ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 902 (เล่ม 71)

คือ เราเป็นผู้มีลำคอบริสุทธิ์ ๑ มีเสียงไพเราะ ๑ เว้น
จากโรคไอ โรคหืด ๑ กลิ่นดอกอุบลฟุ้งออกจากปากของ
เราทุกเมื่อ ๑.
เราได้ถวายนมส้มอย่างดี ในพระพุทธเจ้าและในคณะสงฆ์
ผู้อุดมแล้ว ย่อมได้บริโภคภัตอันไม่ขาดสาย คือ กายคตา-
สติอันประเสริฐ.
เราได้ถวายน้ำผึ้งอันประกอบด้วยสีกลิ่นและรสดี ในพระ-
ชินเจ้าและในคณะสงฆ์แล้ว ย่อมได้รส คือ วิมุตติอันไม่มี
รสอื่นเปรียบ ไม่เป็นอย่างอื่น.
เราได้ถวายรสตามเป็นจริง ในพระพุทธเจ้าและในคณะ
สงฆ์ผู้อุดมแล้ว ย่อมได้เสวยผล ๔ ประการ อันสมควรแก่
กรรมของเรา.
เราได้ถวายข้าวและน้ำ ในพระพุทธเจ้าและในคณะสงฆ์
ผู้อุดมแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๑๐ ประการ อันสมควร
แก่กรรมของเรา
คือ เราเป็นผู้มีอายุยืน ๑ มีกำลัง ๑ เป็นนักปราชญ์ ๑
มีวรรณะ ๑ มียศ ๑ มีสุข ๑ เป็นผู้ได้ข้าว ๑ น้ำ ๑ เป็น
คนกล้า ๑ มีญาณรู้ทั่ว ๑ เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพ ย่อม
ได้คุณเหล่านี้.
เราได้ถวายธูป ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐ
สุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๑๐ ประการ อันสมควรแก่
กรรมของเรา

902
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 903 (เล่ม 71)

คือ เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ เป็นผู้มีกลิ่นตัว
หอมฟุ้ง ๑ มียศ ๑ มีปัญญาเร็ว ๑ มีชื่อเสียง ๑ มีปัญญา
คมกล้า ๑ มีปัญญากว้างขวาง ๑ มีปัญญาร่าเริง ๑ มีปัญญา
ลึกซึ้ง ๑ มีปัญญาเครื่องแล่นไปไพบูลย์ ๑ เพราะผลการ
ถวายธูปนั้น บัดนี้ เราเป็นผู้บรรลุนิพพานอันเป็นสันติสุข ๑.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมา
ดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัด
กิเลสเครื่องผูกดุจช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปิลินทวัจฉเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบปิลินทวัจฉเถราปทาน

903
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 904 (เล่ม 71)

ปิลินทวัจฉวรรคที่ ๔๐
๓๙๑. อรรถกถาปิลินทวัจฉเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑ วรรคที่ ๔๐ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระปิลินทวัจฉเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นคเร หํสวติยา
ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากใน
ภพนั้น ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้
บังเกิดในตระกูลนายประตู ในหังสวดีนคร ได้มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติ
มาก เขาแลดูกองทรัพย์สมบัติที่สั่งสมไว้เป็นจำนวนโกฏิแล้ว จึงไปนั่งใน
ที่ลับ ๆ คิดว่า เราควรจะถือเอาทรัพย์ทั้งหมดนี้ไว้ในทางที่ถูกแล้วจึงไป
ดังนี้แล้ว จึงตกลงใจว่า ควรที่เราจะถวายบริขารทั้งหมดแด่ภิกษุสงฆ์
มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข จึงให้ช่างกระทำเริ่มต้นแต่ฉัตรแสนคัน จนถึง
เครื่องบริโภคและบริขารทั้งหมดอย่างละแสนชิ้นแล้ว นิมนต์พระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ได้ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระ-
พุทธเจ้าเป็นประมุข ครั้นถวายทานได้ ๗ วันอย่างนี้แล้ว ในวันสุดท้าย
เขาได้ปรารถนาที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานเสร็จแล้ว ก็ทำแต่บุญเป็นอัน
มากจนตลอดชีวิต สิ้นชีวิตแล้ว ได้ไปบังเกิดในเทวโลก ได้เสวยทิพย-
สมบัติมากมายในกามาวจรทั้ง ๖ ชั้น และได้เสวยสมบัติ มีจักรพรรดิ-
สมบัติเป็นต้นในมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้บังเกิดในตระกูล

904
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 905 (เล่ม 71)

พราหมณ์ เรียนจบศิลปศาสตร์ทุกสาขาแล้ว ได้ปรากฏชื่อว่า ปิลินทวัจฉะ
ด้วยอำนาจแห่งโคตร.
วันหนึ่ง ปิลินทวัจฉะนั้น ได้ฟังพระธรรมเทศนาในสำนักของ
พระศาสดาแล้ว ได้มีศรัทธาบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์
(ท่าน) ระลึกถึงบุรพกรรมของตนได้เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศ
เรื่องราวอันนั้นด้วยอำนาจอุทาน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า นคเร หํสวติยา
ดังนี้ เนื้อความแห่งอุทานนั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวได้แล้วในหนหลังแล.
บทว่า อาสึ โทวาริโก อหํ ความว่า เราได้เป็นนายประตู รักษาประตู
พระราชวังของพระราชาในหังสวดีนครแล้ว. บทว่า อกฺโขภํ อมิตํ โภคํ
ความว่า เพราะค่าที่ตนเป็นราชวัลลภ คนอื่นจึงไม่สามารถจะทำทรัพย์ให้
หวั่นไหว ให้เคลื่อนจากที่ได้ ทรัพย์ที่หาประมาณมิได้ จึงได้มีอยู่ใน
เรือนของเราเป็นกอง. บทว่า พหู เมธิคตา โภคา ความว่า โภคะเป็น
จำนวนมากมาย ได้ถึง ได้มีแก่เราแล้ว. ชื่อของบริขารทั้งหลายมีมีดน้อย
เป็นต้น ก็พอจะรู้ได้โดยง่ายด้วยการประกอบไปตามลำดับเนื้อความ. และ
อานิสงส์แห่งการถวายเครื่องบริขาร ก็พอจะรู้ได้ง่ายเหมือนกันแล.
จบอรรถกถาปิลินทวัจฉเถราปทาน

905
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 906 (เล่ม 71)

เสลเถราปทานที่ ๒ (๓๙๒)
ว่าด้วยการประพฤติธรรม
[๓๙๔] ข้าพระองค์เป็นเจ้าของถนนอยู่ในนครหังสวดี ได้ประชุม
บรรดาญาติของข้าพระองค์แล้ว ได้กล่าวดังนี้ว่า
พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก เป็นบุญเขตอันสูง
สุด พระองค์เป็นผู้สมควรรับเครื่องบูชาของโลกทั้งปวง.
กษัตริย์ก็ดี ชาวนิคมก็ดี พราหมณ์มหาศาลก็ดี ล้วนมี
จิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติปูคธรรม.๑
พลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า ล้วนมีจิตเลื่อมใส
โสมนัส ได้พากันประพฤติปูคธรรม.
คนอุคคชาติ (พ่อเป็นกษัตริย์แม่เป็นศูทร) ก็ดี ราชบุตรก็ดี
พ่อค้าก็ดี พราหมณ์ก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากัน
ประพฤติปูคธรรม.
พ่อครัวก็ดี คนรับจ้างก็ดี คนรับใช้อาบน้ำก็ดี ช่างกรอง
ดอกไม้ก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติปูค-
ธรรม.
ช่างย้อมก็ดี ช่างหูกก็ดี ช่างเย็บผ้าก็ดี ช่างกัลบกก็ดี
ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติปูคธรรม.
ช่างศรก็ดี ช่างกลึงก็ดี ช่างหนังก็ดี ช่างถากก็ดี ล้วน
มีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติปูคธรรม.
๑. ปูคธรรม คือ ธรรมของแต่ละประชุมชน.

906
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 907 (เล่ม 71)

ช่างเหล็กก็ดี ช่างทองก็ดี ช่างดีบุกและช่างทองแดงก็ดี
ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติปูคธรรม.
ลูกจ้างก็ดี ช่างซักรีดก็ดี ทาสและกรรมกรก็ดี เป็น
อันมาก ได้พากันประพฤติปูคธรรมตามกำลังของตน ๆ.
คนตักน้ำขายก็ดี คนขนไม้ก็ดี ชาวนาก็ดี คนเกี่ยวหญ้า
ก็ดี ได้พากันประพฤติปูคธรรมตามกำลังของตน ๆ.
คนขายดอกไม้ คนขายพวงมาลัย คนขายใบไม้และคน
ขายผลไม้ ได้พากันประพฤติปูคธรรมตามกำลังของตน ๆ.
หญิงแพศยา นางกุมภทาสี คนขายขนม และคนขาย
ปลา ได้พากันประพฤติปูคธรรมตามกำลังของตน ๆ.
เราทั้งหมดนี้มาประชุมร่วมเป็นพวกเดียวกันแล้ว จักทำ
บุญกุศล ในพระพุทธเจ้าผู้เป็นเขตบุญอย่างยอดเยี่ยม.
ญาติเหล่านั้นฟังคำของข้าพระองค์แล้ว ร่วมกันเป็นคณะ
ในขณะนั้นกล่าวว่า พวกเราควรให้สร้างโรงฉันอันทำอย่าง
สวยงามถวายแก่ภิกษุสงฆ์.
ข้าพระองค์ให้สร้างโรงฉันนั้นสำเร็จแล้ว มีใจเบิกบาน
ยินดี แวดล้อมด้วยญาติทั้งหมดนั้น เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธ-
เจ้า.
ครั้นเข้าเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะของโลกผู้ประเสริฐ
กว่านระ ถวายบังคมแทบพระบาทของพระศาสดา ได้กราบทูล
ว่า

907
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 908 (เล่ม 71)

ข้าแต่พระวีรมุนี บุรุษประมาณ ๓๐๐ คนนี้ ร่วมกันเป็น
คณะเดียว ขอมอบถวายโรงฉันอันสร้างอย่างสวยงามแด่
พระองค์.
ขอพระองค์ผู้มีจักษุ ผู้เป็นประธานของภิกษุสงฆ์ โปรด
ทรงรับเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ต่อ
หน้าบุรุษ ๓๐๐ คนว่า
บุรุษทั้ง ๓๐๐ คนและผู้เป็นหัวหน้า ร่วมกันประพฤติตาม
ครั้นท่านทั้งปวงพากันทำแล้ว จักได้เสวยสมบัติ เมื่อถึงภพ
หลังสุด ท่านทั้งหลายจักเห็นนิพพาน อันเป็นแดนเกษม
อันเป็นภาวะเย็นยอดเยี่ยม ไม่แก่ ไม่ตาย.
พระพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมกว่าผู้รู้ธรรมทั้งปวง ทรงพยากรณ์
อย่างนี้ ข้าพระองค์ได้ฟังพระพุทธพจน์แล้ว ได้เสวย
โสมนัส.
ข้าพระองค์รื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดสามหมื่นกัป เป็น
ใหญ่กว่าเทวดา เสวยรัชสมบัติอยู่ในเทวโลก ๕๐๐ กัป.
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้า
ประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้.
ในรัชสมบัติในมนุษย์นี้ มีพวกญาติเป็นบริษัท ในภพ
สุดท้ายที่ถึงนี้ ข้าพระองค์เป็นบุตรพราหมณ์ชื่อวาเสฏฐะ
ผู้สั่งสมสมบัติไว้ประมาณ ๘๐ โกฏิ ข้าพระองค์มีชื่อว่าเสละ
ถึงซึ่งบารมีอันประกอบด้วยองค์ ๖.

908
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 909 (เล่ม 71)

แวดล้อมด้วยพวกศิษย์ของตน เดินไปตามระเบียงวิหาร
ได้เห็นดาบสชื่อเกนิยะ ผู้เต็มไปด้วยภาระคือชฎา จัดแจง
เครื่องบูชา จึงได้ถามดังนี้ว่า ท่านจักทำอาวาหมงคล วิวาห-
มงคลหรือ ท่านจะเชื้อเชิญพระราชาหรือ.
เกนิยดาบส๑ตอบว่า
เราใคร่จะบวงสรวงเครื่องบูชา ในพราหมณ์ที่สมมติกันว่า
ประเสริฐ เราไม่ได้เชื้อเชิญพระราชา ไม่มีการบวงสรวง
อาวาหมงคลของเราไม่มี และวิวาหมงคลของเราไม่มี พระ-
พุทธเจ้าผู้ให้เกิดความยินดีแก่ศากยะทั้งหลาย ประเสริฐที่สุด
ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก.
ทรงทำประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกทั้งปวง นำสุขมาให้แก่
สรรพสัตว์ วันนี้ เรานิมนต์พระองค์ เราจัดแจงเครื่องบูชานี้
เพื่อพระองค์.
พระพุทธเจ้ามีพระรัศมี ดุจสีผลมะพลับ มีพระคุณหา
ประมาณมิได้ ไม่มีผู้เปรียบ ไม่มีใครเสมอด้วยพระรูป เรา
นิมนต์เพื่อเสวย ณ วันพรุ่งนี้ และพระองค์มีพระพักตร์ร่าเริง
ดังสีทองคำปากเบ้า สุกใสเช่นกับสีถ่านเพลิงไม้ตะเคียน
เปรียบด้วยสายฟ้า เป็นพระมหาวีระ เป็นนาถะของโลก เรา
นิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เปรียบเหมือนไฟบนยอดภูเขา
ดังดวงจันทร์วันเพ็ญ เช่นกับสีแห่งไฟไหม้ป่าอ้อ เรานิมนต์
แล้ว.
๑. วินัยปิฎก เป็น เกณิยชฎิล.

909
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 910 (เล่ม 71)

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ไม่ทรงครั่นคร้าม ล่วงภัยได้
แล้ว ทรงทำที่สุดแห่งภพ เป็นมุนี เปรียบด้วยสีหะ เป็น
พระมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงฉลาดในธรรมของผู้ตรัสรู้
ผู้อื่นข่มขี่ไม่ได้ เปรียบด้วยช้างตัวประเสริฐ เป็นพระมหาวีระ
เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงฉลาดในฝั่งคือสัทธรรม เป็น
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ไม่มีใครเปรียบ เปรียบด้วยโค-
อุสภราช เป็นพระมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นมีวรรณะไม่มีที่สุด มียศนับมิได้
มีลักษณะทั้งปวงวิจิตร เปรียบด้วยท้าวสักกะ เป็นพระมหาวีระ
เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีความชำนาญ เป็นผู้นำหมู่
มีตบะ มีเดชคร่าได้ยาก เปรียบด้วยพรหม เป็นพระมหาวีระ
เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงบรรลุธรรมแล้ว๑ เป็นพระ-
ทศพล ถึงที่สุดกำลังล่วงกำลัง เปรียบด้วยแผ่นดิน เป็น
พระมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงเกลื่อนกล่นด้วยศีลและ
ปัญญา มากด้วยการทรงรู้แจ้งธรรม เปรียบด้วยทะเล เป็น
พระมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
๑. ฉ. ปตฺตธมฺโม.

910
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 911 (เล่ม 71)

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ยากที่จะคร่าไปได้ ยากที่จะ
ข่มขี่ ไม่ทรงหวั่นไหว เลิศกว่าพรหม เปรียบด้วยเขาสุเมรุ
เป็นพระมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีญาณไม่สิ้นสุด ไม่มีผู้เสมอ
ไม่มีผู้เทียบเท่า ถึงความเป็นยอด เปรียบด้วยท้องฟ้า เป็น
พระมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
จบภาณวารที่ ๑๕
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นที่พึ่งของบรรดาผู้กลัวภัย
เป็นที่ต้านทานของบรรดาผู้ถึงสรณะ เป็นที่เบาใจ เป็นพระ-
มหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นที่อาศัยแห่งมนต์คือความรู้
เป็นบุญเขตของผู้แสวงหาสุข เป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ เป็น
พระมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ให้เบาใจ เป็นผู้ทำให้
ประเสริฐ เป็นผู้ประทานสามัญผลเปรียบด้วยเมฆ เป็นพระ-
มหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระวีระที่เขายกย่องในโลก
เป็นผู้บรรเทาความมืดทั้งปวง เปรียบด้วยดวงอาทิตย์ เป็น
พระมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นมุนี ทรงแสดงสภาวะ

911