ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 36 (เล่ม 72)

พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ไม่มีความสะดุ้ง
เหมือนราชสีห์ ได้ประทับนั่งบนเตียงไม้แล้ว
ทรงยับยั้งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วได้ตรัสอย่างนี้ว่า
ท่านจงเบาใจอย่าได้กลัวเลย แก้วมณีที่
สว่างไสว ควรยินดี ท่านได้แล้ว ความปรารถนา
ที่ท่านได้ตั้งไว้ จักสำเร็จทุกประการก็เพราะ
อาสนะ
บุญที่ได้บำเพ็ญไว้ดีแล้วในเขตบุญอัน
ยอดเยี่ยม หาน้อยไม่เลย อันผู้ที่ตั้งจิตไว้ดีแล้ว
สามารถที่จะรื้อตนขึ้นได้
เพราอาสนะทานนี้ และเพราะการตั้ง
เจตนาไว้ ท่านจะได้ไปสู่วินิบาตตลอดแสนกัป
จักได้เป็นจอมเทพ เสวยราชสมบัติใน
เทวโลก ๕๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช
๘๐ ครั้ง
จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์
โดยคณนานับมิได้ ขณะที่ยังท่องเที่ยวอยู่ใน
สังสารวัฏ จักเป็นผู้มีความสุขในที่ทั้งปวง
พระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระนามว่าปทุมุตตระ
เป็นนักปราชญ์ ครั้นตรัสดังนี้แล้วได้เสด็จขึ้นสู่
นภากาศ ปานดังว่าพญาหงส์ในอัมพรฉะนั้น
ยานช้าง ยานม้า รถ คานหาม เราได้สิ้น
ทุกอย่าง นี้เป็นผลของอาสนะอันหนึ่ง

36
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 37 (เล่ม 72)

ในเมื่อเราเข้าป่าแล้วต้องการนั่ง บัลลังก์
ดุจว่ารู้ความดำริของเรา
ในเมื่อเราอยู่ท่ามกลางน้ำต้องการที่นั่ง
บัลลังก์ดังจะรู้ความดำริของเรา ตั้งขึ้นใกล้ ๆ
เราจะเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ เป็นเทวดา
หรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้น ๆ บัลลังก์ตั้งแสน ย่อม
แวดล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ
เราจะท่องเที่ยวอยู่แต่ในสองภพ คือ ใน
เทวดาและมนุษย์ และจะเกิดในสองสกุล คือ
กษัตริย์และพราหมณ์
เราถวายอาสนะอันหนึ่งในเขตบุญอัน
ยอดเยี่ยม รู้ทั่วถึงบัลลังก์ คือ ธรรมแล้ว เป็นผู้
ไม่มีอาสนะอยู่
ในกัปที่แสน แต่กัปนี้เราได้ถวายทาน
ใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลของอาสนะอันหนึ่ง
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกาสนทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบเอกาสนทายกเถราปทาน

37
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 38 (เล่ม 72)

สัตตกทัมพปุปผิยเถราปทานที่ ๔ (๔๒๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกกระทุ่ม ๗ ดอก
[๑๔] มีภูเขาชื่อทัมพะ อยู่ในที่ไม่
ไกลภูเขาหิมวันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๗ องค์อาศัย
อยู่ที่ข้างภูเขานั้น
เราเห็นดอกกระทุ่มจึงประนมมือไหว้แล้ว
หยิบเอามา ๗ ดอก ได้เรี่ยรายลงด้วยจิตอันเปี่ยม
เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และ
เพราะความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว
ได้ไปยังดาวดึงสพิภพ
ในกัปที่ ๙๔ แด่กัปนี้ เราได้กระทำกรรม
ใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเ ล
นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสัตตกทัมพปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสัตตกทัมพปุปผิยเถราปทาน

38
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 39 (เล่ม 72)

โกรัณฑปุปผิยเถราปทานที่ ๕ (๔๒๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายหงอนไก่
[๑๕ ] เมื่อก่อน เรากับบิดาและปู่ เลี้ยง
ชีพด้วยการฆ่าปศุสัตว์ กุศลกรรมของเราไม่มี
ใกล้กับที่อยู่ของเรา พระพุทธเจ้าผู้นำ
ชั้นเลิศของโลก พระนามว่าติสสะ ผู้มีพระปัญญา
จักษุ ได้ทรงแสดงรอยพระบาทไว้ ๓ รอย เพื่อ
อนุเคราะห์
เราได้เห็นรอยพระบาทของพระศาสดา
พระนามว่าติสสะ ที่พระองค์ทรงเหยียบไว้ เป็น
ผู้ร่าเริงมีจิตยินดี ยังจิตให้เลื่อมใสในรอยพระบาท
เราเห็นต้นหงอนไก่ ที่ขึ้นมาจากแผ่นดิน
มีดอกบานแล้ว จึงเด็ดมาพร้อมทั้งยอด บูชารอย
พระบาทอันประเสริฐสุด
เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และ
เพราะครามตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว
ไปสู่ดาวดึงสพิภพ
เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ เป็นเทวดาหรือ
มนุษย์ในกำเนิดนั้น ๆ เรามีผิวกายเหมือนสีดอก
หงอนไก่ มีรัศมีมีเป็นแดนซ่านออกจากตน
ในกัปที่ ๒ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด
ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการบูชารอยพระพุทธบาท

39
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 40 (เล่ม 72)

เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโกรัณฑปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบโกรัณฑปุปผิยเถราปทาน
ฆฏมัณฑทายกเถราปทานที่ ๖ (๔๒๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเปรียง
[๑๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีเหตุอันทรง
ดำริดีแล้ว เป็นเชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐ
กว่านรชน เสด็จเข้าไปสู่ป่าใหญ่ ถูกอาพาธอัน
เกิดแต่ลมเบียดเบียน
เราเห็นแล้ว จึงทำจิตให้เลื่อมใส นำเอา
ขี้ตะกอนเปรียงเข้าไปถวาย เพราะเราได้กระทำ
กุศลกรรมและได้บูชาพระพุทธเจ้าเนือง ๆ แม่น้ำ
คงคาชื่อภาคีรีสีห์
มหาสมุทรทั้ง ๘ และพื้นปฐพีที่น่ากลัว
ซึ่งจะประมาณมิได้ นับไม่ถ้วนนี้ ย่อมสำเร็จเป็น
เปรียงขึ้นได้สำหรับเรา
น้ำผึ้ง น้ำตาลกรวด ดังจะรู้ความดำริ
ของเรา เกิดขึ้น ต้นไม้ที่งอกขึ้นแต่แผ่นดินใน

40
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 41 (เล่ม 72)

ทิศทั้ง ๔ ดังจะรู้ความดำริของเรา ย่อมเกิดเป็น
ต้นกัลปพฤกษ์ขึ้น
เราได้เป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติใน
เทวโลก ๕๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๑
ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราอันไพบูลย์ โดย
คณนานับไม่ถ้วน
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ให้ทานใด
ในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งขี้ตะกอนเปรียง
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระฆฏมัณฑทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบฆฏมัณฑทายกเถราปทาน
เอกธัมมสวนิยเถราปทานที่ ๗ (๔๒๗)
ว่าด้วยผลแห่งการฟังธรรมครั้งเดียว
[๑๗] พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตตระ
ทรงรู้จบธรรมทั้งปวงประกาศสัจจะ ๔ ทรงยังชน
เป็นอันมากให้ข้ามพ้นดีแล้ว
สมัยนั้น เราเป็นชฎิลมีตบะใหญ่ สลัด
ผ้าคากรองเปลือกไม้เหาะไปอัมพรในกาลนั้น

41
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 42 (เล่ม 72)

เราไม่สามารถจะเหาะไปได้เหนือพระ-
พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เราเหาะไปไม่ได้ เหมือน
นกเข้าไปใกล้ภูเขาแล้วไปไม่ได้ฉะนั้น
เราบังหวนเป็นไอน้ำลอยอยู่ในอัมพร
เช่นนี้ ด้วยคิดว่า เหตุเครื่องทำให้อิริยาบถกำเริบ
เช่นนี้ มิได้เคยมีแก่เรา
เอาละ เราจักค้นหาเหตุนั้น บางทีเรา
จะพึงได้ผล เราลงจากอากาศ ก็ได้สดับพระ
สุรเสียงของพระศาสดา
เมื่อพระศาสดาตรัสถึงว่าสังขารไม่เที่ยง
ด้วยพระสุรเสียงที่น่ายินดี น่าฟัง กลมกล่อม
ขณะนั้นเราได้เรียนเอาอนิจจลักษณะนั่นแหละ
ครั้นเรียนอนิจจลักษณะได้แล้ว ก็ไปสู่
อาศรมของตน เราอยู่ในอาศรมนั้นแหละ ตราบ
เท่าสิ้นอายุ ตายไปแล้ว
เมื่อกาลที่สุดกำลังเป็นไป เราระลึกถึง
การฟังพระสัทธรรม เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดี
แล้วนั้น และเพราะความตั้งเจตนาไว้
เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่ดาวดึงส-
พิภพ รื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๓ หมื่นกัป
ได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๕๑ ครั้ง
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๑ ครั้ง

42
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 43 (เล่ม 72)

และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์
โดยคณนานับมิได้ เราเสวยบุญของตน ถึงความ
สุขในภพน้อยใหญ่
เราท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ ก็ยัง
ระลึกได้ถึงสัญญานั้น บทอันไม่เคลื่อน คือ
นิพพาน เราหาได้แทงตลอดด้วยธรรมอันหนึ่งไม่
สมณะผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว นั่งในเรือนบิดา
เมื่อจะแสดงธรรมกถาท่านได้ยกอนิจจ-
ลักษณะขึ้นมาในธรรมกถานั้น
พร้อมกับที่ได้ฟังคาถาว่า สังขารทั้งหลาย
ไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป
เป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความที่
สังขารเหล่านั้นสงบระงับ เป็นความสุข ดังนี้
เราจึงนึกถึงสัญญาขึ้นได้ทุกอย่าง เรานั่ง
ณ อาสนะเดียว บรรลุอรหัตแล้ว
เราได้บรรลุอรหัต โดยเกิดได้ ๗ ปี พระ
พุทธเจ้าทรงให้เราอุปสมบทแล้ว นี้เป็นผลแห่ง
การฟังธรรม
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ฟังธรรมใด
ในกาลนั้น ด้วยการฟังธรรมนั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการฟังธรรม
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

43
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 44 (เล่ม 72)

ทราบว่า ท่านพระเอกธัมมสวนิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบเอกธัมมสวนิยเถราปทาน
สุจินติตเถราปทานที่ ๘ (๔๒๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวใหม่
[๑๘ ] ครั้งนั้น เราเป็นชาวนา อยู่ในพระ
นครหังสวดี เลี้ยงชีพด้วยกสิกรรม เลี้ยงดูเด็ก ๆ
ก็ด้วยกสิกรรมนั้น ครั้งนั้น นาของเราสมบูรณ์ดี
ข้าวของเราออกรวงแล้ว เมื่อถึงเวลาข้าวแก่ดีแล้ว
เราคิดอย่างนี้ในกาลนั้นว่า
เป็นการไม่เหมาะไม่สมควรแก่เราผู้รู้คุณ
น้อยใหญ่ ที่เราไม่ถวายทานในสงฆ์แล้ว พึง
บริโภคส่วนอันเลิศด้วยตน
พระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสนอเหมือน
ในโลก มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ
และพระสงฆ์ผู้ตนอันอบรมแล้ว เป็นนาบุญของ
โลก ไม่มีนาบุญอื่นจะยิ่งไปกว่า
เราจักถวายทาน คือ ข้าวกล้าใหม่ในพระ
พุทธเจ้าและพระสงฆ์นั้น เสียก่อน ครั้นคิดเช่นนี้
แล้ว เราเป็นผู้ร่าเริง มีใจประกอบด้วยปีติ

44
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 45 (เล่ม 72)

นำเอาข้าวเปลือกมาจากนา เข้าไปเฝ้า
พระสัมพุทธเจ้า ครั้นเข้าไปเผาพระสัมพุทธเจ้า
ผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านรชน
ถวายบังคมพระบาทของพระศาสดาแล้ว
กราบทูลว่า ข้าแต่พระมุนี ข้าวกล้าสมบูรณ์
ทั้งพระองค์ก็กำลังประทับอยู่ ณ ที่นี้ ข้าแต่
พระองค์ผู้มีพระปัญญาจักษุ ของพระองค์จงทรง
พระกรุณารับเถิด
พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้รู้
แจ้งโลกสมควรรับเครื่องบูชา ทรงทราบความดำริ
ของเราแล้วตรัสพระดำรัสนี้ว่า บุรุษบุคคลผู้ปฏิบัติ
๔ จำพวก ผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ จำพวก นี้ คือสงฆ์
เป็นผู้ตรง มีปัญญา ศีล และมีจิตมั่นคง บุญย่อม
เป็นอันสั่งสมแล้ว ในเมื่อมนุษย์เพ่งบุญบูชากระ
ทำอยู่
ทานที่ให้ในสงฆ์ ย่อมมีผลมาก และ
ควรให้ทานในสงฆ์นั้น ข้าวกล้าของท่านนี้ก็เช่น
เดียวกัน ควรให้ในสงฆ์
ท่านจงอุทิศแด่สงฆ์ นำเอาภิกษุทั้งหลาย
ไปสู่เรือนของตน แล้วจงถวายสิ่งที่มีอยู่ในเรือน
ซึ่งท่านได้ตกแต่งแล้วเพื่อภิกษุสงฆ์เถิด เราอุทิศ
แด่สงฆ์ นำภิกษุทั้งหลายไปเรือน ได้ถวายสิ่งที่
เราได้ตกแต่งไว้ในเรือนแด่ภิกษุสงฆ์

45