ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 882 (เล่ม 71)

สายโยก กล้องเป่าควันไฟ ตะเกียงตั้ง คนโทน้ำ และ
ผอบ อันสมควรกัน.
จ้างช่างให้ทำคีม กรรไกร ผ้าสำหรับเช็ดขัดสนิม และ
ถุงสำหรับเภสัช อันสมควรกัน.
จ้างช่างให้ทำเก้าอี้นอน ตั่ง บัลลังก์อันมีเท้าสี่เท้าให้
สมควรแล้ว ให้ตั้งไว้ภายใต้ฉัตร.
จ้างช่างให้ทำฟูกยัดด้วยขนสัตว์และยัดด้วยนุ่น ฟูกนั่ง
และให้ทำหมอนอย่างดี อันสมควรกัน.
จ้างช่างให้ทำผงผสมน้ำอาบ ขี้ผึ้งทาตัว น้ำมันทามือและ
เท้าอันสะอาดใส่ในภาชนะเล็ก ๆ เตียงพร้อมด้วยเครื่องลาด
เสนาสนะ ผ้าสำหรับเช็ดเท้า ที่นอน ที่นั่ง ไม้เท้า ไม้ชำระฟัน
[แปรงฟัน] กระเบื้อง ของหอมสำหรับไล้ทาศีรษะ.
ไม้สีไฟ ตั่งแผ่นกระดาน ฝาบาตร ถุงบาตร กระบวย
ตักน้ำ ผงย้อมผ้า รางย้อมผ้า.
ไม้กวาด ขันน้ำ๑ ผ้าอาบน้ำฝน ผ้านิสีทนะ ผ้าปิดฝี
ผ้าอันตรวาสก ผ้าอุตราสงค์ ผ้าสังฆาฏิ ยานัตถุ์ ผ้าเช็ดหน้า
น้ำส้ม น้ำเกลือ น้ำผึ้ง นมส้ม น้ำปานะ.
ขี้ผึ้ง ผ้าเก่า ผ้าเช็ดปาก ด้าย สิ่งใดชื่อว่าเป็นของ
ควรให้ทานมีอยู่ และสมควรแด่พระศาสดา.
เรารวบรวมสิ่งนั้นทั้งหมดแล้วเข้าเฝ้าพระเจ้าอานนท์ ครั้น
เข้าไปเฝ้าพระราชาผู้นำหมู่ชน ผู้มียศมากแล้ว.
๑. ม. อุทปตฺตํ ขันน้ำ.

882
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 883 (เล่ม 71)

ถวายบังคมด้วยเศียรเกล้าแล้วได้กราบทูลว่า เราทั้งสอง
เจริญโดยชาติร่วมกัน มียศร่วมกัน มีความเท่าเทียมกันในสุข
ในทุกข์ และประพฤติตามกัน.
ทุกข์ทางใจมีอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้ปราบข้าศึก ข้าพระองค์
พึงทรงไว้ซึ่งทุกข์ของพระองค์ ข้าแต่กษัตริย์ ถ้าพระองค์
สามารถ ก็ขอได้ทรงพระกรุณาบรรเทาทุกข์นั้นเถิด.
พระราชาตรัสว่า ทุกข์ของท่าน ก็เป็นทุกข์ของเรา เรา
ทั้งสองมีใจร่วมกัน ท่านย่อมรู้ว่าสำเร็จได้ ถ้าท่านพึงเปลื้อง
ทุกข์นั้น.
ข้าแต่พระราชาผู้ใหญ่ ขอจงทรงทราบ ทุกข์ของข้า-
พระองค์บรรเทาได้ยาก.
ท่านร่ำร้องมากไป สิ่งที่มีอยู่ในแว่นแคว้นประมาณเท่าใด
ชีวิตของเราประมาณเท่าใด สิ่งนั้น [แม้] เป็นทรัพย์ที่ท่าน
สละได้ยาก.
ถ้าท่านต้องการด้วยสิ่งเหล่านี้ เราก็ไม่หวั่นไหวจักให้
เที่ยว ขอเดชะ พระองค์ทรงร่ำร้องแล้ว การร่ำร้องมากนั้นผิด.
ข้าพระองค์จักทราบด้วยเกล้าว่า วันนี้ พระองค์ทรงดำรง
อยู่ในธรรมทั้งปวง พระองค์ทรงให้การบีบคั้นหนักนัก เมื่อ
ข้าพระองค์ขอ.
ท่านจะต้องการด้วยการพูดไปทำไม ท่านปรารถนาสิ่งใด

883
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 884 (เล่ม 71)

จงบอกแก่เรา ข้าแต่พระราชาผู้พระ ข้าพระองค์ปรารถนา
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐยิ่ง.
ข้าพระองค์จักนิมนต์พระสัมพุทธเจ้าให้เสวย ชีวิตของ
ข้าพระองค์อย่าเป็นโทษ พระองค์ตรัสว่า เราจะให้พรอย่างอื่น
แก่ท่าน ท่านอย่าขอพระตถาคตเลย.
ใครไม่พึงให้พระพุทธเจ้า ผู้เปรียบเหมือนแก้วมณี มี
รัศมีรุ่งเรือง, ขอเดชะ พระองค์ทรงบันลือแล้วมิใช่หรือว่า
ตลอดถึงชีวิตอันมีอยู่ เมื่อพระองค์ประทานชีวิตได้ ก็ควร
พระราชทานพระตถาคตได้.
พระมหาวีรเจ้าควรงดไว้ เพราะใคร ๆ ไม่พึงให้พระชิน-
เจ้า พระพุทธเจ้าเรารับให้ไม่ได้ ท่านจงรับเอาทรัพย์จนนับ
ไม่ถ้วนเถิด.
เราจะต้องถึงการวินิจฉัย จักถามผู้วินิจฉัยทั้งหลาย ผู้
วินิจฉัยจักตัดสินละเอียด ฉันใด เราจักสอบถามข้อนั้น ฉันนั้น
เราได้จับที่พระหัตถ์ของพระราชา พากันไปสู่ศาลที่พิจารณา
พิพากษา.
เราได้กล่าวคำนี้ตรงหน้าของตุลาการและผู้พิพากษาทั้ง-
หลายว่า ขอตุลาการและผู้พิพากษาจงฟังเรา พระราชาได้
พระราชทานพรแก่เราว่า
เราไม่ยกเว้นอะไร ๆ แม้ชีวิตก็ปวารณาให้ได้ เมื่อเราขอ
พระราชทานพร เราจึงขอพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
พระพุทธเจ้า ย่อมเป็นอันพระองค์พระราชทานแก่เราด้วยดี
ท่านทั้งหลาย จงตัดความสงสัยของเรา เราทั้งหลายจะเชื่อ

884
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 885 (เล่ม 71)

ฟังคำท่านผู้เป็นพระราชารักษาแผ่นดิน เราทั้งหลายฟังคำของ
ทั้งสองฝ่ายแล้ว จักตัดความสงสัยในข้อนี้.
ขอเดชะ พระองค์พระราชทานสิ่งทั้งปวง ท่านผู้นี้ ก็เป็น
อันถือเอาสิ่งทั้งปวงหรือพระเจ้าข้า.
เราไม่ยกเว้นอะไร ๆ ปวารณาแม้ชีวิต เป็นผู้ถึงความยาก
ตลอดชีวิตเป็นอย่างยิ่งเทียว เรารู้ว่าผู้นี้มีทุกข์ด้วยดี จึงได้ให้
ถือเอาสิ่งทั้งปวง.
ขอเดชะ พระองค์เป็นผู้แพ้ ควรพระราชทานพระตถาคต
เราตัดความสงสัยของทั้งสองฝ่ายแล้ว ท่านทั้งสองจงตั้งอยู่
ในคำมั่นอย่างนั้น.
พระราชาประทับอยู่ ณ ที่นั้นแล ได้ตรัสกะตุลาการและ
ผู้พิพากษาว่า ท่านทั้งหลายพึงให้แม้แก่เราโดยชอบ เราพึง
ได้พระพุทธเจ้าอีก ท่านยังความดำริของท่านให้เต็ม นิมนต์
พระตถาคตให้เสวยแล้ว พึงคืนพระสัมพุทธเจ้าให้แก่พระเจ้า
อานนท์ผู้มียศอีก.
เราไหว้ตุลาการและผู้พิพากษา และถวายบังคมพระเจ้า
อานนท์จอมกษัตริย์ เป็นผู้ยินดีปราโมทย์ เข้าไปเฝ้าพระ-
สัมพุทธเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะ ผู้ไม่
มีอาสวะ.
ถวายบังคมด้วยเศียรเกล้าแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า ขอ
พระองค์ผู้มีจักษุพร้อมด้วยพระอรหันต์หนึ่งแสน โปรดทรงรับ
นิมนต์.

885
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 886 (เล่ม 71)

ขอจงทรงยังจิตของข้าพระองค์ให้รื่นเริง เสด็จเข้านิเวศน์
ของข้าพระองค์ พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้
แจ้งโลก สมควรรับเครื่องบูชา.
พระผู้มีจักษุทรงรู้ความดำริของเรา จึงทรงรับนิมนต์ (ด้วย
ดุษณีภาพ) เราทราบว่า พระองค์ทรงรับนิมนต์แล้ว ถวาย
บังคมแด่พระศาสดา.
มีจิตร่าเริงเบิกบาน เข้ามายังนิเวศน์ของตน ประชุมมิตร
และอำมาตย์แล้ว ได้กล่าวดังนี้ว่า เราได้สิ่งที่ได้โดยยากนัก
แล้ว เปรียบเหมือนแก้วมณีมีรัศมีโชติช่วง เราจักบูชาองค์
พระพุทธเจ้าด้วยอะไร พระชินเจ้ามีคุณหาประมาณมิได้ หา
ที่เปรียบมิได้ ผู้มีพระคุณอันชั่งไม่ได้ ไม่มีใครเสมอเหมือน
เป็นนักปราชญ์ ไม่มีบุคคลเปรียบ หาผู้เสมอเหมือนเช่นนั้น
มิได้ ไม่มีที่สอง ประเสริฐกว่านระ.
ก็อธิการอันสมควรแด่พระพุทธเจ้า เราทำได้โดยยาก เรา
ทั้งหลายจงรวบรวมดอกไม้ต่าง ๆ เอามาทำมณฑปดอกไม้เถิด.
สิ่งนี้ย่อมสมควรแด่พระพุทธเจ้า จักเป็นอันบูชาด้วยสิ่ง
ทั้งปวง เราจึงให้ทำดอกบัวเผื่อน ดอกบัวหลวง ดอกมะลิ
ดอกลำดวน ดอกจำปา ดอกกระถินพิมานให้เป็นมณฑป ปูลาด
อาสนะหนึ่งแสนที่ไว้ภายในเงาฉัตร.
อาสนะของเรามีค่ายิ่งกว่าร้อยมีอยู่เบื้องหลัง ปูลาดอาสนะ
หนึ่งแสนที่ไว้ภายในเงาฉัตร.

886
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 887 (เล่ม 71)

จัดแจงข้าวและน้ำเสร็จแล้ว ให้คนไปทูลเวลาภัตกาล
เมื่อคนไปทูลภัตกาลแล้ว พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระ
พร้อมด้วยพระอรหันต์หนึ่งแสน เสด็จเข้าสู่นิเวศน์ของเรา
ฉัตรทรงอยู่ในเบื้องบน ในมณฑปดอกไม้อันบานดี.
พระพุทธเจ้าผู้อุดมบุรุษ ประทับนั่งพร้อมด้วยพระอรหันต์
หนึ่งแสน (เราทูลว่า) ขอพระองค์ผู้มีจักษุ โปรดทรงรับฉัตร
หนึ่งแสนและอาสนะหนึ่งแสน อันควรและไม่มีโทษเถิด.
พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควร
รับเครื่องบูชา พระองค์ประสงค์จะช่วยเหลือเรา จึงทรงรับไว้.
เราได้ถวายบาตรแก่ภิกษุแต่ละรูป รูปละหนึ่งบาตร ภิกษุ
ทั้งหลายละบาตรที่จัดเอง ทรงบาตรเหล็ก พระพุทธเจ้า
ประทับนั่งอยู่ในมณฑปดอกไม้ตลอด ๗ คืน ๗ วัน.
ทรงยังสัตว์เป็นอันมากให้ตรัสรู้ ทรงประกาศพระธรรม-
จักร เมื่อทรงประกาศพระธรรมจักรภายใต้มณฑปดอกไม้.
ธรรมาภิสมัยได้มีแก่เทวดาและมนุษย์ ๘๔,๐๐๐ เมื่อถึง
วันที่ พระมหามุนี พระนามว่าปทุมุตตระ ประทับนั่งอยู่
ภายในเงาฉัตร ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
มาณพผู้ใดได้ถวายทานอันประเสริฐไม่พร่องแก่เรา เราจัก
พยากรณ์มาณพนั้น ท่านทั้งหลาย จงฟังเรากล่าว.
จตุรงคินีเสนา คือ พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า
จักแวดล้อมมาณพนั้นเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการให้สิ่งทั้งปวง.
ยานช้าง ยานม้า วอ จะไหลมาเทมา ชนทั้งหลายจัก

887
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 888 (เล่ม 71)

บำรุงมาณพนั้นเนืองนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการให้สิ่งทั้งปวง.
รถหกหมื่นคัน อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง จัก
แวดล้อมมาณพนั้นเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการให้สิ่งทั้งปวง.
ดนตรีหกหมื่น กลองเภรีทั้งหลายอันประดับดีแล้ว จัก
ประโคมมาณพนั้นเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการให้สิ่งทั้งปวง.
นารี ๘๖,๐๐๐ นาง อันประดับประดาสวยงาม มีผ้าและ
อาภรณ์อย่างวิจิตร สวมใส่แก้วมณีและกุณฑล มีหน้าแฉล้ม
ยิ้มแย้ม ตะโพกผึ่งผาย เอาเล็กเอวบาง จักแวดล้อมมาณพ
นั้นเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการให้สิ่งทั้งปวง.
มาณพนั้น จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ตลอดสามหมื่นกัป
จักได้เป็นเทวดาเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๑,๐๐๐ ครั้ง และ
จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้า
ประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนานับมิได้.
เมื่อมาณพนี้อยู่ในเทวโลก พรั่งพร้อมด้วยบุญกรรม
เทวดาจักทรงฉัตรแก้วไว้ในที่สุดแห่งเทวโลก มาณพนี้จัก
ปรารถนาเมื่อใด ฉัตรอันเกิดแต่ผ้าและดอกไม้ (ดังจะ) รู้จิต
ของมาณพนี้ จักกั้นอยู่เนืองนิตย์เมื่อนั้น.
มาณพนี้จุติจากเทวโลกแล้ว อันกุศลตักเตือนประกอบ
ด้วยบุญกรรม จักเกิดในตระกูลพราหมณ์.
ใน (อีก) แสนกัป พระศาสดามีพระนามว่าโคดม ซึ่งมี

888
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 889 (เล่ม 71)

สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติในโลก พระ-
ศากยโคดมผู้ประเสริฐ ทรงทราบคุณข้อนี้ทั้งหมดแล้ว.
จักประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งไว้ในเอคทัคค-
สถาน มาณพผู้นี้จักได้เป็นพระสาวกของพระศาสดา มีชื่อว่า
ปิลินทวัจฉะ.
จักเป็นผู้อันเทวดา อสูร คนธรรพ์ ภิกษุ ภิกษุณี และ
คฤหัสถ์ทั้งหลาย สักการะ จักเป็นที่รักของคนทั้งปวง จัก
ไม่มีอาสวะ นิพพาน กรรมที่เราทำแล้วในแสนกัป ได้ให้ผล
แก่เราแล้วในภพนี้.
เราหลุดพ้นดี ดังกำลังลูกศร เผากิเลสทั้งหลายแล้ว โอ
กุศลกรรมเราได้ทำแล้ว ในบุญเขตอันยอดเยี่ยมอันเป็นฐานะ
ที่เราทำกุศลกรรมแล้ว ได้บรรลุผลอันไม่หวั่นไหว.
ก็มาณพใดได้ให้ทานอันประเสริฐไม่บกพร่อง มาณพนั้น
ได้เป็นหัวหน้า นี้เป็นผลแห่งทานนั้น.
เราได้ถวายฉัตร ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประ-
เสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๘ ประการ อันสมควร
แก่กรรมของเรา
คือ เราไม่รู้สึกหนาว ๑ ไม่รู้สึกร้อน ๑ ละอองและ
ธุลีไม่แปดเปื้อน ๑ เราเป็นผู้ไม่มีอันตราย ๑ ไม่มีจัญไร ๑
อันมหาชนยำเกรงทุกเมื่อ ๑ เป็นผู้มีผิวพรรณละเอียด ๑ เป็น
ผู้มีใจสร้างขวาง ๑.
เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพ ฉัตรหนึ่งแสนคัน อันประกอบ

889
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 890 (เล่ม 71)

ด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง เว้นชาตินี้แล้ว ทรงไว้เหนือศีรษะ
ของเรา เพราะผลแห่งกรรมนั้น.
เพราะเหตุไร๑ ในชาตินี้การทรงฉัตรจึงไม่มีแก่เรา กรรม
ทั้งปวงที่เราทำแล้ว เพราะผลบุญแห่งฉัตรหลุดพ้นรูปแล้ว.
เราได้ถวายผ้า ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประ-
เสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๘ ประการ อันสมควร
แก่กรรมของเรา
คือ เราเป็นผู้มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดังทองคำ ๑ ปราศจาก
ธุลี ๑ มีรัศมีผ่องใส ๑ มีเดช ๑ ตัวของเราละเอียดอ่อน ๑
เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพ มีผ้าขาวแสนผืน ๑ สีเหลืองแสน
ผืน ๑ สีแดงแสนผืน ๑ ทรงอยู่เหนือศีรษะของเรา นี้เป็นผล
แห่งการถวายผ้า.
เราย่อมได้ผ้าไหม ผ้ากัมพล ผ้าป่าน และผ้าฝ่าย ใน
ที่ทุกแห่ง เพราะผลอันหลั่งออกแห่งการถวายผ้านั้น.
เราได้ถวายบาตร ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้
ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๑๐ ประการ อัน
สมควรแก่กรรมของเรา
คือ เราย่อมบริโภคโภชนาหารในภาชนะทองคำ ภาชนะ
แก้วมณี ภาชนะเงิน และภาชนะที่ทำด้วยทับทิมในกาล
ทั้งปวง ๑ เราเป็นผู้ไม่มีอันตราย ๑ ไม่มีจัญไร ๑ มหาชน
ยำเกรงทุกเมื่อ ๑ เป็นผู้ได้ข้าว น้ำ ผ้า และที่นอนเป็น
๑. ม. กสฺมา เพราะเหตุไร.

890
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 891 (เล่ม 71)

ปกติ ๑ โภคสมบัติของเราไม่พินาศ. เราเป็นผู้มีจิตมั่นคง ๑
เป็นผู้ใคร่ธรรมทุกเมื่อ ๑ เป็นผู้ไม่มีกิเลส ๑ ไม่มีอาสวะ ๑.
คุณเหล่านี้ ติดตามเราไปทั้งในเทวโลกและมนุษยโลก
ย่อมไม่ละเราในที่ทุกแห่ง เปรียบเหมือนเงาไม่ละรูปฉะนั้น.
เราได้ถวายมีดโกน ที่ทำอย่างสวยงาม อันเนื่องด้วยเครื่อง
ผูกอย่างวิจิตรมากมาย แด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดและ
แก่พระสงฆ์แล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๘ ประการ อัน
สมควรแก่กรรมของเรา
คือ เราเป็นผู้กล้า ๑ เป็นผู้ไม่มีความเดือดร้อน ๑ ถึง
ที่สุดในเวสารัชธรรม ๑ เป็นผู้มีธิติ ๑ มีความเพียร ๑ มีใจ
อันประคองไว้ทุกเมื่อ ๑ ย่อมได้ญาณอันสุขุมเครื่องตัดกิเลส ๑
ความบริสุทธิ์อันชั่งไม่ได้ ๑ ในที่ทั้งปวง เพราะผลอันหลั่ง
ออกแห่งกรรมของเรานั้น.
เรามีจิตเลื่อมใสได้ถวายพร้า อันราบเรียบ ไม่หยาบ ไม่
ต้องขัดถู เป็นอันมากในพระพุทธเจ้าและในสงฆ์แล้ว ย่อม
ได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา
คือ เราย่อมได้ความเพียรอันเป็นกัลยาณมิตร ๑ ขันติ ๑
ศัสตราคือความไมตรี ๑ ศัสตราคือปัญญาอันยิ่ง เพราะตัด
ลูกศรคือตัณหา ๑ ญาณอันเสมอด้วยแก้ววิเชียร ๑ เพราะ
ผลอันหลั่งออกแห่งกรรมเหล่านั้น.
เราได้ถวายเข็ม ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐ
สุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่
กรรมของเรา

891