ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 6 (เล่ม 72)

เอกฉัตติยเถราปทานที่ ๒ (๔๑๒)
ว่าด้วยแห่งการกางเศวตฉัตรถวายพระพุทธเจ้า
[๒] ข้าพระองค์ได้สร้างอาศรม ซึ่งมี
ทรายสีขาวสะอาดเกลื่อนกล่นใกล้แม่น้ำจันทภาคา
และได้สร้างบรรณศาลาไว้ แม่น้ำจันทภาคานั้น
เป็นแม่น้ำที่มีฝั่งลาด มีท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์
สมบูรณ์ด้วยปลาและเต่า อันจระเข้เสพอาศัย
หมี นกยูง เสือเหลือง นกการะเวก
และนกสาริกา ร่ำร้องอยู่ทุกเวลา ช่วยทำอาศร
ของข้าพระองค์ให้งดงาม
นกดุเหว่าเสียงหวาน และหงส์มีเสียง
เสนาะร้องอยู่ใกล้อาศรมนั้น ช่วยทำอาศรมของ
ข้าพระองค์ให้งดงาม
ราชสีห์ เสือโคร่ง หมู นกยาง หมาป่า
และหมาใน บันลือเสียงอยู่ที่ช่องเขา ช่วยทำ
อาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม
เนื้อทราย กวาง หมาจิ้งจอก สุกร มีมาก
บันลือเสียงอยู่ที่ช่องเขา ช่วยทำอาศรมของข้า-
พระองค์ให้งดงาม
ต้นราชพฤกษ์ ต้นจำปา ไม้แคฝอย ไม้
ยางทราย ไม้อุโลก และต้นอโศก ช่วยทำอาศรม
ของข้าพระองค์ให้งดงาม

6
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 7 (เล่ม 72)

ต้นปรู ต้นคัดเค้า ต้นตีนเป็ด เถาตำลึง
ต้นคนทีสอ ไม้กรรณิการ์ ออกดอกอยู่ใกล้อาศรม
ของข้าพระองค์ ไม้กากะทิง ต้นรัง และต้นสน
บัวขาว ดอกบานสะพรั่ง ใกล้อาศรมนั่น กลิ่น
หอมฟุ้งไป ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้
งดงาม
และที่ใกล้อาศรมนั้น มีไม้โพธิ์ ไม้ประดู่
ไม้สะท้อน ต้นรัง และไม้ประยงค์ ดอกบาน
สะพรั่ง ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม
ต้นมะม่วง ต้นหว้า ต้นหมากหอมควาย
ต้นกระทุ่ม ต้นรังที่งดงาม มีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไป
ย่อมทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม
ต้นอโศก ไม้มะขวิด และต้นภคิมิมาลา
ดอกบานสะพรั่ง มีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไป ย่อมทำ
อาศรมของข้าพระองค์ไห้งดงาม
ต้นกระทุ่ม ต้นกล้วย ถั่วฤาษี และต้น
มะกล่ำดำ มีผลอยู่เป็นนิตย์ ช่วยทำอาศรมของ
ข้าพระองค์ ให้งดงาม
ต้นสมอไทย มะขามป้อม มะม่วง หว้า
สมอพิเภก กระเบา ไม้รกฟ้า มะตูม ผลิตผลอยู่
ใกล้อาศรมของข้าพระองค์ ในที่ไม่ไกลอาศรม
มีสระโบกขรณี มีท่าน้ำราบเรียบน่ารื่นรมย์ใจ .
ดารดาษไปด้วยบัวขม กอปทุมและกออุบล กอ

7
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 8 (เล่ม 72)

ปทุมกอหนึ่งกำลังดอกตูม กออื่น ๆ มีดอกบาน
บ้างก็มีใบและกลีบหลุดลง บานอยู่ใกล้อาศรม
ของข้าพระองค์
ปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลา
เค้าและปลาตะเพียน ว่ายอยู่ในน้ำใส ช่วยทำ
อาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม มะม่วงหอมที่
น่าดู กับต้นเกดที่ขึ้นอยู่ริมฝั่ง มีกลิ่นหอมฟุ้งขจร
ไป ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม
น้ำหวานที่ไหลออกจากเหง้า รสหวาน
ปานดังน้ำผึ้ง นมสดและเนยใสมีกลิ่นหอมฟุ้ง
ขจรไป ย่อมทำให้อาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม
ใกล้อาศรมนั้น มีกองทรายที่สวยงาม
อันน้ำเสพแล้วเกลื่อนไป ดอกไม้หล่น ดอกไม้
บาน สีขาว ๆ ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้
งดงาม
ฤาษีทั้งหลายสวนชฎา มีหาบเต็ม นุ่ง
หนังสัตว์ทั้งเล็บ ทรงผ้าเปลือกไม้กรอง ย่อมยัง
อาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม
ฤาษีทั้งหลายทอดตาดูประมาณชั่วแอก
มีปัญญา มีความประพฤติสงบ ไม่ยินดีในความ
กำหนัดในกาม อยู่ในอาศรมของข้าพระองค์
ฤาษีทั้งหลายผู้มีขนรักแร้และเล็บงอกยาว
ฟันเขลอะ มีธุลีบนศีรษะ ทรงธุลีละอองและของ

8
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 9 (เล่ม 72)

เปรอะเปื้อน ล้วนอยู่ในอาศรมของข้าพระองค์
ฤาษีเหล่านั้นถึงที่สุดแห่งอภิญญาเหาะเหินเดิน
อากาศได้ เมื่อเหาะขึ้นสู่ท้องฟ้า ย่อมพาให้อาศรม
ของข้าพระองค์งดงาม
ครั้งนั้น ข้าพระองค์อันศิษย์เหล่านั้น
แวดล้อมอยู่ในป่า เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความ
ยินดีในฌาน ไม่รู้กลางวันกลางคืน ก็สมัยนั้น
พระผู้มีพระภาคมหามุนี พระนามว่าอัตถทัสสี
เป็นนายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้น ยังความมืดให้
พินาศไป
ครั้งนั้น ศิษย์คนหนึ่งได้ยังสำนักของ
ข้าพระองค์ เขประสงค์ จะเรียนลักษณะชื่อว่า
ฉฬังคะ ในคัมภีร์พระเวท
พระพุทธเจ้าพระนามว่าอัถทัสสี ผู้เป็น
มหามุนี ทรงอุบัติขึ้นในโลก เมื่อทรงประกาศ
สัจจะ ๔ ทรงแสดงอมตบท ข้าพระองค์เป็นผู้ยินดี
ร่าเริงบันเทิงจิต มีหมวดธรรมอย่างอื่นเป็นที่มา
นอน ออกจากอาศรมแล้ว พูดดังนี้ว่า
พระพุทธเจ้าผู้มีพระลักษณะอันประเสริฐ
๓๒ ประการ เกิดอุบัติขึ้นแล้วในโลก มาเถอะ
ท่านทั้งหลาย เราทุกคนจักไปยังสำนักของพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า

9
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 10 (เล่ม 72)

ศิษย์เหล่านั้นดูปฏิบัติตามคำสั่งสอนถึง
ที่สุดในสัจธรรม แสวงหาประโยชน์อย่างเยี่ยม
ได้รับปากว่าดีแล้ว
ในกาลนั้น พวกเขาผู้สวมชฎา มีหาบเต็ม
นุ่งหนังสัตว์พร้อมทั้งเล็บ เสาะหาประโยชน์อย่าง
เยี่ยม ได้ออกจากป่าไป
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระยศ
ใหญ่ พระนามว่าอัตถทัสสี เมื่อทรงประกาศ
สัจจะ ๔ ได้ทรงแสดงอมตบท
ข้าพระองค์ถือเศวตฉัตรกั้นถวายแด่พระ
พุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ข้าพระองค์ครั้นกั้นถวายวัน
หนึ่งแล้วได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี
ผู้เชษฐะของโลก ประเสริฐกว่านรชน ประทับนั่ง
ในท่ามกลางพระภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถา
เหล่านี้ว่า
ผู้ใดมีจิตเลื่อมใส ได้กั้นเศวตฉัตรให้เรา
ด้วยมือทั้งสอของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่าน
ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
เมื่อผู้นี้เกิดในเทวดาหรือมนุษย์ ชนทั้ง
หลายจักคอยกั้นเศวตฉัตรให้ทุกเมื่อ นี้เป็นผล
แห่งการกั้นฉัตรถวาย

10
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 11 (เล่ม 72)

ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๗๗ กัป จัก
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๐๐๐ ครั้ง จักเสวย
ทิพย์สมบัติในเทวโลก ๗๗ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้า
ประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับไม่ถ้วน ใน
๑๘๐๐ กัป พระพุทธเจ้าพระนามว่า โคดม ศากย-
บุตร จักเสด็จอุบัติ กำจัดความมืดมนธนการให้
พินาศ
เขาจักเป็นทายาทในธรรมของพระพุทธ-
เจ้าพระองค์นั้น เป็นโอรสในธรรมนิรมิตแล้ว
จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวง แล้วเป็นผู้ไม่มีอาสวะ
ปรินิพพาน
ในระหว่างกาล นับตั้งแต่ข้าพระองค์ได้
ทำกรรม คือ ได้กั้นเศวตฉัตรถวายแด่พระพุทธเจ้า
มา ข้าพระองค์ไม่รู้จักเศวตฉัตรที่ไม่ถูกกั้น
ชาตินี้เป็นชาติหลังสุดของข้าพระองค์
ภพสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่
ทุกวันนี้ เหนือศีรษะของข้าพระองค์ได้
มีการกั้นเศวตฉัตร ซึ่งเป็นไปตลอดกาลเป็นนิตย์
โดยข้าพระองค์ได้ทำกรรมไว้ดีแล้ว แด่พระพุทธ-
เจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้คงที่ ข้าพระองค์เป็น
ผู้สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี ข้า
พระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้

11
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 12 (เล่ม 72)

ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูก ดังช้างตัดเชือก
แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
การที่ข้าพระองค์ไม่มาในสำนักของพระ-
พุทธเจ้าของข้าพระองค์นี้ เป็นการมาดีแล้ว,
วิชชา ๓ ข้าพระองค์บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ทำสำเร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข  ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทำให้แจ้ง
แล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้
กระทำเสร็จแล้ว ดังนี้
ทราบว่า ท่านพระเอกฉัตติยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล
จบเอกฉัตตติยเถราปทาน
ติณสูลกฉาทนิยเถรปทานที่ ๓ (๔๑๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกมะลิซ้อนเป็นพุทธบูชา
[๓] ครั้งนั้น เราได้พิจารณาถึงความ
เกิด ความแก่ และความตาย ผู้เดียว ได้ออกบวช
เป็นบรรพชิต
เราเที่ยวไปโดยลำพัง ได้ไปถึงฝั่งแม่น้ำ
คงคา ได้เห็นพื้นแผ่นดินที่ฝั่งแม่น้ำคงคานั้น
เรียบราบ สม่ำเสมอ

12
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 13 (เล่ม 72)

จึงได้สร้างอาศรมขึ้นที่ฝั่งแม่น้ำคงคานั้น
อยู่ในอาศรมของเรา ที่จงกรม ซึ่งประกอบด้วย
หมู่นกนานาชนิด เราได้ทำไว้อย่างสวยงาม
สัตว์ทั้งหลายอยู่ใกล้เรา และส่งเสียง
รื่นรมย์ เรารื่นรมย์อยู่กับสัตว์เหล่านั้นอยู่ใน
อาศรม
ที่ใกล้อาศรมของเรามีมฤคราชสี่เท้าออก
จากที่อยู่แล้ว มันคำรามเหมือนอสนีบาต
ก็เมื่อมฤคราชคำราม เราเกิดความร่าเริง
เราค้นหามฤคราชอยู่ ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้นำโลก
ครั้นได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้นำชั้นเลิศของ
โลกพระนามว่าติสสะ ผู้ประเสริฐกว่าเทวดาแล้ว
เป็นผู้ร่าเริง มีจิตบันเทิง เอาดอกกากะทิงบูชา
พระองค์
ได้ชมเชยพระผู้นำโลก ผู้เด่นเหมือน
พระอาทิตย์ บานเหมือนดอกไม้พญารัง รุ่งโรจน์
เหมือนดาวประกายพฤกษ์ว่า
พระองค์ผู้สัพพัญญู ทำให้พระองค์พร้อม
ทั้งเทพยดาให้สว่าง ด้วยพระญาณของพระองค์
บุคคลทำให้พระองค์โปรดปรานแล้ว ย่อมพ้นจาก
ชาติได้
เพราะไม่ได้เฝ้าพระสัพพัญญูพุทธเจ้า
ผู้เห็นธรรมทั้งปวง สัตว์ทั้งหลายที่ถูกราคะและ
โทสะทับถม จึงพากันตกนรกอเวจี

13
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 14 (เล่ม 72)

เพราะอาศัยการได้เข้าเฝ้าพระองค์ผู้สัพ-
พัญญูนายกของโลก สัตว์ทั้งปวงจึงหลุดพ้นจากภพ
ย่อมถูกต้องอมตบท
เมื่อใด พระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาจักษุ
เปล่งรัศมี อุบัติขึ้น เมื่อนั้น พระองค์ทรงเผา
กิเลสแล้ว ทรงแสดงแสงสว่าง
เราได้กล่าวสดุดีพระสัมพุทธเจ้าพระนาม
ว่าติสสะ ผู้เป็นนายกชั้นเลิศของโลกแล้ว เป็น
ผู้ร่าเริงมีจิตบันเทิง เอาดอกมะลิซ้อนบูชาพระองค์
พระพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะผู้นำชั้น
เลิศของโลกทรงทราบความดำริของเรา ประทับ
นั่งบนอาสนะของพระองค์แล้ว ได้ตรัสพระคาถา
เหล่านี้ว่า
ผู้ใดเป็นผู้เลื่อมใส ได้เอาดอกไม้บังเรา
ด้วยมือของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้ง
หลายจงฟังเรากล่าว
ผู้นั้นจักเสวยทิพยสมบัติในเทวโลก ๒๕
ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง จักได้
เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับ
มิได้ ผลแห่งกรรมนั้นเป็นผลแห่งการบูชาด้วย
ดอกไม้
ก็บุรุษที่ได้เอาดอกไม้บังเราทั้งเย็นและ
เช้า เป็นผู้ประกอบด้วยบุญกรรม จักปรากฏต่อไป
ข้างหน้า

14
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 15 (เล่ม 72)

เขาปรารถนาสิ่งใด ๆ สิ่งนั้น ๆ จักปรากฏ
ตามความในประสงค์ เขาทำความดำริชอบให้
บริบูรณ์แล้ว จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน
เขาเผากิเลส มีสติสัมปชัญญะ นั่งบน
อาสนะเดียว บรรลุอรหัตได้
เราเมื่อเดินยืน นั่ง หรือนอน ย่อมระลึก
ถึงพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด อยู่ทุกขณะ
ความพร่องในปัจจัยนั้น ๆ คือ จีวร
บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่ง และคิลานปัจจัย มิได้มี
แก่เรา นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
บัดนี้ เราบรรลุอมตบท อันสงบระงับ
เป็นธรรมยอดเยี่ยม กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว
เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระ-
พุทธเจ้าอันใด ด้วยการบูชานั้น เราจึงไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้
ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือก
แล้ว เป็นผู้ไม่มี อาสวะอยู่
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของ
เรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้
บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว

15