ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 16 (เล่ม 72)

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
คำสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระติณสูลกฉาทนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล
จบติณสูลกฉาทนิยเถราปทาน
๔๑๑. - ๔๑๓.อรรถกถาภัททาลิวรรคที่ ๔๒
อุปทานที่ ๑ อปทานที่ ๒ และอุปทานที่ ๓ ในวรรคที่ ๔๒ มีเนื้อ
ความพอจะกำหนดรู้ได้โดยง่าย คามลำดับ แห่งนัยนั่นแล.
จบอรรถกถาภัตทาลิวรรคที่ ๔๒
มธุมังสทายกเถรปทานที่ ๔ (๔๑๔)
[๔] เราเป็นคนฆ่าหมูอยู่ในนครพันธุมดี
เราเลือกเอาเนื้อดี ๆ มาเทลงแช่น้ำผึ้ง เราได้ไป
สู่ที่ประชุมสงฆ์ ถือเอาบาตรมาใบหนึ่ง เอาเนื้อ
ใส่บาตรนั้นให้เต็มแล้วได้ถวายแก่พระภิกษุสงฆ์
ครั้งนั้น เราได้ถวายแก่พระสงฆ์เถระ
ด้วยคิดว่า เพราะเอาเนื้อใส่บาตรให้เต็มนี้ เราจัก
ได้สุขอันไพบูลย์

16
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 17 (เล่ม 72)

เราได้เสวยสมบัติทั้งสองแล้ว อันกุศล
มูลตักเตือนแล้ว เมื่อเราดำรงชีพอยู่ในภพสุดท้าย
จักเผากิเลสทั้งหลายได้
เรายังจิตให้เลื่อมใสในทานนั้นแล้ว ได้
ไปยังดาวดึงสพิภพ ณ ที่นั่น เรากิน ดื่ม ได้สุข
อย่างไพบูลย์
ที่มณฑป หรือโคนไม้ เรานึกถึงบุรพ-
กรรมเสมอ ห่าฝน คือ ข้าวและน้ำ ย่อมตกลงมา
เพื่อเราในครั้งนั้น
ชาตินี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา ภพหลัง
กำลังเป็นไป ถึงในภพนี้ ข้าวและน้ำ ก็ตกลงมา
เพื่อเราตลอดกาลทุกเมื่อ
เพราะมธุทานนั่นแหละ เราท่องเที่ยวไป
ในภพ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มี
อาสวะอยู่
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ให้ทานใด
ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลยนี้เป็นผลแห่ง
มธุทาน
เราเผากิเลสแล้ว . . . คำสอนของพระ-
พุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมธุนังสทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล ฯ
จบทธุมังสทายกเถราปทาน.

17
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 18 (เล่ม 72)

๔๑๔. อรรถกถามธุมังสทายกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอุปทานที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
อุปทานของท่านพระมธุมังสทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นคเร
พนฺธุมติยา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สูกริโก ได้แก่ ขายเนื้อสุกรเลี้ยงชีวิต
บทว่า อุกฺโกฏกํ รนฺธยิตฺวา ความว่า เราต้มเนื้อไตและเนื้อปอดแล้ว แช่
ใส่ลงในเนื้อที่ผสมน้ำผึ้ง อธิบายว่า เอาเนื้อนั้นบรรจุจนเต็มบาตรแล้ว ถวาย
แด่ภิกษุสงฆ์ ด้วยบุญกรรรมนั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ บวชแล้วจึงได้บรรลุ
พระอรหัตแล.
จบอรรถกถามธุมังสทายกเถราปทาน
นาคปัลลวกเถราปทานที่ ๕ (๔๑๕)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยกิ่งไม้กากะทิง
[๕] เราอาศัยอยู่ในสวนหลวงในพระ-
นครพันธุมดี พระพุทธเจ้าผู้นำโลก ได้ประทับ
อยู่ใกล้อาศรมของเรา
เราถือเอากิ่งไม้กากะทิงไปปักไว้ข้างหน้า
พระพุทธเจ้า เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัสได้ถวาย
อภิวาทพระสุคตเจ้า
ในกัปที่ 8 แต่กัปนี้เราได้เอากิ่งไม้บูชา
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
แห่งพุทธบูชา

18
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 19 (เล่ม 72)

เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนาคปัลลวกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบนาคปัลลวกเถราปทาน.
เอกทีปิยเถราปทานที่ ๖ (๔๑๖)
ว่าด้วยการตามประทีปเป็นพุทธบูชา
[๖] เมื่อพระสุคตเจ้าผู้นำโลกพระนาม
ว่าสิทธัตถะ ปรินิพพานแล้ว ชนทั้งปวงทั้งเทวดา
และมนุษย์ ต่างก็บูชาพระองค์ผู้สูงสุดกว่าสัตว์
และเมื่อเขาช่วยกันยกพระผู้นำโลก พระ
นามว่าสิทธัตถะ ขึ้นบนเชิงตะกอน ชนทั้งหลาย
พากันบูชาเชิงตะกอนของพระศาสดาตามกำลัง
เราได้ตามประทีปไว้ไม่ไกลเชิงตะกอน
ประทีปของเราลุกโพรงจนพระอาทิตย์ขึ้น
เพราะกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และ
เพราะความตั้งใจชอบ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้
ไปสู่ดาวดึงสพิภพ
เขาย่อมทราบกันว่า วิมานอันบุญกรรม
ได้ทำไว้เป็นอย่างดี เพื่อเราในดาวดึงสพิภพนั้น

19
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 20 (เล่ม 72)

ชื่อว่าเอกทีปะ ประทีปแสนดวงส่องสว่างอยู่ใน
วิมานของเรา
ร่างกายของเรารุ่งเรืองอยู่ทุกเมื่อ เหมือน
พระอาทิตย์ที่กำลังอุทัยฉะนี้ สรีระของเรามีแสง
สว่างด้วยรัศมีในกาลทุกเมื่อ
เรามองเห็นได้ตลอด ด้วยจักษุ ทะลุฝา
กำแพง ภูเขา โดยรอบร้อยโยชน์
รื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๗๗ ครั้ง เสวย
รัชสมบัติในเทวโลก ๓๑ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักร-
พรรดิราช ๒๘ ครั้ง เป็นพระเจ้าประเทศราชอัน
ไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ เราจุติจากเทวโลกแล้ว
เกิดในครรภ์ของมารดา นัยน์ตาของเราผู้แม้จะ
อยู่ในครรภ์ ของมารดา ก็ไม่วินาศ
เรามีอายุ ๔ ขวบแต่กำเนิดก็ได้ออกบวช
เป็นบรรพชิต ได้บรรลุพระอรหัตแต่ยังไม่ทันได้
ถึงกึ่งเดือน เราชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์แล้ว
ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสทั้งปวงขาด
แล้ว นี้เป็นผลแห่งประทีปดวงเดียว
นอกฝา นอกกำแพง และถึงภูเขาทั้งสิ้น
เราก็เห็นทะลุไปได้ นี้ก็เป็นผลแห่งประทีปดวง
เดียว
สำหรับเรา ภูมิภาคที่ขรุขระ ย่อมเป็น
ที่ราบเรียบ ความมืดย่อมไม่ปรากฏมี เราไม่เห็น
ความมืด นี้ก็เป็นแห่งประทีปดวงเดียว

20
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 21 (เล่ม 72)

ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายประ-
ทีปใด ด้วยการถวายประทีปนั้น เราไม่รู้จักทุคติ
เลย นี้ก็เป็นผลแห่งประทีปดวงเดียว
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้
ทราบว่า ท่านพระเอกปิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเอกทีปิยเถราปทาน
อุจฉังคปุปผิยเถราปทานที่ ๗ (๔๑๗)
ว่าด้วยการถวายดอกไม้หนึ่งพก
[๗] ในกาลนั้น เราเป็นช่างดอกไม้อยู่
ในพระนครพันธุมดี เราเอาดอกไม้ห่อเต็มพก
แล้วได้ไปยังตลาด
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นายกของ
โลก อันภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมแล้ว เสด็จออกไป
ด้วยอานุภาพใหญ่
เราได้เห็นพระวิปัสสนา สัมพุทธเจ้าผู้ส่อง
โลกให้โพรงทั่ว ยังโลกให้ข้ามพ้น จึงหยิบดอกไม้
ออกจาก บูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด

21
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 22 (เล่ม 72)

ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระ-
พุทธเจ้าประเสริฐสุด ด้วยพุทธบูชานั้น เราไม่
รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุจฉังคปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอุจฉังคปุปผิยเถราปทาน
ยาคุทายกเถราปทานที่ ๘ [๔๑๘]
ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวยาคู
[๘] ครั้งนั้น เราได้พาแขกมาบ้าน
เห็นแม่น้ำที่เต็มฝั่ง จึงเข้าไปสู่สังฆาราม ภิกษุ
ทั้งหลายเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร รักษาธุดงค์ ยินดี
ในณาน มีจีวรเศร้าหมอง ชอบสงัด เป็นนัก
ปราชญ์ ท่านกำลังอยู่ในสังฆาราม
ท่านเหล่านั้นผู้หลุดพ้นดีแล้ว เป็นผู้คงที่
ได้ตัดคติเสียแล้ว ในเวลาที่แม่น้ำที่กั้นด้วยน้ำ
ท่านไปบิณฑบาตไม่ได้ เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส
เกิดปีติปราโมทย์ ประนมกรอัญชลี ประคอง
ข้าวสาร ถวายยาคุทานแล้ว

22
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 23 (เล่ม 72)

เราเลื่อมใส ถวายข้าวยาคูที่เราต้มด้วย
มือทั้งสองตน ปรารภแต่เฉพาะกรรนของตัว
ได้ไปดาวดึงสพิภพแล้ว
วิมานที่สำเร็จด้วยแก้วมณี ได้เกิดแก่
เราในหมู่ไตรทศ เราประกอบด้วยหมู่เทพนารี
บันเทิงอยู่ในวิมานอันอุดม
เราได้เป็นจอมเทพยดาเสวยราชสมบัติใน
เทวโลก ๓๓ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเสวย
ราชสมบัติใหญ่ ๓๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศ
ราชอันไพบูลย์โดยคณานับได้มิได้ เสวยยศ ใน
เทวโลกบ้าง ในมนุษย์โลกบ้าง
เมื่อถึงภพที่สุด เราได้ออกบวชเป็น
บรรพชิต ได้ละทิ้งสมบัติทุกอย่าง พร้อมกับผม
ที่ถูกโกน
เราพิจารณาร่างกายโดยความสิ้นไปและ
ความเสื่อมไป ก็ได้บรรลุพระอรหัตก่อนให้สิกขา
ทานอันประเสริฐเกิดแต่เมื่อ ซึ่งเราประ-
กอบดีแล้ว ชื่อว่าเป็นอันให้ดีแล้ว เพราะข้าว
ยาคูนั้นนั่นเอง เราจึงได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว
เราไม่รู้สึกว่า ความโศก ความร่ำไร
ความป่วยไข้. ความกระวนกระวาย ความเดือด
ร้อนใจเกิดขึ้นเลย นี้เป็นผลแห่งการพวายข้าวยาคู

23
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 24 (เล่ม 72)

เราได้ถวายข้าวยาคูแก่สงฆ์ในบุญเขตอัน
ยอดเยี่ยม ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ เพราะ
เราเป็นผู้ถวายข้าวยาคูดีหนอ คือ ความเป็นผู้ไม่มี
พยาธิ ๑ ความเป็นผู้มีรูปสวย ๑ ความเป็นผู้ได้
ตรัสรู้ธรรมได้เร็วพลัน ๑ ความเป็นผู้ได้ข้าวและ
น้ำ ๑ และอายุเป็นที่ ๕
ผู้ใดผู้หนึ่ง เมื่อจะไห้เกิดโสมนัส ผู้นั้น
ควรถวายข้าวยาคูในสงฆ์ บัณฑิตพึงถือเอาเฉพาะ
ฐานะ ๕ ประการนี้
เราทำกิจที่ควรทำทุกอย่างแล้ว เพิกถอน
ภพทั้งหลายแล้ว อาสวะสิ้นไปหมดแล้ว บัดนี้ภพ
ใหม่ไม่มีอีก
เรานั้นจักเที่ยวไปนมัสการพระสัมพุทธเจ้า
และพระธรรมอันดี จากบ้านหนึ่งไปยังบ้านหนึ่ง
จากบุรีหนึ่งไปยังบุรีหนึ่ง
ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ เราได้ถวายทานใดใน
กาลนั้น ด้วยทานนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งการถวายข้าวยาคู
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้
ทราบว่า ท่านพระยาคุทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบยาคุทายกเถราปทาน

24
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 25 (เล่ม 72)

ปัตโถทนทายกเถราปทานที่ ๙ (๔๑๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวสาลีหนึ่งแล่ง
[๙] เมื่อก่อน, เราเป็นคนชอบเที่ยวใน
ป่าประกอบการงานในป่าเสมอ เราถือเอาข้าวสุก
แห่งข้าวสาลีแล่งหนึ่ง แล้วได้ไปทำการงาน
ณ ที่นั้น เราได้เห็นพระสยัมภูสัมพุท-
เจ้า ผู้ไม่พ่ายแพ้อะไร ๆ เสด็จออกจาป่าเพื่อ
บิณฑบาต
ครั้นแล้วเราได้ยังจิตให้เลื่อมใส เราประ
กอบในทางการงานของคนอื่น และบุญของเรา
ก็ไม่มี มีแต่ข้าวสุกแห่งข้าวสารแล่งหนึ่ง เราจัก
นิมนต์พระมุนีให้เสวย เราหยิบข้าวสุกแห่งข้าว
สาลีแห่งหนึ่งถวายแด่พระสยัมภู เมื่อเราเพ่งดูอยู่
พระมหามุนีทรงเสวย
เพราะกรรมที่เราได้ทำไวดีแล้วนั้น และ
เพราะความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วก็ไป
สู่ดาวดึงสพิภพ
เราได้เป็นจอมเทวดาเสวยรัชสมบัติ ใน
เทวโลก ๓๒ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๓๓
ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดย
คณนานับมิได้ เราเป็นผู้ถึงความสุข มียศ นี้เป็น
ผลของข้าวสุกแห่งข้าวแล่งหนึ่ง

25