ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 116 (เล่ม 72)

ทราบว่า ท่านพระปังสูกุลสัญญเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปังสุกูลสัญญกเถราปทาน
อรรถกถาปังสุกูลวรรคที่ ๔๙
อปทานที่ ๑ ในวรรคที่ ๔๙ มีเนื้อความพอที่จะกำหนดรู้ได้โดยง่าย
ทีเดียวแล.
พุทธสัญญกเถราปทานที่ ๒ (๔๘๒)
ว่าด้วยผลแห่งการเกิดพุทธสัญญา
[๗๒] เราเป็นคนเล่าเรียน ทรงจำมนต์
รู้จบไตรเพท ชำนาญในคัมภีร์ทำนายมหาปุริส
ลักษณะ คัมภีร์อิติหาสะ พร้อมด้วยคัมภีร์
นิฆัณธุศาสตร์ แลคัมภีร์เกฏุภศาสตร์
ครั้งนั้นพวกศิษย์มาหาเราปานดังกระแส
น้ำ เราไม่เกียจคร้าน บกกมนต์แก่ศิษย์เหล่านั้น
ทั้งกลางวันและกลางคืน
ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า
สิทธัตถะ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์ทรง
กำจัดความมืดมิดให้พินาศแล้ว ยังแสงสว่างคือ
พระญาณให้เป็นไป

116
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 117 (เล่ม 72)

ครั้งนั้น ศิษย์ของเราคนหนึ่งได้บอกแก่
ศิษย์ทั้งหลายของเรา พวกเขาได้ฟังความนั้น จึง
ได้บอกแก่เรา เราคิดว่าพระสัพพัญญูพุทธเจ้า
ผู้เป็นนายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ชนย่อม
อนุวัตรตามพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เราไม่มีลาภ
พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้มีการอุบัติ
เลิศลอย มีจักษุ ทรงยศใหญ่ ไฉนหนอ เราพึง
เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นผู้นำโลก
เราถือหนังสือ ผ้าเปลือกไม้กรอง และ
คนโทน้ำของเรา แล้วออกจากอาศรม เชิญชวน
พวกศิษย์ว่า
ความเป็นผู้นำโลกหาได้ยาก เหมือนกับ
ดอกมะเดื่อ กระต่ายในดวงจันทร์หรือเหมือนกับ
น้ำนมกา ฉะนั้น
พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว
แม้ความเป็นมนุษย์ก็หาได้ยาก และเมื่อความมี
พระพุทธเจ้าผู้นำโลกและความเป็นมนุษย์ทั้งสอง
อย่างมีอยู่ การได้ฟังธรรมก็ยังได้ยาก
พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พวก
เราจักได้ดวงตาเห็นธรรมอันเป็นของพวกเรา มา
เถอะท่านทั้งหลาย เราจักไปยังสำนักของพระ-
พุทธเจ้าด้วยกันทุกคน

117
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 118 (เล่ม 72)

ศิษย์ทุกคนแบกคนโทน้ำ นุ่งหนังเสือ
ทั้งเล็บ พวกเขาเต็มไปด้วยภาชนะคือชฎา พากัน
ออกไปจากป่าใหญ่ในครั้งนั้น
พวกเขามองดูประมาณชั่วแอก แสวงหา
ประโยชน์อันสูงสุด เดินมาเหมือนลูกช้าง เป็น
ผู้ไม่สะดุ้ง ประหนึ่งไกรสรสีหราช ฉะนั้น
เขาทั้งหลายไม่มีความสะดุ้ง หมดความ
ละโมภ มีปัญญา มีความประพฤติสงบ เมื่อ
เสาะแสวงหาโมกขธรรม ได้พากันเข้าไปเฝ้า
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
เราเกิดป่วยเจ็บขึ้นในประเทศประมาณ
หนึ่งโยชน์ครึ่ง เราระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประ-
เสริฐสุดแล้ว ตายที่ประเทศนั้น
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้สัญญาใด
ในกาลนั้น ด้วยการได้สัญญานั้นเราไม่รู้จักทุคติ
เลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระพุทธเจ้า
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระพุทธสัญญกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประ-
การฉะนี้แล.
จบพุทธสัญญกเถราปทาน

118
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 119 (เล่ม 72)

๔๘๒. อรรถกถาพุทธสัญญกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อธิจฺจุปฺปตฺติกา พุทฺธา ความว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็น
ผู้มีการอุบัติเลิศลอย คือ ไม่มีเหตุการณ์อะไรขัดข้อง ได้แก่ เกิดเป็นด้วยพระ
ญาณของพระองค์เอง ปราศจากเทวดาพรหมและมารเป็นต้นเหล่าอื่น ที่จะ
ให้คำแนะนำ. บทว่า อุทุมฺพริกปุปฺผํว ได้แก่ คล้ายดอกมะเดื่อที่หาได้โดยยาก
คือเกิดขึ้นได้ยากฉะนั้น. บทว่า จนฺทมฺหิ สสกํ ยถา ได้แก่ คล้ายรูปกระต่าย
ในดวงจันทร์ ซึ่งหาได้ยาก. บทว่า วายสานํ ยถา ขีรํ ความว่าคล้ายกับน้ำนม
กาจะบีบคั้นเป็นนิตย์ คือทั้งคืนทั้งวันให้ได้สักนิดหน่อย ก็ได้โดยยากฉันใด
พระผู้นำของชาวโลกก็หาได้ยาก เพราะกว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าได้ ต้อง
บำเพ็ญบารมีถึง ๔ อสงไขยกำไรแสนกัปก็มี ถึง ๘ อสงไขยกำไรแสนกัปก็มี
จึงจะได้เป็นพระผู้นำของชาวโลกได้ ฉันนั้นแล.
จบอรรถกถาพุทธสัญญกเถราปทาน
ภิสทายกเถราปทานที่ ๓ (๔๘๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเหง้าบัว
[๗๓] ครั้งนั้น เราลงสู่สระโบกขรณีที่
ช้างนานาชนิดเสพแล้วถอนเหง้าบัวในสระนั้น
เพราะเหตุจะกิน สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ตื่นแล้ว ทรงผ้ากัมพล
สีแดง สลัดผ้าบังสุกุลเหาะไปในอากาศ

119
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 120 (เล่ม 72)

เวลานั้น เราได้ยินเสียงจึงแหงนขึ้นไป
ดู ได้เห็นพระผู้นำโลก
เรายืนอยู่ในสระโบกขรณีนั่นแหละ ได้
ทูลอ้อนวอนพระผู้นำโลกว่า น้ำหวานน้ำนมและ
เนยใสกำลังไหลจากเหง้าบัว
ขอพระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาจักษุโปรด
ทรงรับเพื่ออนุเคราะห์แก่ข้าพระองค์เถิด ลำดับ
นั้นพระสัมพุทธเจ้าผู้ศาสดา ทรงประกอบด้วย
พระกรุณา มียศใหญ่ มีพระปัญญาจักษุ เสด็จ
ลงจากอากาศมารับภิกษาของเรา เพื่อความอนุ-
เคราะห์ ครั้นแล้วได้ทรงทำอนุโมทนาแก่เราว่า
แน่ะ ท่านผู้มีบุญใหญ่ ท่านจงเป็นผู้มี
ความสุขเถิด คติจงสำเร็จแก่ท่าน ด้วยการให้
เหง้าบัวเป็นทานนี้ ท่านจงได้สุขอันไพบูลย์
ครั้นพระสัมพุทธชินเจ้าพระนามว่าปทุมุต-
ตระตรัสฉะนี้แล้ว ได้ทรงรับภิกษาแล้วเสด็จไป
ในอากาศ
ลำดับนั้น เราเก็บเหง้าบัวจากสระนั้น
กลับมายังอาศรม วางเหง้าบัวไว้บนต้นไม้ระลึก
ถึงทานของเรา

120
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 121 (เล่ม 72)

ครั้งนั้น ลมพายุใหญ่ดังขึ้นแล้วพัดป่า
ให้สั่นสะเทือน อากาศดังลั่นในเมื่อฟ้าฝ่า
ลำดับนั้น อสนีบาตได้ตกลงบนศีรษะ
ของเรา ก็ในกาลนั้น เราเป็นผู้นั่งตายอยู่ ณ ที่นั้น
เราเป็นผู้ประกอบด้วยบุญกรรม เข้าถึง
สวรรค์ชั้นดุสิต ซากศพของเราตกไป ส่วนเรา
รื่นรมย์อยู่ในเทวโลก
นางเทพอัปสร ๘๔,๐๐๐ นาง ล้วนประดับ
ประดาสวยงาม ต่างก็บำรุงเราทั้งเช้าเย็น นี้เป็น
ผลแห่งการถวายเหง้าบัว
ครั้งนั้น เรามาสู่กำเนิดมนุษย์เป็นผู้ถึง
ความสุข ความบกพร่องในโภคทรัพย์ ไม่มีแก่
เราเลย นี้ก็เป็นผลแห่งการถวายเหง้าบัว
เราอันพระสัมพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐ
กว่าทวยเทพ ผู้คงที่ พระองค์นั้นทรงอนุเคราะห์
แล้ว จึงเป็นผู้สิ้นอาสวะทั้งปวง บัดนี้ภพใหม่
ไม่มีอีก
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ถวายภิกษา
ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายภิกษา เราไม่
รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายเหง้าบัว

121
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 122 (เล่ม 72)

เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
จบภิสทายกเถราปทาน
๔๘๓. อรรถกถาภิสทายกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอุปทานที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มธุํ ภิเสหิ สวติ ความว่า น้ำผึ้งกำลังไหลหลั่งออกจากเกสร
บัว. บทว่า ขีรํ สปฺปึ มุฬาลิภิ ความว่า น้ำนมและรสเนยใส กำลังไหล
หลั่งออกจากเหง้าบัว อธิบายว่า เพราะฉะนั้น ขอพระพุทธเจ้า จงรับภิกษา
ทั้ง ๒ นั้นของข้าพระองค์เถิด.
จบอรรถกถาภิสทายกเถราปทาน
ญาณถวิกเถราปทานที่ ๔ (๔๘๕)
ว่าด้วยผลแห่งการสรรเสริญพระพุทธญาณ
[๗๔] เราสร้างอาศรมอย่างสวยงามไว้ ณ
ทิศทักษิณแห่งภูเขาหิมวันต์ ครั้งนั้น เราเสาะหา
ประโยชน์อันสูงสุด จึงอยู่ในป่าใหญ่
เรายินดีด้วยลาภและความเสื่อมลาภ คือ
ด้วยเหง้ามันและผลไม้ ไม่เบียดเบียนใคร ๆ เที่ยว
ไป เราอยู่คนเดียว

122
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 123 (เล่ม 72)

ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า
สุเมธะ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระองค์กำลัง
รื้อขนมหาชน ทรงประกาศสัจจะอยู่
เรามิได้สดับข่าวพระสัมพุทธเจ้า ถึง
ใคร ๆ ที่จะบอกกล่าวให้เรารู้ก็ไม่มี เมื่อล่วงไป
ได้ ๘ ปี เราจึงได้สดับข่าวพระนายกของโลก
เรานำเอาไฟและฟืนออกไปเสียแล้ว
กวาดอาศรม ถือเอาหาบสิ่งของออกจากเตาไป
ครั้งนั้นเราพักอยู่ในบ้านและนิคมแห่ง
ละคืน เข้าไปใกล้พระนครจันทวดีโดยลำดับ
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำของ
โลกพระนามว่าสุเมธะ กำลังรื้อขนสัตว์เป็นอัน
มาก ทรงแสดงอมตบท
เราได้ผ่านหมู่ชนไปถวายบังคมพระชินเจ้า
ผู้เสด็จมาดี ทำหนังสัตว์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง แล้ว
สรรเสริญพระผู้นำของโลกว่า
พระองค์เป็นพระศาสดาประหนึ่งยอด
เป็นธงชัยและเป็นเสายัญของหมู่สัตว์ เป็นที่ยึด
หน่วง เป็นที่พึ่ง และเป็นเกาะของหมู่สัตว์ เป็น
ผู้สูงสุดกว่าสัตว์.
จบภาณวารที่ ๒๑

123
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 124 (เล่ม 72)

พระองค์เป็นผู้ฉลาด เป็นนักปราชญ์ใน
ทัศนะ ทรงช่วยประชุมชนให้ข้ามพ้นไปได้
ข้าแต่พระมุนี ผู้อื่นที่จะช่วยให้สัตว์ข้ามพ้นไป
ยิ่งไปกว่าพระองค์ ไม่มีในโลก
สาครแสนลึกสุด ก็พึงอาจที่จะประมาณ
ได้ด้วยปลายหญ้าคา ข้าแต่พระสัพพัญญู ส่วน
พระญาณของพระองค์ ใคร ๆ ไม่อาจจะประมาณ
ได้เลย
แผ่นดิน ก็อาจที่จะวางบนตาชั่งแล้ว
กำหนดได้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ แต่สิ่งที่เสมอ
กับพระปัญญาของพระองค์ไม่มีเลย
อากาศก็อาจจะวัดได้ด้วยเชือกและนิ้วมือ
ข้าแต่พระสัพพัญญู ส่วนศีลของพระองค์ ใคร ๆ
ไม่อาจจะประมาณได้เลย
น้ำในมหาสมุทร อากาศและภูมิภาค ๓
อย่างนี้ประมาณเอาได้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ
พระองค์ย่อมเป็นผู้อันใคร ๆ จะประมาณเอาไม่
ได้เลย
เรากล่าวสรรเสริญพระสัพพัญญู ผู้มี
พระยศใหญ่ ด้วยคาถา ๖ คาถาแล้ว ประนมกร
อัญชลี ยืนนิ่งอยู่ในเวลานั้น

124
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 125 (เล่ม 72)

พระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาเสมอด้วย
แผ่นดิน เป็นเมธีชั้นดี เขาขนานพระนามว่า
สุเมธะ.
ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว
ได้ตรัสพระคาลาเหล่านี้ว่า ผู้ใดมีใจเลื่อมใส ได้
กล่าวสรรเสริญญาณของเรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น
ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๗๗ กัป จัก
เป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติอยู่ในเทวโลก
๑,๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเกินกว่า
ร้อยครั้ง
และจักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอัน
ไพบูลย์ โดยคณานับมิได้ เขาเป็นเทวดาหรือ
มนุษย์ จักเป็นผู้ตั้งมั่นในบุญกรรม จักเป็นผู้
ความดำริแห่งใจไม่บกพร่อง มีปัญญากล้า
ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ พระศาสดามีพระนามว่า
โคดม จักทรงสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช
จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
ผู้นี้ไม่มีความกังวล ออกบวชเป็น
บรรพชิต จักบรรลุพระอรหัตแต่อายุ ๗ ขวบ ใน
ระหว่างเวลาที่เราระลึกถึงคน และได้บรรลุศาสน-

125