ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 982 (เล่ม 71)

เมื่อพระพุทธเจ้าประทับนั่งบนตั่งแก้วที่เรานิรมิตด้วยฤทธิ์
แล้ว เราได้ถวายผลหว้าโตประมาณเท่าหม้อข้าวทันที.
พระมหามุนีทรงยังความยินดีให้เกิดแก่เราแล้ว เสวย
ผลหว้าในกาลนั้น เรายังจิตให้เลื่อมใสแล้ว ถวายบังคม
พระศาสดา.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปิยทัสสี เชษฐบุรุษของ
โลก ประเสริฐกว่านระ ประทับนั่งอยู่บนอาสนะแก้ว ได้ตรัส
พระคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดได้ถวายตั่งแก้วและผลหว้าแก่เรา เราจักพยากรณ์
ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๗๗ กัป จักได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง.
จักได้เป็นจอมเทวดาเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๓๒ ครั้ง
จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้.
จักได้บัลลังก์ทองคำและบัลลังก์อันงาม บัลลังก์แก้วทับทิม
และบัลลังก์รัตนะเป็นอันมากที่ทำอย่างสวยงาม.
บัลลังก์มากมายอันเป็นที่ชอบใจ จักแวดล้อมผู้นี้ ผู้พรั่ง
พร้อมด้วยบุญกรรม แม้เดินอยู่ทุกเมื่อ.
ปราสาทอันเป็นเรือนยอดและที่นอนอันควรค่ามาก ดังจะรู้
จิตของผู้นี้ จักบังเกิดขึ้นทุกเมื่อ.

982
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 983 (เล่ม 71)

ช้างพลายหกหมื่น ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มี
สายประคนพานหน้าและพานหลังแล้วด้วยทอง กอปรด้วย
เครื่องประดับศีรษะและข่ายล้วนเป็นทอง อันควาญช้างผู้ถือ
หอกซัดและขอขึ้นอยู่บนคอ ช้างเหล่านั้นจักบำเรอผู้นี้ นี้เป็น
ผลแห่งการถวายตั่งแก้ว.
ม้าสินพอาชาไนยโดยกำเนิดหกหมื่น ม้าเป็นพาหนะ
วิ่งเร็ว อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง อันหมอม้ามีมือถือ
ธนูสวมเกราะหนังขึ้นขี่อยู่ ม้าเหล่านั้นจักบำเรอผู้นี้ นี้เป็น
ผลแห่งการถวายตั่งแก้ว.
รถหกหมื่น อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง หุ้มด้วย
หนังเสือเหลืองบ้าง หุ้มด้วยหนังเสือโคร่งบ้าง สอดใส่เครื่อง
รบ ปักธงหน้ารถ อันนายสารถีมีมือถือสวมเกราะขึ้น
ประจำรถอยู่ จักแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการ
ถวายตั่งแก้ว.
แม่โคนมและโคผู้ตัวงามหกหมื่นตัว จักยังลูกโคให้เกิด
นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแก้ว.
หญิง ๑๖,๐๐๐ คน อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง
มีผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร ประดับประดาด้วยมณีและกุณฑล
มีหน้าเบิกบานยิ้มแย้ม ตะโพกผึ่งผาย เอวเล็กเอวบาง จัก
แวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแก้ว.
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ จักมีพระพุทธเจ้าพระนามว่า โคดม ผู้มี
จักษุ กำจัดความมืดมนอันธการในโลก จักทรงอุบัติขึ้นในโลก.

983
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 984 (เล่ม 71)

ผู้นี้อาศัยการได้เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั่น จักตัดความ
กังวลออกบวช จักยังพระศาสดาให้โปรดปรานแล้ว ยินดียิ่ง
อยู่ในศาสนา ได้ฟังธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้นแล้ว จัก
เผากิเลสทั้งหลาย จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มี
อาสวะ นิพพาน.
ความเพียรของเราเป็นเครื่องนำไปซึ่งธุระ นำมาซึ่งความ
เกษมจากโยคะ เราปรารถนาประโยชน์อันสูงสุด อยู่ใน
พระศาสนา.
ภพนี้เป็นภพที่สุดของเรา ภพต่อไปย่อมไม่มี เราเผา
กิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่อง
ผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเหมกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเหมกเถราปทาน
จบภาณวารที่ ๑๘

984
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 985 (เล่ม 71)

๔๐๗. อรรถกถาเหมกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระเหมกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปพฺภารกูฏํ นิสฺสาย
ดังนี้.
แม้ในเรื่องนั้น ท่านก็ได้บวชเป็นฤาษี อยู่ที่ป่าหิมวันต์ ได้พบ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปิยทัสสี ซึ่งเสด็จเข้าไปหาจึงได้ลาดตั่งที่
ทำด้วยแก้วถวายแล้ว ได้ยืนอยู่แล้ว ท่านได้นำเอาขนมกุมมาส และผล
หว้ามาถวาย แด่พระพุทธเจ้า ซึ่งประทับนั่งบนเครื่องสาดนั้น เพื่อจะให้
เขามีใจเลื่อมใส พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเสวยผลไม้นั้น ความแปลกกันมี
เพียงเท่านี้นั้นแล.
จบอรรถกถาเหมกเถราปทาน

985
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 986 (เล่ม 71)

โตเทยยเถรปทานที่ ๘ (๔๐๘)
ว่าด้วยผลแห่งการสร้างบรรณศาลา
[๔๑๐] ในกาลนั้น (เราเห็น) พระราชพระนามว่าวิชิตชัย เป็นผู้
กล้า ทรงถึงพร้อมด้วยความกล้าใหญ่ ประทับอยู่ในท่ามกลาง
พระนครเกตุมดีอันอุดม.
ในกาลนั้น เมื่อพระราชาพระองค์นั้นประมาท โจรผู้
ประทุษร้ายแว่นแคว้นก็ตั้งขึ้น และโจรผู้หยาบช้าทางทิศเหนือ
ก็กำจัดแว่นแคว้น.
เมื่อปัจจันตชนบทกำเริบ พระราชาจึงสั่งให้พลรบและ
ทหารรักษาพระองค์ประชุมกัน รับสั่งให้ใช้อาวุธบังคับข้าศึก.
ในกาลนั้น พลช้าง พลม้า ทหารเสื้อเกราะผู้กล้าหาญ พล
ธนูและพลรถมาประชุมกันทั้งหมด พวกพ่อครัว พนักงาน
เครื่องต้น พนักงานสรงสนาน ช้างดอกไม้ผู้กล้าหาญ เคย
ชนะสงคราม มาประชุมกันทั้งหมด.
พวกชายฉกรรจ์ผู้ถือดาบ ถือธนู สวมเกราะหนัง เป็น
คนแข็งกล้าเคยชนะสงคราม มาประชุมกันทั้งหมด.
ช้างมาตังคะตกมัน ๓ ครั้ง มีอายุ ๖๐ ปี มีสายประคน
พานหน้าพานหลัง และเครื่องประดับล้วนทอง มาประชุมกัน
ทั้งหมด.
นักรบอาชีพ อดทนต่อหนาว ร้อน อุจจาระ ปัสสาวะ มี
กรรมอันทำเสร็จแล้ว มาประชุมกันทั้งหมด.

986
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 987 (เล่ม 71)

ทหารเหล่านั้นยินดีด้วยเสียงสังข์ เสียงกลองและด้วย
เสียงแตกตื่น มาประชุมกันทั้งหมด.
ทหารเหล่านั้นตีกันด้วยหลาว หอก แหลน ธนู และ
ตรีศูล (สามง่าม) ล้มลงรวมกันทั้งหมด.
ในกาลนั้น เราสวนเกราะแล้ว สั่งให้จับพลรบ หกหมื่น
พร้อมทั้งพระราชาผู้พ่ายแพ้ขึ้นเสียบหลาว.
พลรบเหล่านั้นพากันส่งเสียงร้องว่า พุทโธ่ พระราชา
อาธรรม์ เมื่อถูกไฟไหม้อยู่ในนรก เมื่อไรจักมีที่สุด.
ในกาลนั้น เรานอนอยู่บนที่นอน ย่อมเห็นไฟนรก เรา
นอนไม่หลับตลอดวันหนึ่งคืนหนึ่ง พวกนายนิริยบาลขู่เรา
ด้วยหลาว.
(เราคิดว่า) ความมัวเมารัชสมบัติ สัตว์พาหนะ และ
พลรบจะเป็นประโยชน์อะไร สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถทรงไว้ได้
ย่อมยังเราให้สะดุ้งทุกเมื่อ.
บุตร ภรรยา และรัชสมบัติทั้งสิ้น จะเป็นประโยชน์อะไร
แก่เรา ถ้าเช่นนั่น เราพึงบวช พึ่งชำระทางแห่งคติ.
เราไม่มีความห่วงใย ปล่อยช้างมาตังคะ หกหมื่นเชือก
อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีรัตนประคนพานหน้า
พานหลัง เครื่องประดับศีรษะและข่ายล้วนเป็นทอง อัน
ควาญช้างผู้ถือหอกซัดและขอประจำคอ ไว้ที่ในสนามรบ
เร่าร้อนด้วยกรรมของตน จึงออกบวชเป็นบรรพชิต.

987
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 988 (เล่ม 71)

เราทิ้งม้าสินธพอาชาไนยโดยกำเนิด หกหมื่นม้า อัน
ประกอบด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เป็นพาหนะวิ่งเร็ว อันนาย
น้ำมือถือธนูสวมเกราะหนัง ขึ้นประจำหลังเสียทั้งหมดแล้ว
ออกบวชเป็นบรรพชิต.
เราสละรถ หกหมื่นคัน อันประดับด้วยเครื่องอลังการ
ทั้งปวง หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองบ้าง ด้วยหนังเสือโคร่งบ้าง
สอดเครื่องรบมีธงปักไว้หน้ารถ ทั้งหมดนี้แล้ว บวชเป็น
บรรพชิต.
เราทิ้งแม่โคนม หกหมื่นตัว อันรองน้ำนมด้วยขันสำริด
ทั้งหมดเสียแล้ว บวชเป็นบรรพชิต.
เราสละหญิง หกหมื่นคน ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการ
ทั้งปวง มีผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร สวมใส่แก้วมณีและกุณฑล
มีหน้าเบิกบาน ยิ้มแย้ม ตะโพกผึ่งผาย เอวเล็กเอวบาง
ทุกคนคร่ำครวญอยู่แล้ว บวชเป็นบรรพชิต.
เราทิ้งบ้าน หกหมื่นหลัง อันบริบูรณ์ด้วยประการทั้งปวง
ซึ่งเป็นรัชสมบัตินั้นเสียแล้ว บวชเป็นบรรพชิต.
เราออกจากพระนครแล้ว เข้ารูปสู่ภูเขาหิมวันต์ ได้สร้าง
อาศรมไว้ ณ ที่ใกล้แม่น้ำภาคีรสี.๑
ทำกรรณศาลาเสร็จแล้ว ทำเรือนสำหรับบูชาไฟ เรา
ปรารถนาความเพียรมีใจแน่วแน่ อยู่ในอาศรม.
๑. ภาคีรถี แม่น้ำคงคา อภิธาน. ๖๘๑/๑๙๒.

988
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 989 (เล่ม 71)

เมื่อเราเพ่งฌานอยู่ในมณฑปก็ดี ที่โคนไม่ก็ดี ในเรือน
ว่างก็ดี ความสะดุ้งย่อมไม่มีแก่เรา เราไม่เห็นภัยที่น่าหวาด
กลัวเลย.
ในกาลนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธ ผู้เลิศ
กอปรด้วยพระกรุณา เป็นมุนี ทรงยังแสงสว่างแห่งญาณให้
โชติช่วง เสด็จอุบัติในโลก.
โดยรอบอาศรมของเรา มียักษ์ ( เทวดา) ผู้มีฤทธิ์อยู่
เมื่อพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐอุบัติชั้นแล้ว ยักษ์บอกกะเราใน
กาลนั้นว่า
พระพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธ ผู้มีพระจักษุ เสด็จ
อุบัติแล้วในโลก ทรงยังหมู่สัตว์ทั้งปวงให้ข้าม แม้ท่าน
พระองค์ก็จักทรงให้ข้ามได้.
ขณะนั้นเราฟังคำของยักษ์แล้วมีความสลดใจ คิดอยู่ว่า
พุทโธ พุทโธ เก็บอาศรมไว้ ทิ้งฟืนสำหรับบูชาไฟ และ
เก็บสันถัต ไหว้อาศรมแล้ว ออกจากป่าใหญ่.
เราถือเอาไม้จันทน์จากที่นั้น จากบ้านนี้ไปบ้านโน้น จาก
เมืองนี้ไปเมืองโน้น แสวงหาพระพุทธเจ้าอยู่ ได้เข้าไปเฝ้า
พระองค์.
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สุเมธ ผู้นำของ
โลก ทรงประกาศสัจจะ ๔ ยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ตรัสรู้อยู่.

989
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 990 (เล่ม 71)

เราประนมกรอัญชลีเหนือเศียรเกล้า กระทำวันทนาการ
ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
เมื่อต้นมะลิซ้อนดอกบาน กลิ่นหอมฟุ้งไปในที่ใกล้ ข้าแต่
พระวีรเจ้า พระองค์มีกลิ่นคือคุณ หอมขจรไปทั่วทิศ.
เมื่อต้นจำปา ต้นกระถิ่นพิมาน ต้นอุโลก ต้นการะเกด
และต้นรังกำลังดอกบาน กลิ่นหอมฟุ้งไปตามลม.
ข้าพระองค์สูดกลิ่นของพระองค์จากภูเขาหิมวันต์มาจนถึง
ที่นี่ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ผู้เชษฐบุรุษของโลก ทรงมียศมาก
ข้าพระองค์ขอบูชาพระองค์.
เราไล้ทาพระพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธ ผู้นำของโลก
ด้วยแก่นจันทน์อันประเสริฐ ยังจิตของตนให้เลื่อมใสแล้ว
ได้ยืนนิ่งอยู่ ณ ที่นั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สุเมธ เชษฐบุรุษของโลก
ผู้ประเสริฐกว่านระ ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้
ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดสรรเสริญคุณของเรา และได้บูชาเราด้วยแก่นจันทน์
เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจึงฟังเรากล่าว
ผู้นี้จักเป็นผู้กล่าวถ้อยคำที่ควรเชื่อถือได้ เป็นพรหม เป็น
ผู้ซื่อตรง มีตบะ จักมีรัศมีอันสว่างไสวตลอด ๒๕ กัป.

990
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 991 (เล่ม 71)

จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอค ๒๖,๐๐๐ กัป จักได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง.
ก็ได้เป็นจอมเทวดาเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๓๓ ครั้ง
จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้.
คนผู้นี้จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์
ประกอบด้วยบุญกรรม จักเป็นบุตรพรหมณ์.
จักได้เป็นศิษย์ของพราหมณ์ชื่อว่าพาวรี ผู้เล่าเรียนทรง
จำมนต์ ถึงที่สุดแห่งไตรเพท ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๓ ประการ.
จักเป็นผู้รู้จบมนต์ จักได้เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า
พระนามว่า โคดมศากยบุตร.
ได้ทูลถามปัญหาอันละเอียด ยังใจให้โสมนัส กำหนดรู้
อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
เราดับไฟ ๓ กองได้สิ้นแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว
กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว
ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.

991