พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ - หน้าที่ 962 (เล่ม 71)

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเมตตคูเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเมตตคูเถราปทาน
๔๐๓. อรรถกถาเมตตคูเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระเมตตคูเถระ มีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺส
อวิทูเร ดังนี้.
ท่านเป็นพระดาบสอยู่ในบรรณศาลา ที่ภูเขาชื่อว่า อโสก ใกล้ป่า
หิมวันต์นั้น ได้พบเห็นพระสุเมธสัมพุทธเจ้าแล้ว รับบาตรเอาเนยใสใส่
ถวายจนเต็ม (ดังนี้) เป็นความแตกต่างกัน. คำที่เหลือ และผลบุญ
นักศึกษาพอจะรู้ได้โดยง่ายทีเดียว. และเนื้อความแห่งคาถาอปทาน ก็
ปรากฏชัดเจนอยู่แล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาเมตตคูเถราปทาน

962
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ - หน้าที่ 963 (เล่ม 71)

โธตกเถราปทานที่ ๔ (๔๐๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายสะพาน
[๔๐๖] ในกาลนั้น แม่น้ำคงคาชื่อว่า ภาคีรสี๑ ไหลมาจากภูเขา
หิมวันต์ ไหลผ่านไปทางประตูพระนครหังสวดี.
อารามชื่อว่า โสภิคะ มหาชนสร้างไว้อย่างสวยงามใกล้ฝั่ง
แม่น้ำ พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้นำของโลก
ประทับอยู่ในอารามนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าอันหมู่มนุษย์แวดล้อมแล้ว ประทับนั่ง
ในอารามนั้น ดังพระอินทร์จากดาวดึงส์ ไม่ครั่นคร้ามดุจ
ไกรสรสีหราช.
ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์เป็นพราหมณ์ มีนามชื่อว่า
ฉฬังคะ อยู่ในนครหังสวดีมีชื่ออย่างนั้น.
ในกาลนั้น ศิษย์ ๑,๘๐๐ คนแวดล้อมข้าพระองค์ ข้า-
พระองค์พร้อมด้วยศิษย์เหล่านั้นเข้าไปสู่ฝั่งแม่น้ำ.
ณ ที่นั้น ข้าพระองค์ได้เห็นพระหลายรูป ผู้ไม่คดโกง ผู้
ชำระบาปแล้ว กำลังข้ามแม่น้ำภาคีรสีอยู่ ขณะนั้นข้าพระองค์
คิดอย่างนี้ว่า
บุตรแห่งพระพุทธเจ้าผู้มียศมากเหล่านี้ ข้ามแม่น้ำทั้งเย็น
และเช้า ย่อมทำตนให้ลำบาก ย่อมทำตนให้เดือดร้อน.
บัณฑิตย่อมกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้เลิศของ
๑. อรรถกถาว่า ภาคีรถี.

963
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ - หน้าที่ 964 (เล่ม 71)

โลก พร้อมทั้งเทวโลก เครื่องสักการะสำหรับชำระทางคือ
คติในทักษิณาของเราไม่มี.
ถ้าเช่นนั้น เราพึงทำสะพานข้ามแม่น้ำถวายแด่พระพุทธ-
เจ้าผู้ประเสริฐสุด ครั้นเราให้ทำสะพานนี้แล้วจะข้ามภพนี้ได้.
ข้าพระองค์ได้ให้ทรัพย์ ๑๐๐ บ้าง ๑,๐๐๐ บ้าง แล้วให้ทำ
สะพาน ด้วยข้าพระองค์เชื่อว่า กุศลที่เราทำแล้วนี้จักไพบูลย์.
ข้าพระองค์ให้ทำสะพานนั้นเสร็จแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระ-
พุทธเจ้าผู้นำของโลก ประนมกรอัญชลีเหนือเศียร แล้วได้
กราบทูลดังนี้ว่า
ข้าพระองค์ให้ทรัพย์ ๑๐๐ บ้าง ๑,๐๐๐ บ้าง แล้วให้ทำ
สะพานนี้.
ข้าแต่พระมหามุนี ขอได้โปรดทรงรับสะพานใหญ่ เพื่อ
ประโยชน์แก่พระองค์เถิด พระเจ้าข้า.
พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควร
รับเครื่องบูชา ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัส
พระคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดมีความเลื่อมใส ได้ให้ทำสะพานด้วยมือของตนให้
แก่เรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงพึงเรากล่าว
ผู้นี้แม้ตกลงในเหวก็ดี จากภูเขาก็ดี จากต้นไม้ก็ดี แม้
จุติแล้ว จักได้ที่ตั้งมั่น นี้เป็นผลแห่งการให้สะพาน.
ศัตรูทั้งหลายย่อมข่มขี่ไม่ได้ เปรียบเหมือนลมข่มขู่ต้นไทร

964
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ - หน้าที่ 965 (เล่ม 71)

อันมีรากและย่านงอกงามไม่ได้ฉะนั้น นี้เป็นผลแห่งการถวาย
สะพาน.
พวกโจรย่อมข่มเหงไม่ได้ กษัตริย์ทั้งหลาย ย่อมไม่ดูหมิ่น
ผู้นี้จักข้ามพ้นศัตรูทั้งปวง นี้เป็นผลแห่งการถวายสะพาน.
ผู้นี้ประกอบด้วยบุญกรรม ถึงจะอยู่ในโอกาสกลางแจ้ง
ถูกแดดกล้าจัดแผดเผา ก็จักไม่มีเวทนา.
ในเทวโลกก็ดี ในมนุษยโลกก็ดี ยานช้างอันตกแต่งดี
แล้ว ดังจะรู้ความดำริของผู้นั้น จักบังเกิดในทันที.
ม้าสินธพ ๑,๐๐๐ ม้าอันเป็นพาหนะมีกำลังวิ่งเร็วดังลม จัก
คอยรับใช้ทั้งเวลาเย็นและเช้า นี้เป็นผลแห่งการถวายสะพาน.
ผู้นี้มาเกิดเป็นมนุษย์ จักเป็นผู้มีความสุข แม้ในการเกิด
เป็นมนุษย์นี้ ก็จักมียานช้าง.
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดามีพระนามว่า โคดม
ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก.
ผู้นี้จักเป็นทายาทในธรรม ของพระศาสดาพระองค์นั้น
เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็น
ผู้ไม่มีอาสวะ นิพพาน.
โอ เราได้ทำกุศลกรรมแล้ว ในพระพุทธเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ เราเป็นผู้บรรลุความสิ้นอาสวะ เพราะได้ทำกุศล-
กรรมในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น.

965
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ - หน้าที่ 966 (เล่ม 71)

เราเป็นผู้ทำความเพียร มีตนส่งไปแล้ว สงบระงับ ไม่
มีอุปธิ ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มี
อาสวะอยู่.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัด
กิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโธตกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบโธตกเถราปทาน

966
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ - หน้าที่ 967 (เล่ม 71)

๔๐๔. อรรถกถาโธตกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระโธตกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า คงฺคา ภาคีรถี
นาน ดังนี้.
แม้ในเรื่องนั้น ท่านเป็นพราหมณ์ ได้พบเห็นพวกภิกษุ กำลัง
ข้ามแม่น้ำคงคาชื่อภาคีรถีแล้ว มีใจเลื่อมใส ให้ช่างช่วยกันสร้างสะพาน
ข้าม เสร็จแล้วก็มอบถวายแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข นี้เท่านั้น
เป็นความแตกต่างกันแล. เนื้อความแห่งคาถาอันแสดงถึงเรื่องผลบุญ
นักศึกษาก็พอจะรู้ได้โดยง่ายตามลำดับแห่งเนื้อความนั่นแล.
จบอรรถกถาโธตกเถราปทาน

967
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ - หน้าที่ 968 (เล่ม 71)

อุปสีวเถราปทานที่ ๕ (๔๐๕)
ว่าด้วยผลแห่งการสร้างอาศรม
[๔๐๗] เราสร้างอาศรม สร้างบรรณศาลาอย่างสวยงาม ณ ที่ใกล้
ภูเขาชื่อว่า อโนมะ อันมีอยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์.
ณ ที่นั้นมีแม่น้ำไหลอยู่ มีท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ
กอปทุมและกออุบลเป็นอันมาก ย่อมเกิดที่ท่าน้ำอันชุ่มชื้นใน
แม่น้ำนั้น.
มีปลาฉลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลา
ตะเพียน และเต่าชุกชุม มีน้ำไหลอยู่ในกาลนั้น.
มีต้นดีหมี ต้นอโศก ต้นเข็ม ต้นชาตบุษย์ มะงั่ว และ
มะนาว มีดอกบาน ขึ้นอยู่รอบอาศรมของเรา.
มีอัญชันเขียว มะลิซ้อน ต้นรัง ต้นสน ต้นจำปา ขึ้น
อยู่เป็นหมู่ ๆ มากด้วยกัน มีดอกบาน.
ต้นกุ่ม ต้นอุโลก สลัดได มีดอกบาน ต้นประดู่ และ
มะซางหอม มีดอกบาน มีอยู่ในที่ใกล้อาศรมของเรา.
ต้นราชพฤกษ์ แคฝอย ต้นคัดเค้า ต้นประยงค์ มะกล่ำ-
หลวง ไม้ช้างน้าว มีดารดาษอยู่โดยรอบกึ่งโยชน์.
มาตกรา๑ ต้นชบาซ้อน ต้นโลดแดง ขึ้นเป็นหมู่อยู่ใกล้
แม่น้ำ ไม้ปรู สมอพิเภก กำลังมีดอกบาน มีอยู่มาก ต้น
๑. ม. ว่า มาตคฺคารา.

968
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ - หน้าที่ 969 (เล่ม 71)

สมอมีอยู่มาก กำลังมีดอกบาน อยู่ใกล้อาศรมของเรา.
เมื่อต้นไม้เหล่านี้มีดอก ต้นไม้ทั้งหลายก็งานมาก โดย
รอบที่อาศรมของเรา ย่อมหอมตลบไปด้วยกลิ่นดอกไม้นั้น.
มีต้นสมอไทย มะขามป้อม มะม่วง ไม้หว้า สมอพิเภก
ต้นกระเบา ต้นรกฟ้า ต้นมะตูม ต้นมะปราง.
ต้นมะพลับ ต้นมะหาด ต้นมะซาง ต้นมะดูก ต้นขนุน-
สำมะลอ ต้นขนุน ต้นกล้วย ต้นพุทรา
ต้นมะกอก ต้นวลฺลิการผลานิ มีมากมาย ผลกำลังสุก
งอม หล่นอยู่ใกล้อาศรมของเรา.
อาฬกา อิสิมุคฺคา จ ตโต โสรผลา พหู อวฏา ปกฺกภริตา
มิลกฺขุทุมฺพรานิ จ.
เถาดีปลี กระวาน ต้นไทร ต้นมะขวิด ต้นมะเดื่อ
มีมากมาย มีผลสุก ปาริโย.
ต้นไม้เหล่านี้และชนิดอื่นมีมากมาย กำลังมีผลใกล้อาศรม
ของเรา แม้ต้นไม้ดอกก็มีมาก กำลังบานใกล้อาศรมของเรา.
เช่นมะลิวัลย์ ต้นกระทุ่ม ต้นนมแมว และคนทา อาลกา
และต้นปาล์ม มีอยู่ใกล้อาศรมของเรา.
ในที่ไม่ไกลอาศรมของเรานั้น มีสระใหญ่ที่เกิดเองสระ
หนึ่ง มีน้ำใสแจ๋ว จืด เย็นสนิท ทีท่าน้ำราบเรียบน่ารื่นรมย์ใจ.
๑. ม. ว่า โมทผลา.

969
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ - หน้าที่ 970 (เล่ม 71)

ในสระนั้น มีกอปทุม กออุบล และกอบุณฑริก มากมาย
ดาดาษด้วยบัวขาวและบัวเผื่อน ลมพัดพากลิ่นหอมต่าง ๆ มา.
กอปทุมกอหนึ่งกำลังตูม กออื่น ๆ มีดอกบาน ดอกปทุม
บานแล้ว ร่วงหล่นลง คงมีแต่ฝักบัวเป็นอันมาก.
น้ำหวานที่ไหลออกจากรากเหง้าบัว รสหวานปานดังน้ำผึ้ง
นมสด และเนยใส ดอกโกมุท มีกลิ่นหอมต่าง ๆ ด้วย
กลิ่นหอมนั้น มีดอกบานมากมาย.
ดอกโกมุท และมะม่วงสุกส่งกลิ่นหอม เราเห็นอยู่โดย
รอบเสมอ ที่ใกล้ขอบสระ มีไม้เกดเป็นอันมากมีดอกบาน.
ต้นชะบาดอกบานสะพรั่ง อัญชันขาว ดอกมีกลิ่นหอม
จระเข้ ตะโขง คหกา ย่อมเกิดอยู่ในสระนั้น ในสระ
นั้น มีอุคฺคาหกา งูเหลือมมาก ปลาฉลาด ปลากระบอก
ปลาสวาย ปลาตะเพียน เต่า มากมาย อโถ สปฏเกหิ จ.
นกพิราบ นกคับแค นกกวัก นกกาน้ำ นกต้อยตีวิด
นกสาลิกา นกค้อนหอย นกโพระดก กระรอก นกเขา เหยี่ยว
อุทฺธรา มีอยู่มาก.
หมาจิ้งจอก ลูกนกแขกเต้า ไก่ป่า ฟาน มีอยู่มาก
กาเสนิยา จ ติลกา ย่อมอาศัยสระนั้นเลี้ยงชีวิต.
ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาใน เสือดาว

970
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ - หน้าที่ 971 (เล่ม 71)

ลิง กินนร ปรากฏอยู่ใกล้อาศรมของเรา.
เราสูดกลิ่นหอมเหล่านั้น บริโภคผลไม้ และดื่มน้ำหอม
อยู่ใกล้อาศรมของเรา.
เนื้อทราย หมู เนื้อฟาน ขุทฺทรูปกา อัคคิกา (นกเขาไฟ)
นกโชติกร หงส์ นกกะเรียน นกยูง และประกอบด้วย
นกดุเหว่า อยู่ใกล้อาศรมของเรา หน่อไม้ ไม้กำคูน ต้น
โปตฺถสีสกา มีอยู่มาก.
พวกปีศาจ อสูร กุมภัณฑ์ ผีเสื้อน้ำ มีมาก พวกนก
ครุฑ งู ย่อมอยู่ใกล้อาศรมของเรา.
ฤาษีทั้งหลายมีอานุภาพมาก มีจิตสงบระงับมั่นคง ทั้ง
หมดล้วนทรงคนโทน้ำ นุ่งหนังสัตว์ทั้งเล็บ สวมชฎา และมี
หาบ อยู่ใกล้อาศรมของเรา.
ทอดตาดูประมาณชั่วแอก มีปัญญา มีความประพฤติสงบ
สันโดษด้วยลาภและความเสื่อมลาภ อยู่ใกล้อาศรมของเรา.
ฤๅษีเหล่านั้นสลัดผ้าเปลือกไม้กรอง เคาะหนังสัตว์ แข็ง-
แรงด้วยกำลังของตน ย่อมเหาะได้ในอากาศในกาลนั้น.
นำเอาน้ำใหม่และไม้สำหรับทำฟืนใส่ไฟมา และบวชเอา
เอง นี้เป็นผลแห่งปาฏิหาริย์ของตน ๆ.
ฤๅษีเหล่านั้นถือหม้อโลหะ อยู่ในท่ามกลางป่า เปรียบ
เหมือนช้างกุญชรมหานาค และไกรสรราชสีห์ผู้ไม่ครั่นคร้าม.

971