ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 562 (เล่ม 71)

๑๗๐. อรรถกถาปัญจังคุลิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระปัญจังคุลิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ติสฺโส นามาสิ
ภควา ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานเป็น
ประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ติสสะ
ท่านได้เกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว ดำรงอยู่ในเพศฆราวาส
สมบูรณ์ด้วยสมบัติ มีศรัทธาเลื่อมใส เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ
พระราชดำเนินไปตามหนทางเข้าไปยังพระวิหาร ได้ถือเอาดอกไม้ที่มีกลิ่น
หอมหลากชนิดเช่นดอกมะลิเป็นต้น และเครื่องลูบไล้มีผงไม้จันทร์เป็นต้น
แล้ว ไปยังพระวิหาร เอาดอกไม้ทั้งหลายบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
เอานิ้วทั้ง ๕ แตะเครื่องลูบไล้ ลูบทาที่พระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้ว ถวายบังคมหลีกไป.
ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้เสวยสมบัติทั้งสองในเทวโลกและมนุษย-
โลกแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในตระกูลแห่งหนึ่งซึ่งสมบูรณ์
ด้วยสมบัติ เจริญวัยแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว มี
ใจเลื่อมใส บวชแล้วไม่นานก็ได้เป็นพระอรหันต์ เมื่อจะระลึกถึงบุพกรรม
ของตน ก็ทราบได้อย่างแจ่มชัด เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้
ประพฤติมาแล้วในกาลก่อนว่า เราได้บำเพ็ญกุศลกรรมชื่อนี้ไว้ จึงได้รับ
โลกุตรสมบัติเช่นนี้แล จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ติสฺโส นามาสิ ภควา ดังนี้.
คำที่เหลือทั้งหมดนั้นมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปัญจังคุลิยเถราปทาน
จบอรรถกถาสุปาริจริยวรรคที่ ๑๗

562
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 563 (เล่ม 71)

รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สุปาริจริยเถราปทาน ๒. กณเวรปุปผิยเถราปทาน ๓. ขัชช-
ทายกเถราปทาน ๔. เทสปูชกเถราปทาน ๕. กณิการฉทนิยเถราปทาน
๖. สัปปิทายกเถราปทาน ๗. ยุธิกปุปผิยเถราปทาน ๘. ทุสสทายก-
เถราปทาน ๙. สมาทปกเถราปทาน ๑๐. ปัญจังคุลิยเถราปทาน.
มีคาถา ๕๔ คาถา ฉะนี้แล.
จบสุปาริจริยวรรคที่ ๑๗

563
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 564 (เล่ม 71)

กุมุทวรรคที่ ๑๘
กุมุทมาลิยเถราปทานที่ ๑ (๑๗๑)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกโกมุท
[๑๗๓] ณ ที่ใกล้ภูเขาหิมวันต์ มีสระใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง (ตาม
ธรรมชาติ) เราเป็นผีเสื้อน้ำที่ดุร้ายมีกำลังมาก อยู่ในสระ
ใหญ่นั้น.
ดอกโกมุทอันบานโตประมาณเท่าจักร เกิดอยู่ในสระใหญ่
นั้น และในกาลนั้น เราเก็บดอกโกมุท (ที่มีเมล็ดไว้) อัน
เป็นที่ประชุมแห่งเมล็ดไว้.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้จอมสัตว์
ประเสริฐกว่านระ ทรงเห็นดอกโกมุทอันหดหู่ (งอ) จึงเสด็จ
มาในสำนักของเรา.
เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์
เสด็จเข้ามา จึงหยิบดอกโกมุททั้งหมดบูชา (ถวาย) แด่
พระพุทธเจ้า.
ในกาลนั้น ดอกไม้มีอยู่เท่าใด พระตถาคตประกอบด้วย
ดอกไม้เท่านั้นเป็นหลังคาบังร่มเสด็จไปที่ภูเขาหิมวันต์.
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วย
ดอกไม้ใด ด้วยการบุชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
แห่งพุทธบูชา.

564
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 565 (เล่ม 71)

ในกัปที่ ๑๕ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นจอม
ชน ทรงพระนามว่า สหัสสรถะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกุมุทมาลิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบกุมุทมาลิยเถราปทาน
กุมุทวรรคที่ ๑๘
๑๗๑. อรรถกถากุมุทมาลิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระกุมุทมาลิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปพฺพเต
หิมวนตมฺหิ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
เป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า อัตถทัสสี
ท่านได้เกิดเป็นผีเสื้อน้ำอยู่ที่สระใหญ่ใกล้กับภูเขาหิมวันต์ พบเห็นพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าอัตถทัสสี ซึ่งเสด็จไปในที่นั้นแล้ว มีใจ
เลื่อมใส เก็บดอกโกมุทไปบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงกระทำอนุโมทนาแล้วเสด็จหลีกไป.

565
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 566 (เล่ม 71)

ด้วยบุญอันนั้น เขาจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดยังเทวโลก
เสวยสมบัติในกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้นแล้ว เกิดในมนุษย์ ได้เสวยสมบัติ
มีจักรพรรดิสมบัติเป็นต้นแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในเรือน
อันมีสกุล เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระรัตนตรัย บวชแล้วพยายามอยู่
ก็ได้บรรลุพระอรหัตอันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ระลึกถึงบุพกรรมของ
ตนได้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติ
มาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปพฺพเต หิมวนฺตมฺหิ ดังนี้
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถโช รกฺขโส อาสึ ความว่า เราได้เป็น
ผีเสื้อน้ำเกิดใกล้สระใหญ่นั้น คือได้เป็นยักษ์เคี้ยวกินเลือดและเนื้อคนอื่น
ไร้ความกรุณา มีรูปร่างน่าเกลียด มีสภาพน่ากลัว มีกำลังมาก มีเรี่ยว
แรงมาก กักขฬะ. บทว่า กุมุทํ ปุปฺผิเต ตตฺถ ความว่า เมื่อไม่มีแสง
พระอาทิตย์ส่องลงไปในสระใหญ่นั้น พอถึงเวลาเย็นดอกก็จะหุบ ไม่มี
รัศมี ไม่มีสี มีแต่อาการเหี่ยวงอ คือดอกไม้อันได้นามว่า กุมุท ที่กำลัง
แย้มบานอยู่. บทว่า จกฺกมตฺตานิ ชายเร ความว่า ดอกไม้เหล่านั้น
เกิดมีประมาณเท่ากงจักรรถ. คำที่เหลือมีเนื้อความพอจะรู้ได้โดยง่าย
ทีเดียวแล.
จบอรรถกถากุมุทมาลิยเถราปทาน

566
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 567 (เล่ม 71)

นิสเสณีทายกเถราปทานที่ ๒ (๑๗๒)
ว่าด้วยผลแห่งการสร้างบันได
[๑๗๔] เราได้สร้างบันไดสำหรับเสด็จขึ้นปราสาท ถวายแด่
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โกณฑัญญะ ผู้เป็นนาถะของ
โลก ผู้คงที่.
ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราได้เสวยสมบัติแล้ว ทรงกาย
อันเป็นที่สุดไว้ในพระพุทธศาสนา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๓๑,๐๐๐ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๓ ครั้ง ทรง
พระนามว่าสัมพหุละ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนิสเสณีทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบนิสเสณีทายกเถราปทาน
๑๗๒. อรรถกถานิสเสณิทายกเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระนิสเสณิทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า โกณฺ-
ฑญฺญสฺส ภควโต ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระชินวรพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานเป็นประจำเสมอมาหลายชาติ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
๑. บาลีว่า นิสเสณีทายกเถราปทาน.

567
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 568 (เล่ม 71)

พระนามว่า โกณฑัญญะ ท่านได้เกิดในตระกูลช่างไม้ มีศรัทธา
เลื่อมใส ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มีใจเลื่อมใส
สร้างบันไดทำด้วยไม้แก่น เพื่อสำหรับขึ้นไปยังปราสาท ที่ประทับของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ช่วยกันยกพาดไว้. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จ
ขึ้นไปยังปราสาท ในขณะที่เขากำลังมองเห็นอยู่นั่นแหละ เพื่อเป็นเครื่อง
เจริญปสาทะแก่เขา. เขามีความเลื่อมใสยิ่งนัก ด้วยปีติโสมนัสอันนั้น
นั่นแหละ กระทำกาละแล้ว ได้ไปเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติใน
เทวโลกนั้น เมื่อจะเกิดในหมู่มนุษย์ ก็ได้เกิดในตระกูลอันสูงส่ง เพราะ
ผลที่ได้สร้างบันได ได้เสวยความสุขในมนุษย์แล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้
เขาได้เกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว
เกิดศรัทธาบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะ
ประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำ
เริ่มต้นว่า โกณฺฑญฺญสฺส ภควโต ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
โกณฺฑญฺญสฺส มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า โกณฑะ เพราะเป็นผู้คลอดจากครรภ์
แล้วเป็นไป ได้แก่ลามกสัตว์. ชื่อว่า โกณฑัญญะ เพราะเป็นผู้อื่นจากคน
ที่ต่ำช้าเลวทรามคือ โกณฑะ อธิบายว่า ไม่เป็นผู้ลามก แต่เป็นบุรุษผู้สูง
สุด. อีกอย่างหนึ่ง โกณฑัญญะนั้นเป็นชื่อโดยโคตร เพราะในบรรดาโคตร
ของพราหมณ์ทั้งหลาย พระองค์ประสูติในโกณฑัญญโคตร. คำที่เหลือ
มีเนื้อความปรากฏชัดแล้วแล.
จบอรรถกถานิสเสณิทายกเถราปทาน

568
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 569 (เล่ม 71)

รัตติยปุปผิยเถราปทานที่ ๓ (๑๗๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายถวายดอกอัญชัน
[๑๗๕] ในกาลก่อน เราเป็นนายพรานเนื้ออยู่ในป่าใหญ่ ได้
เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและ
มนุษย์.
เราเห็นต้นอัญชันเขียวขึ้นอยู่บนแผ่นดิน มีดอกบานอยู่
กลางคืน จึงถอนขึ้นพร้อมทั้งราก น้อมเข้าไปถวายแด่พระ-
พุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณใหญ่.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราถวายดอกไม้ใด ด้วยการถวาย
ดอกไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
ดอกไม้.
และในกัปที่ ๘ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรง
พระนามว่าสุปปสันนะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระรัตติยปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบรัตติยปุปผิยเถราปทาน

569
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 570 (เล่ม 71)

๑๗๓. อรรถกถารัตติยปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระรัตติยปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า มิคลุทฺโท
ปุเร อาสึ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
เป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี
ท่านได้เกิดในตระกูลของนายพราน เที่ยวฆ่าเนื้อในป่า ได้พบเห็นพระผู้
มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ซึ่งเสด็จเที่ยวไปในป่าเพราะความกรุณา
แก่เขาแล้ว มีใจเลื่อมใส เก็บเอาดอกไม้ชื่อว่าราตรีซึ่งบานแล้ว และดอก
อัญชันพร้อมทั้งขั้วมาบูชา ด้วยจิตอันประกอบไปด้วยโสมนัส. พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงกระทำอนุโมทนาแล้ว ก็เสด็จหลีกไป.
ด้วยบุญอันนั้นนั่นแล เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษย-
โลก ได้เสวยสมบัติในโลกทั้งสองนั้นแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้
เกิดในเรือนอันมีตระกูล บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระรัตนตรัย
ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว มองเห็นโทษในกามทั้งหลาย
แล้วออกบวช ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต ระลึกถึงบุพกรรมของตน
ได้ เกิดความโสมนัสใจว่า เราเป็นนายพราน ได้ทำกุศลกรรมไว้ดีหนอ
เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าว
คำเริ่มต้นว่า มิคลุทฺโท ปุเร อาสึ ดังนี้. พึงทราบวิเคราะห์ในคำนั้น
ว่า ชื่อว่า มิคลุททะ เพราะเป็นคนโหดร้าย ป่าเถื่อน ฆ่าเนื้อทั้งหลาย,
อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า มิคลุททะ เพราะเป็นพรานมีความโลภในหมู่เนื้อ
อธิบายว่า ในครั้งก่อนเราได้เป็นนายพราน. บทว่า รตฺติกํ ปุปฺผิตํ

570
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 571 (เล่ม 71)

ทิสฺวา ความว่า ดอกไม้หลายชนิดมีดอกปทุมเป็นต้น ย่อมบานในเวลา
กลางวันเพราะต้องแสงพระอาทิตย์ และหุบในเวลาราตรี อธิบายว่า
ดอกไม้หลายชนิดมีดอกมะลุลีและดอกมะลิซ้อนเป็นต้น เป็นดอกไม้บาน
ในเวลาราตรี ไม่บานในเวลากลางวัน, เพราะฉะนั้น เราจึงเก็บเอา
ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมหลายชนิด อันมีชื่อว่าดอกราตรี เพราะบานในเวลา
กลางคืน และเก็บดอกอัญชันมาบูชาแล้ว. คำที่เหลือมีเนื้อความง่าย
ทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถารัตติยปุปผิยเถราปทาน

571