ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 552 (เล่ม 71)

ความว่า ผุสสะ เป็นพระนามที่พระมารดาและพระบิดาทรงตั้งให้ เพราะ
พระองค์ประสูติโดยประกอบไปด้วยผุสสนักขัตฤกษ์. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
ผุสสะ เพราะพระองค์ กระทบถูก เห็นชัด คือได้กระทำให้แจ่มแจ้งซึ่ง
พระนิพพาน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ผุสสะ เพราะพระองค์ กระทบถูก
เห็นชัด คือได้ทราบแล้ว ซึ่งพระบารมีธรรม ๑๐ ทัศ โพธิปักขิยธรรม
๓๗ ประการอย่างบริบูรณ์ และพระปริยัติธรรม คือพระไตรปิฎกทั้งสิ้น.
ชื่อว่า ภควา เพราะพระองค์เพียบพร้อมไปด้วยส่วนแห่งบุญ เช่น
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประกอบด้วยความเป็นผู้มีโชค เป็นต้น. บทว่า
อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห ความว่า เครื่องบูชาและสักการะท่านเรียกว่า อาหุติ,
ชื่อว่า อาหุตีนํ ปฏิคคฺโห เพราะพระองค์สมควรเพื่อจะรับเครื่องบูชา
และสักการะเหล่านั้น. เชื่อมความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนาม
ว่า ผุสสะ ผู้แกล้วกล้า ทรงยังมหาชนให้ดับ เสด็จดำเนินไปในถนนใน
ครั้งนั้นแล. คำที่เหลือมีเนื้อความปรากฏชัดแล้วทีเดียว.
จบอรรถกถาสัปปิทายกเถราปทาน

552
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 553 (เล่ม 71)

ยุทธิกปุปผิยเถราปทานที่ ๗ (๑๖๗)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกเข็ม
[๑๖๙] เราเที่ยวไปตานกระแสน้ำ ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ณ
ที่นั้นเราได้เห็นพระสยัมภูผู้ดังพญาไม้รังกำลังมีดอกบาน.
เราจึงถือเอาดอกเข็มเข้าไปเฝ้าพระมหามุนี เรามีจิต
เลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้บูชาแด่พระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใดด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ
บูชา.
ในกัปที่ ๖๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์
หนึ่งพระนามว่า สามุทธระ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระยุธิกปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบยุทธิกปุปผิยเถราปทาน

553
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 554 (เล่ม 71)

๑๖๗. อรรถกถายุทธิกปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระยุทธิกปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า จนฺทภาคา-
นทีตีเร ดังนี้.
ท่านพระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระมุนินทพุทธ-
เจ้าพระองค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้หลาย
ชาติเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
ผุสสะ นั้นนั่นแล ท่านได้เกิดในตระกูลศูทร เจริญวัยแล้ว ท่องเที่ยว
ไปตามกระแสน้ำ ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ด้วยการงานบางอย่าง ได้พบ
เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ผุสสะ ซึ่งพระองค์ประสงค์
จะสรงสนาน ช่างงดงามรุ่งเรืองประดุจกองไฟ เกิดความโสมนัสใจ
เลือกเก็บดอกเข็มที่เกิดในที่นั้นมาบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ทรงกระทำอนุโมทนาแก่เขาแล้ว.
ด้วยส่วนแห่งบุญอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและ
มนุษยโลก ได้เสวยสมบัติในโลกทั้งสองนั้นแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้
เขาได้เกิดในเรือนอันมีสกุล เจริญวัยแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า มีใจเลื่อมใส บวชแล้ว ทำพระศาสนาให้งดงาม
ด้วยข้อวัตรปฏิบัติ ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ ระลึกถึงบุพกรรม
ของตนได้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้
ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า จนฺทภาคานทีตีเร ดังนี้.
คำที่เหลือทั้งหมดนั้นมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถายุทธิกปุปผิยเถราปทาน

554
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 555 (เล่ม 71)

ทุสสทายกเถราปทานที่ ๘ (๑๖๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้า
[๑๗๐] ในกาลนั้น เป็นพระราชโอรสอยู่ในพระนครอันรื่นรมย์
ชื่อว่า ติวรา เราได้ผ้าอันเป็นเครื่องบรรณาการแล้ว ได้ถวาย
แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สงบระงับ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ทรงรับแล้ว ทรง
ลูบคลำด้วยพระหัตถ์ ครั้นทรงรับแล้ว เสด็จเหาะขึ้นสู่
นภากาศ.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไป ผ้าตามไปเบื้องพระ-
ปฤษฎางค์ เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระองค์ว่า พระพุทธเจ้า
เป็นอัครบุคคล.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผ้าใดในกาลนั้น ด้วย
การถวายผ้านั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผ้า.
ในกัปที่ ๖๗ แต่กัปนี้ ในกาลนั้น ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
ผู้เป็นจอมมนุษย์มีนามว่าบริสุทธะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระทุสสทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบทุสสทายกเถราปทาน

555
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 556 (เล่ม 71)

๑๖๘. อรรถกถาทุสสทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระทุสสทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ติวรายํ ปุเร
รมฺเม ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระชินวรพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
สิทธัตถะ ท่านได้เกิดในราชสกุล พอทรงเจริญวัยแล้ว ได้รับตำแหน่ง
เป็นพระยุพราช มีชื่อเสียง ได้รับชนบทแห่งหนึ่ง เป็นใหญ่ปกครอง
ชนบทนั้น ทรงบำเพ็ญสังคหวัตถุ ๔ ประการ คือ ทาน ปิยวาจา อัตถ-
จริยา และสมานัตตตา แก่ชาวชนบททั้งหมด. ในสมัยนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิทธัตถะ พระองค์ได้เสด็จไปถึงยังชนบท
นั้นแล้ว. ครั้งนั้น พระยุพราชพระองค์นั้น ทรงได้รับเครื่องบรรณาการ
แล้ว ทรงบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยผ้าเนื้อละเอียดในที่นั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงเอาพระหัตถ์ลูบคลำผ้าผืนนั้นแล้ว เสด็จขึ้นสู่อากาศ. แม้
ผ้าผืนนั้นก็ลอยติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไปมิขาด ครั้นพอพระยุพราช
พระองค์นั้นทอดพระเนตรเห็นความอัศจรรย์นั้นแล้ว เลื่อมใสยิ่งนัก ได้
ประทับยืนประคองอัญชลีแล้ว ในสถานที่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไป
ถึงแล้ว ประชาชนทั้งหมดมองเห็นความอัศจรรย์นั้นแล้ว พากันคิด
อัศจรรย์ใจ ได้ยืนประคองอัญชลีแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไป
เฉพาะวิหารนั้นแล้ว ด้วยกุศลนั้นนั่นแล พระยุพราชนั้นจุติจากอัตภาพ
นั้นแล ได้บังเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติในเทวโลกนั้นแล้ว เกิด

556
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 557 (เล่ม 71)

ในมนุษย์โลก ได้เสวยสมบัติมีจักรพรรดิสมบัติเป็นต้นแล้ว ในพุทธุปบาท-
กาลนี้ เขาได้เกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง ซึ่งสมบูรณ์ด้วยสมบัติมากมาย
บรรลุนิติภาวะแล้ว ดำรงอยู่ในเพศฆราวาส เลื่อมใสในพระรัตนตรัย
ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้มีศรัทธาบวชแล้ว
พยายามอยู่ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
วันหนึ่งท่านได้ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดความโสมนัสใจ เมื่อ
จะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำ
เริ่มต้นว่า ติวรายํ ปุเร รมฺเม ดังนี้. อธิบายว่า เราเป็นพระราชโอรส
อยู่ในพระนครอันน่ารื่นรมย์ใจชื่อว่า ติวรา นั้น ได้นำเอาผ้าไปบูชาพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะแล้วแล. คำที่เหลือมีเนื้อความพอจะรู้
ได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาทุสสทายกเถราปทาน

557
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 558 (เล่ม 71)

สมาทปกเถราปทานที่ ๙ (๑๖๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเรือนยอด
[๑๗๑] ได้มีการประชุมอุบาสกเป็นอันมากในพระนครพันธุมดี
เราเป็นหัวหน้าของอุบาสกเหล่านั้น อุบาสกเหล่านั้นประพฤติ
ตามปรารถนาของเรา.
เราประชุมอุบาสกทั้งหมดนั้น แล้วชักชวนในการทำบุญ
ว่า เราทั้งหลายจักทำเรือนยอดเดียว (ศาลา) ถวายแก่สงฆ์ผู้
เป็นบุญเขตอันสูงสุด.
เขาเหล่านั้นรับคำแล้ว ได้กระทำไปตามอำนาจความพอใจ
ของเรา เราทั้งหลายช่วยกันสร้างเรือนยอดเดียวนั้นสำเร็จ
แล้ว ได้ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายเรือนยอดเดียวใดใน
กาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ
ถวายเรือนยอดเดียว.
ในกัปที่ ๕๙ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้เป็น
จอมชนพระองค์หนึ่ง มีพระนามชื่อว่า อาเวละ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสมาทปกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสมาทปกเถราปทาน

558
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 559 (เล่ม 71)

๑๖๙. อรรถกถาสมาทปกเถราปทาน
อปทานของท่านพระสมาทปกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า พนฺธุมติยา
นคเร ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลสมภารมาแล้ว ในสำนักของ
พระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานไว้ในหลายภพเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงพระนามว่า วิปัสสี ท่านได้เกิดในเรือนอันมีสกุล เจริญวัยแล้ว
ดำรงอยู่ในเพศฆราวาส ตั้งใจบำเพ็ญบุญเป็นนิตย์ มีศรัทธาเลื่อมใส สั่ง
ให้ประชุมพวกอุบาสกเป็นจำนวนมากแล้ว ตนเองเป็นหัวหน้าคณะ
(อุบาสก) ปรึกษาหารือกันว่า พวกเราจักช่วยกันสร้างเรือนยอดเดียว
(ศาลา) แล้วชักชวนคนทั้งหมดเหล่านั้นให้ทำพื้นเรือนยอดหลังหนึ่งให้
เรียบเสมอ เกลี่ยทรายขาวสะอาดลงไปแล้ว น้อมถวายแด่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า. ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้บังเกิดในเทวโลก ได้เสวยสมบัติใน
กามาวจร ๖ ชั้นแล้ว ได้เกิดในมนุษยโลก ได้เสวยจักรพรรดิสมบัติ
เป็นต้นในหมู่มนุษย์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในเรือนอันมีสกุล
บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ฟังธรรมแล้ว มี
ใจเลื่อมใส เกิดศรัทธาบวชแล้ว สมบูรณ์ด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยวัตร-
ปฏิบัติ ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต.
ในกาลต่อมา ท่านระลึกถึงกุศลกรรมที่ตนกระทำไว้ได้ เกิดความ
โสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาล
ก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า พนฺธุมติยา นคเร ดังนี้. พึงทราบวิเคราะห์

559
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 560 (เล่ม 71)

ในบทนั้นว่า ชื่อว่า พนฺธุ เพราะคนทั้งหลายผูกพันเกี่ยวเนื่องเป็นอันเดียว
กัน ด้วยอำนาจแห่งชาติและโคตรเป็นต้น คือเป็นชาวพระนครเดียวกัน
ทั้งหมด. ชื่อว่า พันธุมดี เพราะเป็นพวกพ้องกันมีอยู่ในพระนครนั้น,
อธิบายว่า พวกอุบาสกหมู่ใหญ่ได้มีในพระนครชื่อว่า พันธุมดีนั้น. ใน
บทว่า มาฬํ กสฺสาม สงฺฆสฺส๑ นี้ มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า มาฬํ เพราะ
ย่อมนับถือกำหนดใจของพวกชนที่มาถึงแล้วทุก ๆ คน. อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่า มาฬํ เพราะเป็นสถานที่เหมาะในการทำใจให้สงบสงัดแก่หมู่ภิกษุ
ที่มาถึงแล้ว, มาฬํ นั่นแหละเป็น มาฬกํ, อธิบายว่า พวกเราจักสร้าง
เรือนยอดเพื่อความอยู่สุขสบายถวายแด่ภิกษุสงฆ์. คำที่เหลือมีเนื้อความ
ปรากฏชัดเจนอยู่แล้วทีเดียว.
จบอรรถกถาสมาทปกเถราปทาน
๑. บาลีว่า มาฬํ กริสฺสาม สงฺฆสฺส.

560
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ – หน้าที่ 561 (เล่ม 71)

ปัญจังคุลิยเถราปทานที่ ๑๐ (๑๗๐)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยของหอม
[๑๗๒] เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้ามหามุนี พระนามว่าติสสะ
ผู้เป็นนาถะของโลก ประเสริฐกว่านระ กำลังเสด็จเข้าพระ-
คันธกุฎี อันเป็นพระวิหารสวยงาม.
จึงถือเอาของหอมและพวงดอกไม้ไปสู่สำนักพระชินเจ้า
และเราเป็นผู้มีศรัทธาน้อยในพระสัมพุทธเจ้า ได้ถวายบังคม.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยของ
หอมใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การถวายบังคม.
ในกัปที่ ๗๒ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช
มีนามว่าสยัมปกะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปัญจังคุลิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบปัญจังคุลิยเถราปทาน

561