ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 96 (เล่ม 72)

นิมิตพยากรณิยเถราปทานที่ ๑๐ (๔๗๐)
ว่าด้วยผลแห่งการพยากรณ์นิมิต
[๖๐] ครั้งนั้น เราได้เข้าไปป่าหิมวันต์
บอกมนต์ ศิษย์ ๕,๔๐๐ คนได้อุปัฏฐากเรา
ศิษย์เหล่านั้นล้วนเป็นนักศึกษา รู้จบ
ไตรเทพถึงความเต็มเปี่ยมในธรรมมีองค์ ๖ พวก
เขาถือตัวจัดเพราะวิทยาของคน อยู่ในป่าหิมวันต์
เทพบุตรผู้มียศใหญ่ เป็นผู้มีสติสัมป-
ชัญญะ จุติจากชั้นดุสิตอุบัติในครรภ์แห่งมารดา
เมื่อพระสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น หมื่น
โลกธาตุก็หวั่นไหว คนตาบอดก็มองเห็นได้
ในเมื่อพระผู้นำเสด็จอุบัติขึ้น
พื้นพสุธานี้ทั้งสิ้นสั่นสะเทือน ๖ ประการ
มหาชนได้สดับเสียงกึกก้องแล้ว พากันแย้มสรวล
ชนทั้งปวงประชุมกันแล้ว ได้พากัน ไป
ยังสำนักของเรา ถามว่า พื้นพสุธานี้สั่นสะเทือน
จักมีผลเป็นอย่างไร
ครั้งนั้นเราได้พยากรณ์แก่เขาทั้งหลายว่า
อย่ากลัวเลย ไม่มีภัยแก่ท่านทั้งหลาย ท่านทุกๆ
คนจงเบาใจเถิด ความเกิดนี้ประกอบด้วยสุข
ประโยชน์

96
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 97 (เล่ม 72)

พื้นพสุธาอันเหตุ ๘ ประการถูกต้องแล้ว
ย่อมจะสั่นสะเทือน นิมิตย่อมจะปรากฏโดยอาการ
เช่นเดียวกัน แสงสว่างอันไพบูลย์ใหญ่โต ก็เช่น
กัน
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ผู้มีจักษุ จัก
เสด็จอุบัติขึ้นโดยไม่ต้องสงสัย เรายังประชุมชน
ให้เข้าใจดีแล้ว ได้บอกเบญจศีล
พวกเขาได้สดับเบญจศีลแล้วคิดว่า การ
เสด็จอุบัติของพระพุทธเจ้า ยากที่จะหาได้ เป็น
ผู้เกิดอุพเพงคาปีติ มีใจโสมนัส ยินดี ร่าเริง
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้พยากรณ์
นิมิตใด ด้วยการพยากรณ์นิมิตนั้น เราไม่รู้จักทุคติ
เลย นี้เป็นผลแห่งการพยากรณ์
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนิมิตตพยากรณิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบนิมิตตพยากรณิยเถราปทาน
อรรถกถาสาลปุปผิวรรคที่ ๔๗
อปทานมีอปทานที่ ๑ เป็นต้นไป ในวรรคที่ ๔๗ นักศึกษาพอจะ
กำหนดรู้ได้ง่ายตามลำดับพระบาลีนั่นแล.
จบอรรถกถาสาลปุปผิวรรคที่ ๔๗

97
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 98 (เล่ม 72)

รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สกลกุสุมิยเถราปทาน ๒. จิตกปูชกเถราปทาน ๓. จิตก-
นิพพาปกเถราปทาน ๔. เสตุทายกเถราปทาน ๕. สุมนตาลวัณฏิยเถรา-
ปทาน ๖. อวฏผลิยเถราปทาน ๗. ลพุชผลทายกเถราปทาน ๘. มิลักขุ-
ผลทายกเถราปทาน ๙. สยัมปฏิภาณิยเถราปทาน ๑๐. นิมิตตพยากรณิย-
เถราปทาน
บัณฑิตคำนวณคาถาได้ ๗๒ คาถา.
จบสาลปุปผิยวรรคที่ ๔๗

98
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 99 (เล่ม 72)

นฬมาลิยวรรคที่ ๔๘
นฬมาลิยเถราปทานที่ ๑ (๔๗๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายพวงดอกอ้อ
[๖๑] เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระ
ฉวีวรรณดังทองคำ ผู้สมควรรับเครื่องบูชา เป็น
นายกของโลก กำลังเสด็จไปทางชายป่าใหญ่
เราหยิบพวงดอกไม้อ้อและออกไปใน
ทันใดนั้น ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะได้
แล้ว ไม่มีอาสวะ ณ ที่นั้น
เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้เอาพวง
ดอกไม้อ้อบูชาพระพุทธเจ้าผู้เป็นทักขิเณยยบุคคล
ผู้มีความเพียรใหญ่ ทรงอนุเคราะห์โลกทั้งสิ้น
ในกัปทั้ง ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ดอกไม้ใด
บูชา ด้วยการบูชา เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนฬมาลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบนฬมาลิยเถราปทาน

99
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 100 (เล่ม 72)

มณิปูชกเถราปทานที่ ๒ (๔๗๒)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยแก้วมณี
[๖๒] พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ
ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง ใคร่ต่อความสงบ ตรัสรู้
ด้วยพระองค์เอง เสด็จไปในอากาศ
สระใหญ่มีอยู่ในที่ไม่ไกลป่าหิมวันต์ ภพ
ของเราอันบุญกรรมประกอบดีแล้ว มีอยู่ในสระ
นั้น
เราออกจากภพได้เห็นพระผู้นำโลก ผู้ทรง
รุ่งเรืองเหมือนต้นราชพฤกษ์ โชติช่วงเหมือนดัง
กับไฟลุกโพลง
เราได้เห็นดอกไม้ชนิดหนึ่งที่มีในป่า
เปลี่ยว คิดว่าจักบูชาพระผู้นำโลก ทำจิตของตน
ให้เลื่อมใสแล้ว ได้ถวายบังคมพระศาสดา
เราหยิบแก้วมณีที่ศีรษะของเรา บูชาพระ
ผู้นำด้วยความปรารถนาว่า ด้วยการเอาแก้วมณี
บูชานี้ ขอจงมีวิบากอันดี
พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรง
รู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ประทับอยู่ใน
อากาศ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
ขอความดำริของท่านจงสำเร็จเถิด ท่าน
จงได้สุขอันไพบูลย์ ด้วยการบูชาแก้วมณีนี้ ขอ
ท่านจงได้เสวยยศอันใหญ่หลวงเถิด

100
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 101 (เล่ม 72)

พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระนามว่า
ปทุมุตตระ ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ครั้นตรัส
แก่เราผู้ตั้งปรารถนาไว้ดังนี้แล้ว ได้เสด็จไป
เราได้เป็นจอมเทพเสวยราชสมบัติในเทว
โลก ๖๐กัป และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิหลาย
ร้อยครั้ง
เมื่อเราเกิดเป็นเทวดา ระลึกถึงบุญกรรม
ขึ้นมา แก้วมณีอันส่องแสงสว่างให้เรา ย่อม
เกิดแก่เรา
เรามีนางเทพอัปสร ๘๖,๐๐๐ ซึ่งมีผ้าและ
เครื่องอาภรณ์อันวิจิตรสวมต่างหูแก้วมณีเป็น
บริวาร
นางเทพอัปสรเหล่านั้น มีหน้าแฉล้ม
มักยิ้มก่อนเจรจา ตะโพกผาย เอวบางอ้อนแอ้น
แวดล้อมเราอยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการบูชา
ด้วยแก้วมณี
ภัณฑะ คือ เครื่องประดับอันสำเร็จด้วย
ทอง สำเร็จด้วยแก้วมณี และสำเร็จด้วยแก้วทับ-
ทิม ย่อมเป็นของบุคคลทำดีแล้วเพื่อเรา ตาม
ที่เราต้องการ
เรือนยอดและถ้ำที่น่ารื่นรมย์และที่นอน
อันสูงค่า ดังจะรู้ความประสงค์ของเรา ย่อมเกิด
ตามความปรารถนา

101
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 102 (เล่ม 72)

ก็การที่ชนเหล่าใดได้เข้าไปฟัง ชนเหล่า
นั้นได้ลาภดีแล้ว การได้เข้าไปฟังเป็นบุญเขต
ของมนุษย์ เป็นโอสถของสรรพสัตว์ ถึงกรรมที่
เราผู้ได้เห็นพระผู้นำ ก็ชื่อว่าเป็นอันทำไว้ดีแล้ว
เราเป็นผู้รอดพ้นจากวินิบาต เป็นผู้บรรลุบทอัน
ไม่หวั่นไหว
เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ เป็นเทวดาหรือ
มนุษย์ ในกำเนิดนั้น ๆ แสงสว่างย่อมมีแก่เรา
ทุกเมื่อ ทั้งกลางวันและกลางคืน
เพราะการบูชาด้วยแก้วมณีนั้น เราจึงได้
เสวยสมบัติ พบแสงสว่าง คือ ญาณ เป็นผู้บรรลุ
บทอันไม่หวั่นไหว
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราเอาแก้วมณีบูชา
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
แห่งการบูชาด้วยแก้วมณี
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . . คำสอนของ
พระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระมณิปูชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบมณิปูชกเถราปทาน
อรรถกถานฬมาลิยวรรคที่ ๔๘
อทานที่ ๑ และ ๒ ในวรรคที่ ๔๘ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.

102
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 103 (เล่ม 72)

อุกกาสติกเถราปทานที่ ๓ (๔๗๓)
ว่าด้วยผลแห่งการจุดคบเพลิง
[๖๓] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระ-
นามว่าโกสิกะ ประทับอยู่ที่ภูเขาจิตตกูฏ พระองค์
เป็นผู้เพ่งพินิจ ยินดีในฌาน เป็นผู้ตื่นแล้ว อภิ-
รมย์ในวิเวก เป็นมุนี
ข้าพระองค์อันหมู่นารีแวดล้อมเข้าไปใน
ป่าหิมวันต์ ได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโกสิกะ
ผู้ปานดังพระจันทร์ในวันเพ็ญ
ครั้งนั้น ข้าพระองค์ถือเอาคบเพลิงร้อย
ดวง แวดล้อมพระพุทธเจ้าอยู่ตลอด ๗ วัน ๗ คืน
ได้ไปโดยวันที่ ๘
ข้าพระองค์มีจิตเลื่อมใส ถวายบังคม
พระสยัมภูพุทธเจ้าพระนามว่าโกสิกะ ผู้ไม่ทรง
พ่ายแพ้อะไร ๆ เสด็จออกจากสมาบัติ แล้วได้ถวาย
ภิกษาอย่างหนึ่ง
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งสัตว์ เชษฐ-
บุรุษของโลก ประเสริฐกว่านรชน เพราะกรรม
นั้น ข้าพระองค์จึงเกิดในหมู่เทพชั้นดุสิต นี้เป็น
ผลแห่งภิกษาอย่างหนึ่ง
แสงสว่างย่อมมีแก่ข้าพระองค์ทุกเมื่อ
ทั้งกลางวันและกลางคืน ข้าพระองค์แผ่รัศมีไป
ได้โดยรอบร้อยโยชน์

103
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 104 (เล่ม 72)

ในกัปที่ ๕๕ ข้าพระองค์ได้เป็นพระเจ้า
จักรพรรดิ ผู้เป็นใหญ่ในชมพูทวีป มีมหาสมุทร
๔ เป็นขอบเขต ชำนะแล้ว
ครั้งนั้น พระนครของข้าพระองค์ เป็น
เมืองมั่งคั่ง เจริญสร้างสรรอย่างสวยงาม ยาว ๓๐
โยชน์ กว้าง ๒๐ โยชน์
พระนครชื่อโศภน อันวิสสุกรรมเทพบุตร
นิรมิตให้ นครนั้นสงัดจากเสียง ๑๐ อย่าง ประ-
กอบด้วยกังสดาลเสียงไพเราะ
ในพระนครนั้นไม่มีเครือเถา ไม้ และดิน
เลย สำเร็จด้วยทองคำล้วน ๆ ทีเดียว โชติช่วงอยู่
ตลอดกาลเนืองนิตย์
พระนครนั้นล้อมด้วยกำแพง ๔ ชั้น ๓ ชั้น
สำเร็จด้วยแก้วมณี ส่วนตรงกลางวิสสุกรรมเทพ-
บุตรได้เนรมิตถ่องแถวต้นตาลไว้
สระโบกขรณีตั้งหมื่นปกคลุมไปด้วยปทุม
และอุบล ดารดาษไปด้วยบุณฑริกเป็นต้น หอม
กรุ่นไปด้วยกลิ่นนานาชนิด
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ ข้าพระองค์ได้
ทรงคบเพลิงใด ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการทรงคบเพลิงไว้

104
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 105 (เล่ม 72)

ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . . คำ
สอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว
ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุกกาสติเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอุกกาสติกเถราปทาน
๔๗๓. อรรถกถาอุกกาสติกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โกสิโย นาม ภควา ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่า
โกสิยะเพราะเกิดในโกสิยโครต. บทว่า จิตฺตกูเฏ ความว่า ในบรรดายอดภูเขา
ที่ตั้งเรียงรายอยู่ ปกคลุมสระอโนดาต เช่น ภูเขาจิตตกูฏ ภูเขาเกลาสกูฏ และ
ภูเขาสานุกูฏเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นั้น อยู่ที่ภูเขาจิตตกูฏอันงดงาม
วิจิตรไปด้วยรัตนะและโอสถเป็นต้นนานาชนิดที่เกิดบนยอดภูเขาทั้งหลาย.
จบอรรถกถาอุกกาสติกเถราปทาน
สุมนวีชนิยเถราปทานที่ ๕ (๔๗๔)
ว่าด้วยผลแห่งการพัดไม้โพธิ์
[๖๔] เราเป็นผู้มีใจโสมนัส จับพัดวีชนี
พัดไม้โพธิ์อันอุดม ที่ไม้โพธิ์ของพระผู้มีพระภาค-
เจ้าพระนามว่าวิปัสสี ซึ่งเป็นไม้สูงสุด

105