมฤคราช ฉะนั้น
พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ไม่ทรงยกพระองค์ และ
ไม่ทรงข่มขี่สัตว์ทั้งหลาย
ทรงหลุดพ้นจากการถือตัวและดูหมิ่น
ท่านเป็นผู้มีพระองค์เสมอในสัตว์ทั้งปวง พระ-
พุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ไม่ทรงยกพระองค์ นี้เป็น
ธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

133
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 134 (เล่ม 72)

และพระสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเมื่อเสด็จ
อุบัติขึ้น พระองค์ทรงแสดงแสงสว่าง ทรงประ-
กาศวิการ ๖ ทั่วพื้นแผ่นดินนี้ทั้งสิ้น
ทั้งพระองค์ทรงเห็นนรกด้วย ครั้งนั้น
ไฟนรกดับ มหาเมฆยังฝนให้ตก นี้เป็นธรรมดา
ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
พระพุทธเจ้าผู้มหานาคเหล่านั้น เป็น
เช่นนี้ พระพุทธเจ้าผู้มียศใหญ่เหล่านั้น ไม่มีใคร
เทียมเท่าพระตถาคตทั้งหลาย เป็นผู้มีพระคุณหา
ประมาณมิได้ ใคร ๆ ไม่เกินพระองค์ไปโดย
เกียรติคุณ.
ศิษย์ทุกตนเป็นผู้มีความเคารพ ชื่นชม
ถ้อยคำของเรา ต่างได้ปฏิบัติเช่นนั้น ตามสัตติ
กำลัง
พวกเขามีความเพลิดเพลินในกรรมของ
ตน เชื่อฟังถ้อยคำของเรา มีฉันทะอัธยาศัยน้อม
ไปในความเป็นพระพุทธเจ้า พากันบูชาพระเจดีย์
ทรายในกาลนั้น เทพบุตรผู้มียศใหญ่ จุติจากชั้น
ดุสิต บังเกิดในพระครรภ์ของพระมารดา หมื่น
โลกธาตุหวั่นไหว
เรายืนอยู่ในที่จงกรมไม่อาศรม ศิษย์
ทุกคนได้มาประชุมพร้อมกันในสำนักของเรา

134
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 135 (เล่ม 72)

ถามว่า แผ่นดินบันลือลั่น ดุจโคอุสภะ คำรณ
ดุจมฤคราช ร้องดุจจระเข้ จักมีผลเป็นอย่างไร.
เราตอบว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระ-
องค์ใดที่เราประกาศ ณ ที่ใกล้พระสถูปคือกอง-
ทราย บัดนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีโชค เป็น
ศาสดาพระองค์นั้น เสด็จลงสู่พระครรภ์พระ-
มารดาแล้ว.
เราแสดงธรรมกถาแก่พวกศิษย์เหล่านั้น
แล้ว กล่าวสดุดีพระมหามุนี ส่งศิษย์ของตนไป
แล้ว นั่งขัดสมาธิ
ก็เราเป็นผู้สิ้นกำลังนอนเจ็บหนัก ระลึก
ถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ทำกาลกิริยา ณ ที่
นั้นเอง
ครั้งนั้น ศิษย์ทุกคนพร้อมกันทำเชิง
ตะกอนแล้ว ยกซากศพของเราขึ้นเชิงตะกอน
พวกเขาล้อมเชิงตะกอน ประนมอัญชลี
เหนือเศียร อันลูกศรคือ ความโศกครอบงำ ชวน
กันมาคร่ำครวญ
เมื่อศิษย์เหล่านั้นพิไรรำพันอยู่ เราได้
ไปใกล้เชิงตะกอน สั่งสอนพวกเขาว่า เราคือ
อาจารย์ของท่าน แน่ะท่านผู้มีปัญญาดีทั้งหลาย
ท่านทั้งหลายอย่าได้เศร้าโศกเลย

135