ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 762 (เล่ม 71)

รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปทุมเกสริยเถราปทาน ๒. สัพพคันธิยเถราปทาน ๓. ปรมันน-
ทายกเถราปทาน ๔. ธัมมสัญญกเถราปทาน ๕. ผลทายกเถราปทาน
๖. สัมปสาทิกเถราปทาน ๗. อารามทายกเถราปทาน ๘. อนุเลปทายก-
เถราปทาน ๙. พุทธสัญญิกเถราปทาน ๑๐. ปัพภารทายกเถราปทาน
และท่านกล่าวคาถาไว้ ๕๑ คาถา.
จบปทุมเกสริยวรรคที่ ๓๑

762
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 763 (เล่ม 71)

อารักขทายกวรรคที่ ๓๒
อารักขทายกเถราปทานที่ ๑ (๓๑๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายอารักขา
[๓๑๓] เราได้ให้ทำรั้วถวายแด่พระมุนี พระนามว่า ธัมมทัสสี
และได้ถวายอารักขาแด่พระองค์ผู้จอมสัตว์ ผู้คงที่.
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด ในกาลนั้น
ด้วยผลกรรมที่เหลือนั้น เราได้บรรลุถึงความสิ้นอาสวะ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอารักขทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอารักขทายกเถราปทาน
โภชนทายกเถราปทานที่ ๒ (๓๑๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายโภชนะ
[๓๑๔] พระชินเจ้าย่อมรุ่งโรจน์ทุกเมื่อ ดังหน่อไม้รังที่เกิดดี
เช่นไม้อัญชันกำลังขึ้นงาม เหมือนสายรุ้งในอากาศฉะนั้น.
เรามีใจผ่องใส ได้ถวายโภชนะแด่พระองค์ ผู้เป็นเทวดา
ล่วงเทวดา พระนามว่า เวสสภู ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง.
พระสยัมภูพุทธเจ้าผู้ไม่แพ้อะไร ทรงอนุโมทนาทานของ
เรานั้นว่า ผลจงเกิดแก่ท่านในภพที่เกิด.

763
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 764 (เล่ม 71)

ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วย
ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายโภชนะ.
ในกัปที่ ๒๕ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระ-
องค์หนึ่ง พระนานว่า อมิตตกะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว
๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้สำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโภชนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบโภชนทายกเถราปทาน
คตสัญญกเถราปทานที่ ๓ (๓๑๓)
ว่าด้วยผลแห่งสัญญาในพระพุทธเจ้า
[๓๑๕] ในอากาศไม่มีรอยเท้า เราได้เห็นพระชินเจ้าพระนามว่า
สิทธัตถะ เสด็จไปสู่หมู่ไตรทิพย์ทางอากาศ เรามีความปลื้มใจ
เป็นอันมาก เพราะได้เห็นจีวรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอัน
สะบัดชายพลิ้วด้วยลม เท่ากับได้เห็นพระมุนีเสด็จไป.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้สัญญาใด ในกาลนั้น ด้วย
สัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระ-
พุทธเจ้า.

764
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 765 (เล่ม 71)

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระคตสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบคตสัญญกเถราปทาน
อรรถกถาอารักขทายกเถราปทานที่ ๑
อปทานที่ ๑, ๒, ๓ ในอารักขทายกวรรคที่ ๓๒ มีเนื้อความ
พอจะรู้ได้ง่ายทีเดียว.

765
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 766 (เล่ม 71)

สัตตปทุมิยเถราปทานที่ ๔ (๓๑๔)
ว่าด้วยผลแห่งพุทธบูชา
[๓๑๖] เราเป็นพราหมณ์นามว่า เนสาทะ อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำ เรา
กวาดอาศรมด้วยดอกไม้ (ดอกปทุม) มีกลีบ ๗ กลีบ ความ
ชื่นชมเกิดขึ้นแก่เรา เพราะได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า พระนาม
ว่า สิทธัตถะ ผู้มีพระฉวีวรรณดังทองคำ ผู้เป็นนายกของโลก
กำลังเสด็จไปทางป่า.
เราต้อนรับพระสัมพุทธเจ้าผู้เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐ
กว่านระ นำพระองค์มายังอาศรมแล้ว บูชาด้วยดอกบัวอัน
สวยงาม.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
ในกัปที่ ๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๔ ครั้ง
ร่าเริงยังหนุ่มอยู่ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสัตตปทุมิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสัตตปทุมิยเถราปทาน

766
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 767 (เล่ม 71)

๓๑๔. อรรถกถาสัตตปทุมิยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ชลชคฺเคหิ โอกิรึ ความว่า เราได้เอาดอกไม้ทั้งหลาย
มีดอกอุบลและดอกปทุมเป็นต้น ที่สูงสุด เกิดในน้ำมาเกลี่ยบูชาแล้วแล.
จบอรรถกถาสัตตปทุมิยเถราปทาน

767
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 768 (เล่ม 71)

ปุปผาสนทายกเถราปทานที่ ๕ (๓๑๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายอาสนะดอกไม้
[๓๑๗] เราได้ต้อนรับพระสัมพุทธเจ้า พระนามว่า สิทธัตถะ
ผู้ไม่ทรงแพ้อะไร ๆ มีพระฉวีวรรณดังทองคำ พระรัศมีเปล่ง
ปลั่งดังพระจันทร์ เสด็จดำเนินอยู่ในที่ไม่ไกล.
เชิญเสด็จให้เข้ามายังอาศรมแล้ว ได้ถวายอาสนะดอกไม้
ด้วยใจอันผ่องใส ในกาลนั้น เราประนมกรอัญชลีแล้ว เกิด
ความปลื้มใจ ยังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าแล้ว น้อมกรรม
นั้นไปด้วยความปรารถนาว่า บุญกุศลอันใดมีอยู่ ที่เราได้ทำ
กะพระสยัมภูผู้ไม่แพ้อะไร ๆ ด้วยบุญกุศลทั้งปวงนั้น ขอเรา
จงเป็นผู้ปราศจากมลทินในศาสนา.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายอาสนะดอกไม้ ในกาล
นั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายอาสนะดอกไม้.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปุปผาสนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปุปผาสนทายกเถราปทาน
๓๑๕. อรรถกถาปุปผาสนทายกเถราปทาน
อปทานที่ ๕ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.

768
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 769 (เล่ม 71)

อาสนถวิกเถราปทานที่ ๖ (๓๑๖)
ว่าด้วยผลแห่งการสรรเสริญ
[๓๑๘] ในกาลนั้น เราเที่ยวค้นหาพระเจดีย์ อันชื่อว่า อุตตมะ
ของพระพุทธเจ้า พระนามว่า สิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก
ในไพรวันอันเป็นป่าใหญ่.
เราออกจากป่าใหญ่ จึงได้พบพระที่นั่งทอง เราประนมกร
อัญชลีเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง สรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้นายกของ
โลก.
ครั้นสรรเสริญพระพุทธเจ้า ผู้เป็นอัครนายกของโลก ใน
ส่วนกลางวันแล้ว มีจิตโสมนัสยินดี ได้เปล่งวาจานี้ว่า
ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ผู้บุรุษอาชาไนย ขอนอบน้อมแด่
พระองค์ ผู้อุดมบุรุษ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ผู้เชษฐบุรุษของ
โลก ผู้ประเสริฐกว่านระ พระองค์เป็นสัพพัญญู.
ครั้นเราสรรเสริญพระพุทธเจ้า พระนามว่า สิขี ด้วยการ
ทำนิมิตกราบไหว้อาสนะแล้ว บ่ายหน้ากลับไปทางทิศอุดร.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้สรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้ประ-
เสริฐกว่าชน ด้วยการสรรเสริญนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้
เป็นผลแห่งการสรรเสริญ.
ในกัปที่ ๒๗ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ครั้ง
ทรงพระนามว่า อตุลยะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.

769
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 770 (เล่ม 71)

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอาสนถวิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอาสนถวิกเถราปทาน
๓๑๖. อรรถกถาอาสนวิกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เจติยํ อุตฺตมํ นาม สิขิโน โลกพนฺธุโน ได้แก่พระ-
เจดีย์อันชื่อว่า อุตตมะ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า สิขี ผู้เป็น
เผ่าพันธุ์คือเป็นญาติของชาวโลกหมดทั้ง ๓ โลก. เชื่อมความว่า ได้มี
ในทุ่งที่ไร้ประโยชน์ คือปราศจากผู้คนสัญจรไปมา เป็นป่าใหญ่ปราศจาก
ความสับสนอลหม่านแห่งหมู่มนุษย์. บทว่า อนฺธาหิณฺฑามหํ ตทา
ความว่า ในกาลนั้น เราเป็นผู้มืดเพราะหลงทางในป่า. มิใช่มืดเพราะ
ตาบอด จึงกล่าวว่า เราเที่ยวไปค้นหาหนทางดังนี้. บทว่า ปวนา
นิกฺขมนฺเตน ความว่า เราออกจากป่าใหญ่ จึงได้พบสีหาสนะ คืออาสนะ
ชั้นยอดเยี่ยม. อีกอย่างหนึ่ง หมายความว่า เราได้เห็นอาสนะของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า สีหะ. บทว่า เอกํสํ อญฺชลึ กตฺวา
ความว่า เราทำการเฉวียงบ่าข้างหนึ่งด้านซ้าย แล้วประคองอัญชลีไว้

770
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 771 (เล่ม 71)

เหนือเศียร. บทว่า สนฺถวึ โลกนายกํ ความว่า เราได้ทำการชมเชย
สรรเสริญพระผู้นำของชาวโลกพระองค์นั้น ผู้ยังชาวโลกทั้ง ๓ โลก ให้
บรรลุถึงพระนิพพานได้.
จบอรรถกถาอาสนถวิกเถราปทาน

771