ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 1002 (เล่ม 71)

นกพิราบ นกเป็ดน้ำ นกจากพราก นกกาน้ำ นกต้อยตีวิด
และนกสาลิกา ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม.
มะม่วงหอมน่าดุ ต้นลำเจียก ดอกกำลังบาน มีกลิ่นหอม
อบอวล ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ราชสีห์ เสือโคร่ง
เสือเหลือง หมี หมาป่า หมาใน สัญจรอยู่ในป่าใหญ่ ย่อม
ทำอาศรมของเราให้งาม.
ฤๅษีทั้งหลาย (เกล้าผมเป็นเซิง) สวมชฎา มีหาบเต็ม
นุ่งห่มหนังสัตว์ สัญจรอยู่ในป่าใหญ่ ย่อมทำอาศรมของเรา
ให้งาม.
บางพวกทรงหนังเสือ มีปัญญา มีความประพฤติสงบ และ
บริโภคอาหารแต่น้อย ทั้งหมดนั้น ย่อมทำอาศรมของเรา
ให้งาม.
ในกาลนั้น ฤๅษีทั้งหลายเอาหาบใส่บ่าเข้าสู่ป่า กินเหง้า
มันและผลไม้ อยู่ในอาศรมในกาลนั้น.
ฤๅษีเหล่านั้นรู้ต้องนำฟืนมา น้ำสำหรับล้างเท้าก็ไม่ต้อง
นำมา ด้วยอานุภาพแห่งฤๅษีทั้งปวง ฟืนและน้ำย่อมนำตัว
มาเอง.
ฤๅษี ๘๔,๐๐๐ ตน ประชุมกันอยู่ในอาศรมนั้น ทั้งหมด
นี้เป็นผู้เพ่งฌาน แสวงหาประโยชน์อันสูงสูด.
ฤๅษีเหล่านั้นเป็นผู้มีตบะ ประพฤติพรหมจรรย์ ตักเตือน
กันและกัน เป็นผู้แน่นแฟ้น เหาะไปในอากาศได้ทุกคน อยู่
ในอาศรม.

1002
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 1003 (เล่ม 71)

ประชุมกันทุก ๕ วัน ไม่ระส่ำระสาย มีความประพฤติ
สงบระงับ อภิวาทกันและกันแล้ว จึงบ่ายหน้ากลับไปตามทิศ
(ที่ตนอยู่).
ในกาลนั้น พระชินเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้จบ
ธรรมทั้งปวง พระองค์เสด็จอุบัติขึ้น กำจัดความมืดโดยรอบ
อาศรมของเรา.
มียักษ์ (เทวดา) ผู้มีฤทธิ์อยู่ ยักษ์ตนนั้นได้บอกข่าว
พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระแก่เราว่า พระพุทธเจ้า
องค์นี้พระนามว่า ปทุมุตตระ เป็นมหามุนี เสด็จอุบัติแล้ว
จงรีบไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าเถิด ท่านผู้เนียรทุกข์.
เราได้ฟังคำของยักษ์แล้วมีใจเลื่อมใสยิ่งนัก เก็บอาศรม
แล้ว ออกจากป่าใหญ่ในขณะนั้น.
เมื่อไฟกำลังไหม้ผ้าอยู่ เราออกจากอาศรม พักอยู่กลาง
ทางคืนหนึ่งแล้ว เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า.
พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก
สมควรรับเครื่องบูชา กำลังทรงประกาศสัจจะ ๔ แสดง
อมตบทอยู่.
เราถือดอกปทุมอันบานเต็มที่ เข้ารูปเฝ้าพระองค์แล้ว มี
จิตเลื่อมใสโสมนัส ถวายบังคมพระพุทธเจ้า บูชาพระสัม-
พุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตะ แล้วเอาหนังสัตว์ห่มเฉวียงบ่า
ข้างหนึ่ง สรรเสริญพระองค์ผู้นำของโลกว่า

1003
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 1004 (เล่ม 71)

พระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีอาสวะ ประทับนั่งอยู่ที่นี้ ด้วยพระ-
ญาณใด เราจักสรรเสริญพระญาณนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรา
กล่าว
พระสัมพุทธเจ้าทรงตัดกระแสสงสารแล้ว ทรงยังสรรพ-
สัตว์ให้ข้าม สรรพสัตว์นั้นฟังธรรมของพระองค์แล้ว ย่อม
ข้ามกระแสตัณหาได้.
พระองค์เป็นศาสดา เป็นธงชัย เป็นหลัก เป็นที่ยึดหน่วง
เป็นที่พึ่ง และเป็นประทีปของสัตว์ทั้งหลาย สูงสุดกว่าสัตว์.
คณาจารย์ผู้นำหมู่ประมาณเท่าใด ที่ท่านกล่าวในโลก
พระองค์เป็นผู้มีปัญญาเลิศกว่าคณาจารย์เหล่านั้น คณาจารย์
เหล่านั้นนับเป็นภายในของพระองค์.
พระองค์ผู้มีปัญญา ทรงยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้น
ด้วยพระญาณของพระองค์ หมู่ชนอาศัยการได้เฝ้าพระองค์
แล้วจักทำที่สุดทุกข์ได้.
ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ คันธชาติเหล่าใดเหล่าหนึ่งหอมฟุ้ง
ไปในโลก ข้าแต่พระมหามุนีผู้เป็นนาบุญ คันธชาติเหล่านั้น
ที่จะเสมอด้วยกลิ่นหอมของพระองค์ไม่มี.
พระองค์ผู้มีจักษุ ขอจงทรงเปลื้องกำเนิดดิรัจฉาน นรก
พระองค์ทรงแสดงบทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง สงบระงับ.
พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก

1004
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 1005 (เล่ม 71)

สมควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว
ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดมีความเลื่อมใส ได้บูชาญาณของเรา ด้วยมือทั้งสอง
ของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดสามหมื่นกัป จักได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง.
เราเป็นผู้ได้ลาภอันได้ดีแล้ว เรายังพระพุทธเจ้าผู้มีวัตร
งานให้ทรงโปรด กำหนดอาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มี
อาสวะอยู่.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว
ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุเทนเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอุเทนเถราปทาน

1005
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 1006 (เล่ม 71)

๔๑๐. อรรถกถาอุเทนเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระอุเทนเถระ มีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสา-
วิทูเร ดังนี้
ในเรื่องนั้น ท่านได้บวชเป็นพระดาบส อาศัยภูเขาปทุมใกล้ป่า
หิมวันต์อยู่ ได้ถือเอาดอกปทุมมาบูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็น
ความแปลกกันแล คำที่เหลือในที่ทั้งปวง มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล
จบอรรถกถาอุเทนเถราปทาน
จบอรรถกถาเมตเตยยวรรค ที่ ๔๑
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ติสสเมตเตยยเถราปทาน ๒. ปุณณกเถราปทาน ๓. เมตตคู-
เถราปทาน ๔. โธตกเถราปทาน ๕. อุปสีวเถราปทาน ๖. นันทก-
เถราปทาน ๗. เหมกเถราปทาน ๘. โตเทยยเถราปทาน ๙. ชตุกัณณิก-
เถราปทาน ๑๐. อุเทนเถราปทาน และในวรรคนี้มีคาถา ๓๘๓ คาถา.
จบเมตเตยยวรรคที่ ๔๑

1006
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 1 (เล่ม 72)

พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย อปทาน๑
เล่มที่ ๙
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธพระองค์นั้น
ภัททาลิวรรคที่ ๔๒
๓. เถราปทาน
ภัททาลิเถราปทานที่ ๑ (๔๑๑)
ว่าด้วยผลแห่งการมุงมณฑปด้วยดอกรัง
[๑] พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า
สุเมธะ ผู้เลิศ ประกอบด้วยพระกรุณา เป็นมุนี
ปรารถนาความวิเวก เลิศในโลกได้เสด็จเข้าไปยัง
ป่าหิมพานต์
ครั้นแล้ว พระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้นำ
โลก พระเสริฐกว่าบุรุษ ได้ประทับนั่งขัดสมาธิ
พระพุทธเจ้าผู้นำโลก พระนามว่าสุเมธะผู้สูงสุด
กว่าบุรุษ พระองค์ประทับนั่งขัดสมาธิอยู่ ๗ คืน
๗ วัน
เราถือหาบเข้าไปกลางป่า ณ ที่นั้นเราได้
เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว
ไม่มีอาสวะ
๑. บาลีเล่มที่ ๓๓

1
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 2 (เล่ม 72)

ครั้งนั้น เราจับไม้กวาด กวาดอาศรม
ปักไม้สี่อันทำเป็นมณฑป
เราเอาดอกรังมานุงมณฑป เราเป็นผู้มีจิต
เลื่อมใส โสมนัส ได้ถวายบังคมพระผู้นำโลกแล้ว
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธะ
ที่ชนทั้งหลายกล่าวกันว่า มีพระปัญญาดังแผ่นดิน
มีพระปัญญาดี ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางพระภิกษุ
สงฆ์ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้
เทวดาทั้งปวงทราบว่าพระพุทธเจ้าจะ
เปล่งวาจา จึงพากันมาประชุมด้วยคิดว่า พระพุทธ
เจ้าผู้ประเสริฐสุด มีพระจักษุ จะทรงแสดงพระ
ธรรมเทศนาโดยไม่ต้องสงสัย
พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ผู้สม-
ควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งในหมู่เทวดา ได้ตรัส
พระคาถาดังต่อไปนี้
ผู้ใดทรงมณฑป มีดอกรังเป็นเครื่องมุง
แก่เราตลอด ๗ วัน เราพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้ง
หลายจงฟังเรากล่าว
ผู้นั้น เกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ จักเป็น
ผู้มีผิวพรรณเหมือนทองคำ จักมีโภคทรัพย์
ล้นเหลือ บริโภคกาม
ช้างมาตังคะ ๖ หมื่นเชือกประดับด้วย
เครื่องอาภรณ์ทุกชนิด รัดปะคน และพานหน้า

2
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 3 (เล่ม 72)

พานหลังล้วนทองกอปรด้วยเครื่องประดับศีรษะ
และข่ายทอง
มีนายหัตถาจารย์ผู้มีมือถือหอกซัดและขอ
ขึ้นขี่ประจำ จักมาสู่ที่บำรุงผู้นั้นทั้งเวลาเย็นเวลา
เช้า
ผู้นี้จักเป็นผู้อันช้างเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว
รื่นรมย์อยู่ สินธพอาชาไนยโดยกำเนิด ๖ หมื่นม้า
ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่างเป็นพาหนะ
ว่องไว มีอัศวาจารย์ผู้สวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ
จักแวดล้อมอยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
รถ ๖ หมื่นคันประดับด้วยสรรพาลังการ
หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองบ้าง ด้วยหนังเสือโคร่งบ้าง
มีธงปักหน้ารถ มีคนขับถือธนูสวมเกราะขึ้น
ประจำ จักแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผล
แห่งพุทธบูชา
บ้าน ๖ หมื่นบริบูรณ์ด้วยเครื่องใช้ทุกสิ่ง
มีทรัพย์และข้าวเปลือกล้นเหลือ บริบูรณ์ดีทุก
ประการ จักมีปรากฏอยู่ทุกเมื่อ นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา
เสนาสี่เหล่า คือ กองช้าง กองม้า กอง
รถ กองราบ จักแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็น
ผลแห่งพุทธบูชา

3
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 4 (เล่ม 72)

ใน ๑๘,๐๐๐ กัป ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทว-
โลก จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ครั้ง
และจักเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๓๐๐ ครั้ง จักได้
เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับ
ไม่ถ้วน
ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ แต่กัปนี้ พระศาสดามี
พระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้า
โอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
ข้าพระองค์เป็นทายาทในธรรมของพระ-
องค์ท่าน เป็นโอรสอันธรรมนิรมิตแล้ว กำหนด
รู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐(แต่กัปนี้) ข้าพระองค์
ได้เห็นพระศาสดาผู้นำโลก ในระหว่างนี้ ข้าพระ-
องค์ได้แสวงหาอมฤตบท
การที่ข้าพระองค์รู้ศาสนธรรมนี้ เป็นลาภ
ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้ดีแล้ว วิชชา ๓
ข้าพระองค์บรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนา
ข้าพระองค์ทำเสร็จแล้ว
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้า
พระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์
ผู้สูงสุดกว่าบุรุษ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่
พระองค์ ข้าพระองค์ได้บรรลุอมฤตบท เพราะ
กล่าวสดุดีพระพุทธญาณ

4
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ – หน้าที่ 5 (เล่ม 72)

ข้าพระองค์เข้าถึงกำเนิดใดๆ คือ จะเป็น
เทวดาหรือมนุษย์ ย่อมเป็นผู้มีความสุขในทุก
สถาน นี้เป็นผลในการทที่ข้าพระองค์ กล่าวสดุดี
พระพุทธญาณ
นี้เป็นการเกิดครั้งหลังของข้าพระองค์
ภพสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่ ข้าพระองค์ตัดกิเลส
เครื่องผูก ดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ
อยู่
ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอน
ภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูก ดังช้าง
ตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
การที่ข้าพระองค์ได้มาในสำนักของพระ-
พุทธเจ้าของข้าพระองค์นี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ
วิชชา ๓ พระองค์บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ได้ทำให้แจ้ง
แล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ทำ
เสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระภัททาลิเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบภัททาลิเถราปทาน

5