ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 952 (เล่ม 71)

เมตเตยยวรรคที่ ๔๐
ติสสเมตเตยเถราปทานที่ ๑ (๔๐๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายประทีปและผลมะพลับ
[๔๐๓] ดาบสชื่อว่า โสภิตะ บริโภคแต่ผลไม้ที่หล่นเอง อาศัย
ยอดเงื้อมเขา ประทับอยู่ในระหว่างแห่งภูเขา.
ในกาลนั้น เราแสวงหาประโยชน์อันสูงสุด เพื่อเข้าถึง
พรหมโลก จึงนำเอาฟืนสำหรับติดไฟมาสุมไฟให้ลุกโพลง.
พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้
สมควรรับเครื่องบูชา พระองค์ทรงประสงค์จะช่วยเหลือเรา
จึงเสด็จมาในสำนักเรา ตรัสถามว่า
ทำอะไรหรือท่านผู้มีบุญหนัก ขอจงให้ฟืนสำหรับติดไฟ
แก่เรา เราจะบำเรอไฟ เพราะการบำเรอไฟนั้น ความบริสุทธิ์
จักมีแก่เรา.
เราทูลว่า
ดูก่อนท่านผู้เป็นมนุษย์ ท่านเป็นผู้เจริญดี ท่านเข้าใจ
เทวดาดี เชิญท่านบำเรอไฟ เชิญท่านเอาฟืนสำหรับติดไฟไป.
ลำดับนั้น พระชินเจ้าทรงถือเอาฝืนจะติดไฟให้ลุกโพลง
ไฟไม่ติดฟืนในกองฟืนนั้น เพราะพระผู้แสวงหาคุณใหญ่
ทรงทำปาฏิหาริย์.

952
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 953 (เล่ม 71)

พระปทุมุตตรพุทธเจ้าตรัสว่า
ไฟของท่านไม่ลุกโพลง เครื่องบูชาของท่านไม่มี การ
บำเรอไฟของท่านไร้ประโยชน์ เชิญท่านบำเรอไฟของเรา
บ้างซิ.
เราทูลถามว่า
ดูก่อนท่านผู้มีความเพียรใหญ่ ไฟของท่านเป็นเช่นไร
ขอจงบอกไฟของท่าน เมื่อบอกแก่เราแล้ว เราทั้งสองจะ
บำเรอไฟนั่น.
พระองค์ตรัสว่า
การบูชาของเรามี ๓ ประการ คือ เพื่อดับธรรมอันเป็น
เหตุ ๑ เพื่อเผากิเลส ๑ เพื่อละความริษยาและความ
ตระหนี่ ๑.
เราทูลถามว่า
ข้าแต่ท่านมหาวีระผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นเช่นไร มีโคตร
อย่างไร อาจาระและข้อปฏิบัติของท่านเราชอบใจนัก.
พระองค์ตรัสตอบว่า
เราเกิดในสกุลกษัตริย์ ถึงที่สุดแห่งอภิญญา มีอาสวะ
ทั้งปวงสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี.
ข้าแต่พระองค์ผู้ส่องแสงสว่าง ทรงบรรเทาความมืด ถ้า
พระองค์เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ข้าพระองค์จักขอนมัส-
การพระองค์ พระองค์ผู้ทำที่สุดทุกข์.

953
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 954 (เล่ม 71)

เราได้เอาหนังสัตว์ลาดถวาย เป็นที่ประทับนั่ง พระสัพ-
พัญญู ประทับนั่งบนหนังสัตว์นั้น เราอุปัฏฐากพระองค์.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งบนหนังสัตว์ที่เราลาดถวาย
นั้น เรานิมนต์พระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ไปสู่ภูเขา.
เก็บผลมะพลันใส่หาบจนเต็ม นำมาคลุกเคล้าด้วยน้ำผึ้ง
แล้ว ได้ถวายแด่พระพุทธเจ้า.
เมื่อเรามองดูอยู่ พระชินเจ้าก็เสวยในขณะนั้น เรา
มองดูพระองค์ผู้นำของโลก ยังจิตให้เลื่อมใสในพระองค์.
พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก สมควร
รับเครื่องบูชา ประทับนั่งอยู่ในอาศรมของเรา ได้ตรัสพระ-
คาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดมีความเลื่อมใส ได้อังคาสเราให้อิ่มหนำ ด้วยผล
มะพลับด้วยมือของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลาย
จงฟังเรากล่าว
ผู้นั้นจักได้เสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๒๕ ครั้ง และจักได้
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง.
ข้าว น้ำ ผ้า และที่นอนอันสมควรแก่ค่ามาก ประกอบ
ด้วยบุญกรรม (ดังจะ) รู้ความดำริของผู้นั้นผู้พร้อมเพรียงด้วย
บุญกรรม จักบังเกิดขึ้นในทันที ผู้นี้จักเป็นผู้บันเทิงพร้อม
และผู้มีความสบายทุกเมื่อ.
ผู้นี้เข้าถึงกำเนิดใด คือ ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ใน
กำเนิดนั้น จักเป็นผู้มีสุขทุกแห่ง จักได้เป็นมนุษย์.

954
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 955 (เล่ม 71)

ผู้นั้นเป็นผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท ได้เข้า
เฝ้าพระสัมพุทธเจ้าแล้ว จักเป็นพระอรหันต์.
เราระลึกถึงตนได้ในกาลใด ถึงความเป็นผู้รู้แจ้ง ในกาล
ใด ในกาลนั้น ความพร่องในโภคสมบัติไม่มีแก่เราเลย นี้
เป็นผลแห่งการถวายผลไม้.
เราบรรลุถึงธรรมอันประเสริฐแล้ว ถอนราคะและโทสะ
ขึ้นได้แล้ว เป็นผู้มีอาสวะทั้งปวงสิ้นรอบแล้ว บัดนี้ภพใหม่
มิได้มี.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัด
กิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระติสสเมตเตยยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบติสสเมตเตยยเถราปทาน

955
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 956 (เล่ม 71)

เมตเตยยวรรคที่ ๔๑
๔๐๑. อรรถกถาติสสเมตเตยยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑ วรรคที่ ๔๑ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระติสสเมตเตยยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปพฺ-
ภารกูฏํ นิสฺสาย ดังนี้.
ในเรื่องนั้น มีข้อแตกต่างกันแต่เพียงว่า ท่านบวชเป็นดาบสแล้ว
ได้ถวายหนังเสือเพื่อเป็นที่ประทับนั่ง แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ เท่านั้น. คำที่เหลือพอจะรู้ได้โดยง่าย ตามบาลีอปทานนั่นแล.
จบอรรถกถาติสสเมตเตยยเถราปทาน
ปุณณกเถราปทานที่ ๒ (๔๐๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ
[๔๐๔] พระพุทธเจ้าผู้สยัมภู ไม่ทรงแพ้อะไร ๆ ทรงพระประชวร
ทรงอาศัยยอดเงื้อมเขา ประทับอยู่ในระหว่างแห่งภูเขา.
ขณะนั้นได้มีเสียงบันลือลั่นโดยรอบอาศรมของเรา เมื่อ
พระพุทธเจ้าเสด็จนิพพาน ได้มีแสงสว่างในขณะนั้น.
หมี หมาป่า เสือดาว เนื้อร้าย และราชสีห์ มีอยู่ใน
ไพรสณฑ์ประมาณเท่าใด ทั้งหมดนั้นได้พากันส่งเสียงร้องขึ้น
ในขณะนั้น.

956
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 957 (เล่ม 71)

เราเห็นความอัศจรรย์นั้นแล้ว ได้ไปสู่เงื้อมเขา ณ ที่นั้น
เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่แพ้อะไร ๆ นิพพานแล้ว.
เหมือนพญารังมีดอกบานสะพรั่ง เช่นดวงอาทิตย์อุทัย
ดังถ่านเพลิงปราศจากเปลวไฟ ผู้ดับสนิทแล้ว ไม่แพ้อะไร ๆ.
เรานำเอาหญ้าและไม้ มากองให้เต็มแล้ว ได้ทำจิตกาธาร
ขึ้นบนนั้น ครั้นทำจิตกาธารดีแล้ว ได้ถวายพระเพลิงพระ-
พุทธสรีระ.
ครั้นถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้วได้เอาน้ำอบประพรม
ในขณะนั้นเทวดายืนอยู่ในอากาศ ได้ระบุชื่อว่า
ท่านผู้เป็นมุนี ในกาลใด ท่านมีนามชื่อว่า ปุณณกะ
ในกาลนั้น ท่านบำเพ็ญกิจนั้นแด่พระพุทธเจ้าผู้สยัมภู ผู้แสวง
หาคุณใหญ่.
เราจุติจากกายนั้นแล้ว ได้ไปสู่เทวโลก ในเทวโลกนั้น
กลิ่นอันสำเร็จด้วยทิพย์ ย่อมตกลงจากอากาศ.
แม้ในเทวโลกนั้น เราก็มีชื่อว่า ปุณณกะ ในกาลนั้น
เราเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ย่อมยังความดำริให้บริบูรณ์.
ภพนี้เป็นภพที่สุดของเรา ภพที่สุดย่อมเป็นไป แม้ใน
ภพนี้ นามของเราก็ยังปรากฏชื่อว่า ปุณณกะ.
เรายังพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โคดมศากยบุตร ให้
ทรงโปรดแล้ว กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ
อยู่.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด ในกาลนั้น ด้วย

957
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 958 (เล่ม 71)

กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายพระ-
เพลิงพระพุทธสรีระ.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นได้แล้ว ตัด
กิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสนะอยู่.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว.
คุณสมบัติเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปุณณกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบปุณณกเถราปทาน
๔๐๒. อรรถกถาปุณณกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระปุณณกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปพฺภารกูฏํ
นิสฺสาย ดังนี้.
ในเรื่องนั้น มีความแตกต่างกันแต่เพียงว่า ท่านเป็นเสนาบดียักษ์อยู่
ในป่าหิมวันต์ ได้สร้างที่ประชุมเพลิง เพื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ปรินิพพาน
แล้วเท่านั้น. คำที่เหลือพอจะรู้ได้โดยง่าย ตามลำดับบาลีนั่นแล.
จบอรรถกถาปุณณกเถราปทาน

958
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 959 (เล่ม 71)

เมตตคูเถราปทานที่ ๓ (๔๐๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเนยใส
[๔๐๕] ภูเขาชื่อว่า อโสก มีอยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ วิสสุ-
กรรมเทพบุตร นิรมิตอาศรมให้แก่เราที่ภูเขาอโสกนั้น.
พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธ ผู้เลิศ ประกอบด้วย
พระกรุณา เป็นมุนี เวลาเช้าทรงครองผ้าแล้ว เสด็จเข้ามา
ในสำนักเราเพื่อบิณฑบาต.
เราได้เห็นพระมหาวีรเจ้าพระนามว่า สุเมธ ผู้นำของโลก
เสด็จเข้ามาแล้ว รับบาตรของพระสุคตแล้วเอาเนยใสและ
น้ำมันใส่ให้เต็ม.
ถวายในพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระนามว่า สุเมธ ผู้
นำของโลก ประนมกรอัญชลีแล้ว ยังความโสมนัสให้เกิดโดย
ยิ่ง.
ด้วยการถวายเนยใส (และน้ำมัน) นี้ และด้วยการตั้งจิต
ไว้มั่น เราเป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์ ย่อมได้สุขอันไพบูลย์.
เราท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ เว้นภพวินิบาต ตั้ง
จิตมั่นไว้ในพระพุทธเจ้านั้น. ย่อมได้บทอันไม่หวั่นไหว.
ดูก่อนพราหมณ์ การที่ท่านได้เห็นเรานั้น เป็นลาภที่ท่าน
ได้ดีแล้ว ด้วยว่า บุคคลอาศัยการเห็นเราแล้ว จักบรรลุถึง
พระอรหัต.

959
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 960 (เล่ม 71)

ท่านจงเป็นผู้เบาใจ ไม่ต้องกลัว บรรลุถึงยศใหญ่ ท่าน
ถวายเนยใสแก่เราแล้ว จักพ้นจากชาติทุกข์ได้.
ด้วยการถวายเนยใสนี้ และด้วยการตั้งจิตไว้มั่น ท่านเป็น
เทวดาหรือมนุษย์ ย่อมได้สุขอันไพบูลย์
ด้วยอธิการนี้ และด้วยความเป็นผู้มีจิตเมตตา ผู้นั้นจักรื่น
รมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๑,๘๐๐ กัป จักได้เป็นท้าวเทวราช
๑๘ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนา
นับมิได้.
จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิครอบครองแผ่นดิน มีสมุทร
สาคร ๔ เป็นที่สุด มีความชนะวิเศษ เป็นใหญ่ในชมพูทวีป
อันรุ่งเรือง ๕๑ ครั้ง.
มหาสมุทรกระเพื่อมไม่หยุด และแผ่นดินทรงไว้ยาก
ฉันใด โภคสมบัติของเราจักนับประมาณมิได้ ฉันนั้น เรา
ถวายเงิน ๖๐๐ ล้านแล้ว ออกบวชแสวงหากุศลอะไรอยู่ จึง
เข้าไปหาพราหมณ์พาวรี.
เราเล่าเรียนลักษณะมีองค์ ๖ ในมนต์นั้นอยู่ ข้าแต่พระ-
มหามุนี พระองค์เสด็จอุบัติขึ้นกำจัดความมืดนั้นแล้ว ข้าแต่
พระมหามุนี ข้าพระองค์ประสงค์จะเฝ้าพระองค์จึงมา ได้ฟัง
ธรรมของพระองค์แล้ว ได้บรรลุผลอันไม่หวั่นไหว.
ในกัปที่สามหมื่นแต่กัปนี้ เราได้ถวายเนยใสแด่พระ-
พุทธเจ้า ในระหว่างนี้ เราไม่รู้จักทุคติเลย เราให้ขอเนยใส

960
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 961 (เล่ม 71)

แล้ว เนยใสดังจะรู้ความดำริของเรา ย่อมเกิดตามปรารถนา
รู้ความดำริแล้วเกิดขึ้น เราอังคาสภิกษุทั้งปวงให้อิ่มหนำ.
โอ พระพุทธเจ้า โอ พระธรรม โอ ความที่เราถึงพร้อม
ด้วยพระศาสดา ก็เราถวายเนยใสหน่อยเดียวแล้ว ย่อมได้
เนยใสหาประมาณมิได้.
น้ำในมหาสมุทรมีประมาณถึงยอดเขาเนรุ เมื่อเทียบกับ
เนยใสของเรา จักไม่เท่าส่วนแห่งเสี้ยว.
โอกาสแห่งจักรวาลที่เขาทำให้เป็นกองประมาณเท่าใด
โอกาสนั้น ย่อมไม่สมกับกองผ้าทั้งหลายที่เกิดขึ้นแก่เรา.
ขุนเขาหิมวันต์ ล้วนแต่หินแม้จะสูงสุด ก็จักไม่เท่าเครื่อง
หอมสำหรับไล้ทาของเรา.
ผ้า ของหอม เนยใส และสิ่งอื่นอันเกิดในปัจจุบันและ
นิพพานอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ย่อมเกิดแก่เรา นี้เป็นผลแห่ง
การถวายเนยใส.
เราเป็นผู้มีสติปัฏฐานเป็นที่นอน มีสมาธิและฌานเป็น
อารมณ์ วันนี้เราเป็นผู้ยังโพชฌงค์ให้เกิด นี้เป็นผลแห่งการ
ถวายเนยใส.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัด
กิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่อาสวะอยู่.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.

961